Category Archives: สิทธิมนุษยชนทั่วโลก

ร้องยูเอ็น พิจารณาประเด็นซ้อมทรมานในไทย แม่เผยก่อนลูกตายก็ไม่ได้พบ

379

ร้องยูเอ็น พิจารณาประเด็นซ้อมทรมานในไทย แม่เผยก่อนลูกตายก็ไม่ได้พบ


กลุ่มเครือข่ายภายประชาสังคมร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงยูเอ็น กรณีการซ้อมทรมานในไทยเนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล ด้านครอบครัวผู้เสียหายร่วมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองได้ประสบ


29 มิ.ย. 2559 เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ภาคีร่วม และกลุ่มครอบครัวผู้เสียหายจากการทรมานจำนวนหนึ่ง ร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ และเข้าไปยื่นหนังสือต่อ เลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล ซึ่งตรงกับ 26 มิ.ย. ของทุกปี


จดหมายดังกล่าวมีเนื้อหากล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 แต่จากรายงานขององค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนได้สะท้อนให้เห็นว่าหลายครั้งที่มีการซ้อมทรมานนั้น เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือภายใต้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาเฉกเช่นที่ควรจะเป็น ทางเครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติรับพิจารณาปัญหาการทรมานประชาชนในบริบทของประเทศไทย สู่การหามาตรการในการให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการของมนุษยธรรม


บุญเรือง สุธีรพันธุ์ หนึ่งในกลุ่มครอบครัวผู้เสียหายที่เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวว่า ตนหวังว่าการการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐจะหมดไป และอยากให้ผู้ที่กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับโทษอย่างเหมาะสม


โดยบุญเรืองได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายของตนว่า ลูกชายของตน สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ทำหน้าที่รับราชการอยู่ในมณฑลทหารบก 25 จ.สุรินทร์ หน่วยงานทหารราบ ร.23 เขาถูกจับกุมในวันที่ 1 ก.พ. ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา หลังจากนั้นตนได้พยายามยื่นประกันตัว แต่ถูกศาลทหารปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ากลัวผู้ต้องหาหลบหนี


บุญเรืองกล่าวต่อว่า จากนั้น ได้พยายามที่จะเข้าเยี่ยมลูกชายตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากทางผู้คุมกล่าวว่ายังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมได้ ต่อมา ตนได้ขอเข้าเยี่ยมในทุกวันเสาร์ แต่ยังถูกปฏิเสธการให้เยี่ยมด้วยเหตุผลเดิม โดยครั้งสุดท้ายที่ขอเข้าเยี่ยมคือ 20 ก.พ. ซึ่งก็ถูกปฏิเสธเช่นเดิม หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน เช้าวันที่ 21 ก.พ. ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกชายตนเองเสียชีวิต


“เขาไม่เคยบอกอะไรแม่เลย ไม่เคยบอกว่าลูกเจ็บหรือป่วย บอกแค่เยี่ยมไม่ได้เพราะอยู่ในชั้นสืบสวน ขนาดแม่ไปก่อนวันที่เขาโทรมาแค่วันเดียวเขายังไม่เคยบอก” นางบุญเรืองกล่าว


Cr.http://prachatai.com/

ร่วมกันลงชื่อ เพื่อเรียกร้องสิทธิการได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดีนอกคุก

372

ร่วมกันลงชื่อ เพื่อเรียกร้องสิทธิการได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดีนอกคุก

https://www.change.org/p/%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E-%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B9%8C-%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%99-%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81?recruiter=34945710&utm_source=share_petition&utm_medium=facebook&utm_campaign=autopublish&utm_term=mob-xs-no_src-reason_msg&fb_ref=Default

โปรดให้ประกันตัวหฤษฎ์ มหาทน (ปอน) ออกจากคุก

หฤษฎ์ มหาทน (26) นักเขียนนิยายไลท์โนเวล เจ้าของหุ้นส่วนร้านราเมงใน จ.ขอนแก่น ถูกทหารพาตัวไปจากบ้านในเช้าวันที่ 27 เมษายน 2559 พร้อมกับประชาชนคนอื่นอีก 7 คนรวมเป็น 8 คน

หลังจากสื่อมวลชนติดตามข่าว ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้แสดงความคิดเห็นหลายแบบ ไม่ตรงกัน อ้างว่าทำผิด พรบ.ประชามติ บ้างก็อ้างว่าทำผิด พรบ.คอมพิวเตอร์

จนกระทั่งในเย็นวันที่ 28 เมษายน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวหฤษฎ์และอีก 7 คนที่เหลือมาแถลงข่าวต่อหน้าสื่อ ให้รับข้อกล่าวหาว่า ทำเพจล้อเลียนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่นถึงขนาดให้เกิดความไม่สงบ

ยิ่งไปกว่านั้น หฤษฎ์และณัฏฐิกา สองคนในกลุ่ม 8 คน ยังถูกกล่าวหาเพิ่มเติม ว่ากระทำผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้ค้นข้อความแช็ทในกล่องข้อความเฟซบุ๊คหลังถูกจับกุม

ทั้งหมดถูกนำขึ้นดำเนินคดีและฝากขังในศาลทหาร

ต่อมา ผู้ต้องหา 6 ใน 8 คนตามมาตรา 116 ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่หฤษฎ์และณัฏฐิกา ยังถูกควบคุมตัวต่อจากข้อหาตามมาตรา 112 และไม่ได้รับประกันตัวต่อเนื่องมาจนถึงบัดนี้ เขาต้องถูกตีตรวนและไม่ได้รับอนุญาตให้สวมรองเท้าขณะที่มาศาล

โดยที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว โดยมิได้มาไต่สวนต่อศาลทหารด้วยตนเอง จนถึงล่าสุดในวันที่ 27 มิถุนายน พนักงานสอบสวนมิได้คัดค้านการประกันตัว หากแต่ศาลทหารยังไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีที่มีโทษร้ายแรงและเกรงจะหลบหนี

เราเพื่อนๆ และครอบครัวของหฤษฎ์ มั่นใจว่าหฤษฎ์เป็นผู้บริสุทธิ์และจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง แม้ในยามที่เขาถูกกล่าวหาและฝากขังในคุกด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขายังกังวลหวาดเกรงว่า การดำเนินคดีกับเขาจะทำให้นานาชาติและองค์กรต่างๆ จะมองสถาบันพระมหากษัตริย์ในทางที่คลาดเคลื่อนไป

เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าหากเขาได้รับการประกันตัว จะไม่หลบหนี และพร้อมที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อศาลทหาร และหวังว่าจะได้รับความยุติธรรมเท่าที่โอกาสจะมี

หฤษฎ์ มีครอบครัว คุณพ่อที่อยู่ในวัยชรา (63 ปี) และน้องสาวที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย เขาเป็นคนเดียวที่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัวและส่งน้องสาวเรียน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาอย่างรุนแรงโดยไม่คาดคิด ทำให้ครอบครัวของเขาประสบความยากลำบากเป็นอย่างมาก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหฤษฎ์ เป็นตัวอย่างว่า ใคร ๆ ก็สามารถถูกจับตัวไปจากบ้านของตนเองโดยเจ้าหน้าที่รัฐ โดยปราศจากข้อเท็จจริงแจ้งให้ทราบก่อน แล้วนำตัวไปคุมขังในสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดทราบ ก่อนจะแจ้งข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิดร้ายแรงในภายหลังจากหลักฐานที่ได้ระหว่างการควบคุมตัวที่ไม่เปิดเผย และไม่ได้รับโอกาสให้ประกันตัวออกมาเพื่อต่อสู้คดี ต้องอยู่ในคุกโดยอาจไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ ดังเคยปรากฏมาแล้วว่ามีกรณีจับกุมตาม มาตรา 116 หรือ 112 ผิดพลาดแล้วศาลทหารได้ให้ความยุติธรรมยกฟ้อง หลายกรณี ทำให้ชีวิตของผู้บริสุทธิ์ต้องเสียอิสรภาพและเสียโอกาสในชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย

ยิ่งไปกว่านั้น คดีของหฤษฎ์และณัฏฐิกา ยังจะเป็นต้นแบบการละเมิดผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กทุกคนในเมืองไทยไม่ว่าคนไทยหรือชาวต่างชาติ ที่แม้แต่การอ้างว่าพบข้อความในกล่องข้อความ ก็สามารถนำมาเป็นข้อกล่าวหาว่ากระทำความผิด โดยไม่แน่ชัดว่าเป็นข้อความจริงหรือไม่ และไม่ต้องทราบความผิดก่อน เพียงแค่จับตัวไปค้นโดยไม่มีหมายค้นหรือหมายจับก็กระทำได้ โดยหากเจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตข้อความที่ยังไม่ทราบว่ามีจริงหรือไม่นั้นว่าเข้าข่ายตามมาตรา 112 อาจทำให้ต้องติดคุกสูงที่สุดถึง 15 ปีต่อข้อความ และไม่ได้รับการประกันตัวต่อสู้คดี และไม่รู้ว่าคดีจะสิ้นสุดลงเมื่อใด

ทั้งนี้สิทธิในการขอปล่อยตัวชั่วคราว ยังเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ซึ่งได้รับการรับรองจากทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย และอยู่ในข้อบัญญัติกติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของสหประชาชาติ

การรณรงค์ให้ประกันตัวหฤษฎ์ อย่างน้อยก็สามารถเป็นหลักประกันให้แก่ตัวคุณเอง ว่าอย่างน้อยหากคุณถูกกลั่นแกล้ง ใส่ความ จนต้องพบกับชะตากรรมร้ายแรงแบบเดียวกับหฤษฎ์ คุณก็จะสามารถต่อสู้คดีพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้นอกคุก

“อย่าให้ใครต้องพบชะตากรรมแบบพี่ปอนอีกเลยค่ะ”

ฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้อง ทรราช คสช.จัดออกเสียงประชามติตามหลักสากล

302

HRW จี้ไทยจัดประชามติตาม ‘มาตรฐานสากล’

by Sathit M.
22 มิถุนายน 2559


ฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้องไทยจัดออกเสียงประชามติตามหลักสากล ชี้ระบอบทหารให้ข้อมูลด้านเดียวเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญ จับกุมวัฒนา เมืองสุขหลังโพสต์โหวตโน ทั้งยังปิดกั้นนปช.เปิดศูนย์ปราบโกงฯ


เมื่อวันอังคารที่ 21 มิถุนายนตามเวลาท้องถิ่นนิวยอร์ก กลุ่มสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ออกแถลงการณ์เรียกร้องสหประชาชาติ และมิตรประเทศไทยของไทย ขอให้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า นานาชาติจะรับรองผลของการออกเสียงในวันที่ 7 สิงหาคมต่อเมื่อรัฐบาลทหารจัดประชามติตามมาตรฐานสากลเท่านั้น


แถลงการณ์ระบุว่า ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลทหารจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกำลังจะนำไปสู่การลงประชามติ


เมื่อสุดสัปดาห์ รัฐบาลทหารของไทยขัดขวางความพยายามของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่จะเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติในขอบเขตทั่วประเทศ โดยอ้างว่าขัดคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองของคณะรัฐประหาร


ย้อนไปเมื่อเดือนเมษายน ทางการจับกุมนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทยและอดีตรัฐมนตรี หลังจากเขาแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้


ฮิวแมนไรท์วอทช์เรียกร้องรัฐบาลทหารไทย ขอให้ยุติการจำกัดเสรีภาพตามอำเภอใจ เปิดให้มีการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ และจัดการลงประชามติอย่างเป็นธรรม


“รัฐบาลทหารของไทยใช้วิธีคุกคามและข่มขู่ เพื่อผลักดันให้ประชาชนออกเสียงยอมรับรัฐธรรมนูญที่จะสืบทอดอำนาจของทหาร” แบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการประจำภาคพื้นเอเชียของฮิวแมนไรท์กล่าว “เหล่านายพลต้องการให้คนไทยหุบปาก เชื่อฟังคำสั่ง และออกเสียงเห็นชอบโดยไม่มีการโต้เถียง”


แถลงการณ์ระบุอีกว่า เวลานี้ คนไทยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญเฉพาะจากฝ่ายที่มีจุดยืนสนับสนุนเท่านั้น นั่นคือ คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง และหน่วยงานราชการ โดยไม่อนุญาตให้มีการจัดสัมมนาหรืองานสาธารณะใดๆที่จะอภิปรายร่างฉบับนี้

“สหประชาชาติและบรรดามิตรประเทศของไทยควรแสดงท่าทีต่อรัฐบาลในกรุงเทพฯอย่างชัดเจนว่า นานาชาติจะรับรองผลของการออกเสียงประชามติที่ดำเนินการตามมาตรฐานสากลเท่านั้น” อดัมส์กล่าว.


Source: Human Rights Watch

องค์กรสิทธิฯ กล่าวประนาม ทรราช คสช.หลอกลวงนานาชาติ

23

องค์กรสิทธิฯ กล่าวหารัฐบาลไทยหลอกลวงนานาชาติ เสนอข้อมูลเท็จในรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน


องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ FIDH ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีสของฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ในวันนี้ (18 พ.ค.) กล่าวหาว่ารัฐบาลไทยหลอกลวงนานาชาติเรื่องสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศ ระหว่างการรายงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา


องค์กร FIDH โต้แย้งข้อมูลของตัวแทนรัฐบาลไทยที่เสนอต่อที่ประชุม UNHRC ซึ่งระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอย่างจำกัด ทั้งที่ข้อเท็จจริงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ บังคับใช้อำนาจตามมาตรา 44 ถึง 70 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.2557-4 พ.ค.2559


นอกจากนี้ แถลงการณ์ของ FIDH ยังระบุว่า แม้ตัวแทนรัฐบาลไทยประกาศจะดำเนินการตามข้อเสนอแนะระหว่างการประชุมดังกล่าว แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการลิดรอนสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจำนวนมากนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา เห็นได้จากการควบคุมความเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยรัฐบาลไทยอ้างว่าจำเป็นต้องป้องกันความแตกแยกในสังคม แต่กลับส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงออกตามความเชื่อทางการเมืองของบุคคล ที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและได้รับการคุ้มครองตามข้อตกลงระหว่างประเทศ


นายคาริม ฮาลิดจี ประธานองค์กร FIDH กล่าวว่าความพยายามของรัฐบาลไทยที่จะกวาดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปซุกไว้ใต้พรม ได้ถูกตีแผ่ต่อที่ประชุมในนครเจนีวา และสมาชิกสหประชาชาติจำนวนมากต่างกังวลต่อสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย
ทั้งนี้ ในการประชุมที่นครเจนีวาดังกล่าว ตัวแทนจาก 97 ประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั่วโลก ได้ยื่นข้อเสนอแนะ 249 ข้อต่อรัฐบาลไทย ขณะที่ตัวแทนรัฐบาลไทยยอมรับว่าจะพิจารณาข้อเสนอแนะ 181 ข้อ และจะให้คำตอบเรื่องข้อเสนอแนะอีก 68 ข้อที่เหลือในการประชุม UNHRC ครั้งที่ 33 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นอีกครั้งในเดือน ก.ย.2559

Cr. บีบีซีไทย – BBC Thai

รำลึก 19 พ.ค. 2559 6 ปีแล้วที่ ยังหาตัว ฆาตกรที่ฆ่า ประชาชนไม่ได้

24

รำลึก 19 พ.ค. 2559

6 ปีแล้วที่ ระบบศาล ยุติธรรม ยังหาตัว ฆาตกรที่ฆ่า ประชาชนไม่ได้

ทั้งๆ ที่ พวกฆาตกรเหล่า เดินกันทั้งในสภาและ หน่วยงานราชการทั่วไป

——————————————————————————

ประชาชนร่วมร้อย ผูกผ้าดำ-ตะโกนที่นี่มีคนตาย กลางแยกราชประสงค์
เวลาประมาณ 17.30 น.ประชาชนร่วมร้อยคนมาชุมนุมที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในปี 2553 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยประชาชนร่วมกันผูกผ้าดำ และร้องเพลงเพื่อมวลชน นอกจากนี้ยังมีคนลงไปทำท่านอนตายที่พื้น ขณะที่คนอื่นๆ ตะโกนว่า “ที่นี่มีคนตาย”

Cr. Prachatai

https://www.facebook.com/Prachatai/photos/pcb.10153621763361699/10153621755961699/?type=3&theater

THAILAND: Inconsistent with the Truth: The Thai Representative’s UPR Statement on Military Courts

————-

FOR IMMEDIATE RELEASE

AHRC-FAT-021-2016

19 May, 2016

An article from Thai Human Rights for Lawyer (THRL) forwarded by the Asian Human Rights Commission

THAILAND: Inconsistent with the Truth: The Thai Representative’s UPR Statement on Military Courts

The second cycle of the Universal Periodical Review (UPR) of Thailand was held on 11 May 2016 in Geneva, Switzerland. Many UN member states raised concerns and questions about the use of military courts to try civilians. To respond to the queries from other member states, a team of representatives from the Government of Thailand attended the session, including Lieutenant Colonel Seni Bhromvivat, the Head of the Military Legislation Section of the Judge Advocate General’s Department from the Ministry of Defense.

Lieutenant Colonel Seni Bhromvivat, as a representative of the Government of Thailand, explained to the Human Rights Council that the application of military jurisdiction to civilian cases is limited to specific and severe offences. The defendants in the military courts have the same rights as those in civilian courts as the military courts operate under the Criminal Procedure Code which guarantees the right to a fair trial and other rights of defendants in line with international obligations. The military judges are required to have legal knowledge and proficiency in criminal law, similar to judges in the civilian court system.

Lieutenant Colonel Seni Bhromvivat further explained that military judiciary guarantees the right to a fair and public hearing by an independent judiciary. The defendant has the right to legal assistance and the right to bail, and receives consideration for temporary release, the same as within the civilian judiciary. The military trials also are open for public observation, including civil society and human rights organizations, in addition to defendants’ families.

However, after extended observation of trials of civilians in military courts, Thai Lawyers for Human Rights (TLHR) has found that the representative’s explanation to the international community is inconsistent with the actual situation. Military trials are explicitly and considerably differ from civilian trials in many ways, all of which affect access to rights during the judicial proceedings and result in violations of the rights of civilian alleged offenders and defendants.

1. A large number of the political cases tried in the military courts are not serious crimes. In a normal society, many of the actions for which people have been charged and prosecuted under the jurisdiction of the military court are not considered crimes. Instead, these are actions related to the exercise of the rights to freedom of expression and freedom of peaceful assembly, such as: eating out at McDonalds’ as an action to express dissent against the coup d’état; not reporting as summoned by the orders of the National Council for Peace and Order (NCPO); organizing a commemorative activity on the anniversary of a past election; walking from home to the military court alone; riding a train to investigate alleged corruption at the military-built Rajabhakti Park; mocking the head of the junta; holding a press release insisting that ‘Universities are not military camps’; and taking photos with a red water bowl, to name a few.

2. Many weapons cases are not related to politics and are not serious offences. TLHR has found that the defendants in many weapons cases tried in the military courts are villagers or people of ethnic groups arrested for possessing unregistered cap guns or for not handing over the firearms to the authorities as ordered by an NCPO announcement. The alleged offenders usually use the guns for hunting or taking care of their plantations. Some possessed only one gun or antique firearms with no registration. Many alleged offenders are not involved with politics or violence in any way.

3. The military judges lack independence and impartiality. The military judiciary is subordinate to the Ministry of Defense and the Defense Minister and the Commander of the Royal Thai Army is authorized to appoint military judges. This places the military judges under military command, which is different from the judicial system. TLHR has also found that in some trials, the military tribunal made a phone call to their superiors within the chain of command prior to delivering the outcome of a discretionary decision to a defendant, which demonstrates the lack of independence present in adjudication.

4. Not all military judges are proficient in law. In the military courts, of the three adjudicators on a panel of judges, only a judge advocate general is required to be a commissioned officer with a degree in law. The rest of the adjudicators are commissioned officers appointed by commanders in each military court’s jurisdiction and are not required to possess a law degree.

5. The military courts do not have sufficient personnel for the caseload. Each month, around 30 military judge advocate generals will move from court to court within the 29 operating military circle courts. Most courts have a stationed military prosecutor and 2-3 court officials who also have to perform as court clerks during the proceedings. The limitation of the military court staff to handle thousands of civilian cases has resulted in delayed prosecutions.

6. International observers cannot attend hearings in provincial military courts. Military bases, where the provincial military courts are located, are designated as zones of national security and confidential state affairs. Therefore, foreigners, including staff from international organizations and embassies, are not allowed to enter the bases.

7. Before martial law was lifted, the cases tried in military courts could not be appealed. Defendants in any case tried in the military courts during the period of 25 May 2014 – 1 April 2015 while the martial law was imposed were not entitled to appeal the court’s conviction or any decision to higher courts. This was true even in those cases with heavy penalties such as the death penalty. This is in conflict with the principle of the rule of law and denied the defendant’s right to appeal to a higher court to review the lower court’s judgment and impeded their access to the right to a fair trial.

8. The military courts do not offer lawyers. In civilian courts, a defendant who does not have a lawyer and requests to have one can be appointed a state-provided lawyer. These lawyers are usually stationed at the courts and are provided at no charge to the defendants. The military courts, however, do not have a mechanism to guarantee the defendant’s access to legal assistance. The military courts did not provide lawyers for many defendants in need of lawyers in weapons cases. In other cases, the court officials sometimes contacted a lawyer to assist in cases, but erratically.

9. The military court proceedings are extremely delayed. The military courts usually hold evidence hearings every two or three months. Each hearing begins in the morning and ends before noon. This schedule makes it possible to hear evidence from only one or two witnesses per round, or in situations in which a witness has very detailed evidence to present, it may take several rounds. Adjournment is also not uncommon. The taking of evidence in the military courts is therefore much more delayed and sporadic in comparison to the civilian courts that usually hold consecutive hearing dates which makes the proceedings swifter than in the military courts.

10. The delays in military court proceedings forces some defendants to plead guilty, especially those whose request for temporary release is denied. They face a lengthy period of pre-trial detention and there many decide to plead guilty as charged in order to receive a reduced sentence. It is apparent that the delays gravely affect the defendant’s right to fair proceedings.

11. The military courts generally hand down heavier penalties than civilian courts. For example, lèse majesté cases now have a new rate of penalty of 8-10 years of imprisonment per count, while the same offence in the civilian courts previously resulted in 5 years per count on average. As a result, many cases with several counts of violation have set new records for severe sentences. In another example, the offence of defying an NCPO order was punished by a military court with a 10,000 baht fine, reduced by half to 5,000 baht as the defendant pled guilty. The same offence in a civilian court was punished with a 500 baht fine.

12. The military courts do not carry out a pre-sentence investigation. The civilian courts can issue an order to investigate a defendant and make a report of the facts, background, behavior, and life of the defendant, to inform the court’s discretion in making sentencing decisions. The military courts, however, claim that they cannot order the Department of Probation, which is under the Ministry of Justice, to carry out such an investigation. Lots of facts about the defendants, such as a defendant’s mental illness, are not taken into account by the military court when they make decisions about punishment.

13. The military courts do not allow lawyers to copy the records of some proceedings. In some cases, the judge advocate general has stated that as the record of the proceedings has been read in the courtroom, a copy is not necessary. This differs from the civilian courts in which litigants can access and copy the records of proceedings.

14. Restrictions on bail surety are more stringent than in civilian courts and standard criteria regarding bail amounts do not exist. The military courts do not accept an individual or the civil service status of an individual as a surety for bail and do not accept payment by a bail bond. The civilian courts allow a greater range of categories of bail payment and guarantors.

15. The military court clerks still manually write or type the court’s record of proceedings. Unlike the civilian courts, which use voice-recording devices, the manual method in the military courts causes discontinuity and delay as the proceedings must occasionally stop and wait for the clerk.

16. The suspects or defendants are taken to prison while waiting for the result of the request for temporary release. Both female and male suspects and defendants have been subjected to violations while being strip searched before entering the prison. The civilian courts detain the suspects or defendants in a detention room at the court while waiting for the result of the request for temporary release. If the courts grant temporary release, the suspects or defendants are released from the courts directly and do not have to go through the procedures to enter and leave the prison.

……………..

The views shared in this article do not necessarily reflect that of the AHRC.

# # #

The Asian Human Rights Commission (AHRC) works towards the radical rethinking and fundamental redesigning of justice institutions in order to protect and promote human rights in Asia. Established in 1984, the Hong Kong based organisation is a Laureate of the Right Livelihood Award, 2014.

Read this Forwarded Article online

ไอ้ตูบ ประยุทธ์ คุกคามไล่ล่าประชาชนและพระฝ่ายประชาธิปไตย

149

ไอ้ตูบ ประยุทธ์ คุกคามไล่ล่าประชาชนและพระฝ่ายประชาธิปไตย


มีประชาชนตั้งคำถาม ………….


ขอถามรัฐบาลทรราช คสช.ว่าทำไม่นักเรียนนายร้อยเหล่าต่างๆ นักเรียนนายสิบหรือนักเรียนพลตำตวจของโรงเรียนตำรวจ/โรงเรียนทหารนักเรียนเหล่านี้ได้เรียนฟรีแต่เยาวชนปชช.คนไทยเหมือนกันที่เรียนตามมหาลัยต่างๆไม่ว่าจะศึกษาที่มหาลัยของรัฐและเอกชนจะต้องกู้เงิน กยศ. เรียนจบออกมาไม่มีงานทำต้องมาเป็นหนี้การศึกษาก้อนโตแล้ว


รัฐบาลทรราช คสช. บริหารล้มเหลว จึงทำให้ภาวะถูกคว่ำบาตรจากนาๆ ชาติ ทำให้ประชาชน และนักศึกษาจบใหม่ ไม่มีงานทำ แล้วทรราช คสช.ก็มาไล่บี้ตามยึดทรัพย์เด็กและผู้ปกครองที่ค้างการชำระเงินกู้จาก กยศ.


ทั้งๆที่ภาษีนั้นก็มาจากประชาชน เป็นผู้จ่ายให้กับรัฐบาล เหมือนกันแต่โรงเรียนทหาร/ตำรวจ กับมีสวัดิการด้านศึกษาให้กับนร.ทหารตำรวจเหล่านั้นแต่นร.นักศึกษาที่ไม่ได้เรียนโรงเรียนทหาร/ตำรวจกลับไม่ได้สวัดิการด้านการศึกษาเหมือนอย่างโรงเรียนทหาร/ตำรวจ นี่มันคงไม่ได้หมายความว่า…นักเรียน/นักศีกษาที่เรียนตามมหาลัยต่างๆเป็นประชาชน คนไทยชั้นสองชั้นสามในสังคมของบ้านนี้เมืองนี้


เพราะระบอบเผด็จการทรราช คสช. ไม่เคยยอมรับความจริง โทษทุกเรื่อง โทศรัฐบาลก่อน โทษประชาชน โง่ ประชาชนจน ไอ้ตูบประยุทธ์ จันทรโอชา ไม่เคยโทษตัวเองและคณะเลย ที่ เสือก เข้ามาทำรัฐประหาร


ไอ้ตูบประยุทธ์ จันทรโอชา ชั่งไม่รู้ตัวเองเลยหรือ ว่า มึงมันแค่ ทหารกระจอก เป็นแค่ ยาม แต่เสือกที่จะมานั้งเก้าอี้บริหาร แล้วเป็นไง ทุกวันนี้ เจ๋งไม่เป็นท่า ทั้งระบบ ทั้งถูก อียู คว่ำบาตร เรื่องการค้าขายถูกตัดจนหมดสิ้น ต่อไป ไอ้ตูบ คงต้องนำคณะไปค้าขายกับ ดาวอังคาร อย่างที่มันว่า จริงๆ


มีประชาชนจำนวนมาก ถามว่า ทุกวันนี้ ทรราช คสช. ปฏิรูปอะไร มันวางรากฐานไว้ให้ลิ้วล่อ และลูกหลานของมันโดยเฉพาะกองทัพ จะต้องมีสวัสดิการที่ดี เพื่อจะได้พยุงและอุ้มชูตระกูลทรราช คสช.ของมันสืบต่อไปเท่านั้น


ระบอบ ปฏิรูป ก็ใช้เป็นข้ออ้าง เพราะยึดอำนาจ เพื่อกอบโกยผลประโยนช์เข้ากระเป๋า เหล่า ทรราช คสช. และพวกพ่อง ไอ้ตูบ แม่งไม่เคยเห็นความสำคัญของประชาชนเลย


จนประชาชนถามกันว่า แล้วเราจะมีทหารทหารไว้ทำไม ในเมื่อตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทหารไม่เคยทำอะไรให้กับ ประเทศชาติ และประชาชนเลย จะเห็นได้ว่าประชาชนไม่มีสวัสดิการอะไรเลย

นอกจากช่วยตัวเองและจะต้องเสียภาษีเลี้ยงทรราช คสช.อีกด้วย ฉนั้นชาวไทยตื่นได้แล้วมาช่วยกันล้มระบอบ ทรราช คสช.นี้ออกไปจากเมืองไทย หลังจากนั้นประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แล้วตั้งรัฐบาลเพื่อประชาชน โดยประชาชน


เสรีชน

—————– ขนาดพระทรราช คสช. ยังสั่งให้สมุนของมันคุกคาม แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร—————

———————————————————————————-


พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ วัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ เปิดเผยกับ “มติชนออนไลน์” กรณีที่มีกระแสข่าวว่าในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ มีทหารนิมนต์ถวายภัตตาหารเพลที่วัดสร้อยทอง ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงมีทหารนิมนต์จริง ซึ่งได้ถามทหารนายนั้นไปแล้วว่ามีจุดประสงค์อะไรหรือไม่ ทหารนายนั้นตอบว่าต้องการมาถวายเพลและต้องการมากราบเท่านั้น

“ส่วนเหตุการณ์ก่อนที่ทหารจะเข้ามาพบอาตมาที่วัดสร้อยทอง เมื่อปี 2558 มีญาติโยมที่อยู่แถววัดสร้อยทองมาเล่าให้อาตมาฟังว่า เคยมีคนมาถามชาวบ้านในละแวกวัดว่าพระมหาไพรวัลย์เกี่ยวข้องกับวัดธรรมกายหรือไม่และพระมหาไพรวัลย์เป็นใคร จากนั้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีทหาร 2 นายเข้ามาพบอาตมาที่วัดและพูดขอความร่วมมือไม่ให้เคลื่อนไหวใดๆ เพราะบ้านเมืองกำลังอยู่ในภาวะสงบ อาตมาจึงตอบไปว่าเหตุที่อาตมาออกมาพูดก่อนหน้านี้ เพราะอาตมาเป็นตัวแทนอีกกลุ่มที่ต้องการแสดงพื้นที่ของตนเอง แต่แสดงทัศนคติผ่านบทความเท่านั้นไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวใดๆ” พระมหาไพรวัลย์ กล่าว

พระมหาไพรวัลย์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเหตุการณ์ที่ คาดว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่ทหารติดตามความเคลื่อนไหวของตนนั้น อาจจะเป็นเพราะตน เคยแสดงทัศนคติผ่านหนังสือทัศนะวิพากษ์ อนาธิปไตย ซึ่งมีเนื้อหาวิจารณ์ระบอบเผด็จการ วิจารณ์ทหาร และเหตุการณ์ที่ ไปรับบาตรที่หมุดคณะราษฎร บริเวณพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 แต่อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ทหารเข้าพบครั้งแรกยังไม่ถือว่าเป็นการเข้ามาปรับทัศนคติ เป็นแค่การติดตามความเคลื่อนไหวเท่านั้น ส่วนครั้งล่าสุดนี้ ไม่แน่ใจว่าทหารมีวัตถุประสงค์อะไร เพราะปีนี้ ยังไม่เคยออกมาวิจารณ์เกี่ยวกับการเมืองเลย

“ไอ้ตูบประยุทธ์ ” ลั่นรัฐบาลทรราช คสช.ไม่เคยทำร้ายใคร ใช้กฏหมา ตามหลักมนุษยชน

139

“ไอ้ตูบประยุทธ์ ” ย้ำกับสหรัฐฯ ไทยเดินตามโรดแมป เลือกตั้งปี 60 ลั่นรัฐบาลทรราช คสช.ไม่เคยทำร้ายใคร ใช้กฏหมา ตามหลักมนุษยชน ตอบข้อสงสัยทำไมพลเรือนขึ้นศาลทหาร
————————————————————————————–
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 พฤษภาคม ที่ห้องสีม่วง ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.เดนนิส แบลร์ ประธานมูลนิธิ Sasakawa Peace Foundation USA เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในโอกาสเยือนประเทศไทย ในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ภายหลังการหารือ พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญว่า

นายกฯกล่าวต้อนรับ พล.ร.อ.เดนนิส แบลร์ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งในกองทัพและฝ่ายบริหาร และเป็นที่ยอมรับในแวดวงการเมือง การทหารและธุรกิจ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ Sasakawa Peace Foundation USA ทั้งนี้นายกฯทราบว่า พล.ร.อ.แบลร์ เขียนหนังสือเรื่อง Military Engagement: Influencing Armed Forces Worldwide to Support Democratic Transition จึงหวังว่า ว่า พล.ร.อ.แบลร์ จะเข้าใจการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยของไทย และจะช่วยสะท้อนมุมมองและแนวคิดของประเทศไทยไปยังผู้กำหนดนโยบาย และฝ่ายต่างๆ ในสหรัฐฯ เพื่อช่วยรักษาและเพิ่มพูนความสัมพันธ์ในภาพรวมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ส่วนการหารือ ได้แก่ พัฒนาการการเมืองไทยและประเด็นสิทธิเสรีภาพ โดยนายกฯเห็นว่า การทำความเข้าใจระหว่างไทยกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองมีความสำคัญ โดยเฉพาะในประเด็นที่อาจมีความคลาดเคลื่อน หรือ สร้างความเข้าใจผิด นอกจากนี้ นายกฯได้เน้นว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ไม่เคยจับกุมใคร ถ้าไม่มีการกระทำผิดกฎหมาย แต่หลายโอกาสบุคคลที่ต้องการสร้างความขัดแย้ง จะใช้การแสดงออกที่ผิดกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้รับความสนใจจากประชาคมต่างประเทศ

“รัฐบาลไม่เคยทำร้ายใคร เพราะทุกคนเป็นคนไทย แต่ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดี ซึ่งเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้เสรีภาพในการแสดงออกที่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ที่ไม่ยั่วยุเพื่อให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง” พล.ต.วีรชนกล่าว

พล.ต.วีรชนกล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งไทยจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2560 ซึ่งเป็นไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ พร้อมกล่าวถึงพัฒนาการของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะนำไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยนายกฯยินดีที่จะรับฟังคำแนะนำและประสบการณ์ของสหรัฐฯ

Cr. MatichonOnline

แอมเนสตี้เสนอ UN เรียกร้อง ทรราช คสช.ผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย

138

แอมเนสตี้เสนอกระบวนการ UPR ของ UN
เรียกร้องไทยผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันทรมาน-อุ้มหาย

แอมเนสตี้เรียกร้องรัฐบาลไทยผ่าน พ.ร.บ.ป้องกันการทรมานและการอุ้มหาย ตลอดจนปรับปรุงสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ ผ่านกระบวนการของ UN โดยตัวแทนรัฐบาลไทยจะถูกทวงถามความคืบหน้าจากกระบวนการครั้งก่ออน โดยตัวแทนรัฐบาลไทยถูกทวงถามความคืบหน้าจากกระบวนการครั้งก่อนในวันนี้ (11 พ.ค.59)

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งสำนักงานเลขาธิการใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เสนอสรุปสถานการณ์สิทธิมนุษยชนล่าสุดในประเทศไทยต่อกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review–UPR) ตามวาระของสหประชาชาติหรือ UN ซึ่งเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปีครึ่ง โดยระบุว่าการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในไทยอ่อนแอลงจากกระบวนการ UPR ครั้งก่อนเมื่อปี 2554

นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรภาคประชาสังคมหลายแห่งที่ส่งรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเข้าสู่กระบวนการ UPR ยังพบว่ารัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ในการทบทวนครั้งก่อนด้วย โดยเฉพาะประเด็นเสรีภาพในการแสดงออก การลอยนวลพ้นผิดผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้แสวงหาที่พักพิงและผู้อพยพ

ในกระบวนการ UPR รอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2559 นี้ที่แรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตัวแทนรัฐบาลไทยจะถูกถวงทามเกี่ยวประเด็นสิทธิมนุษยชนต่างๆ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้จัดทำข้อเสนอแนะหลายประการต่อประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. …. ที่ได้มาตรฐานระหว่างประเทศ ไปจนถึงการยกเลิกมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ และคำสั่งที่ให้อำนาจศาลทหารในการไต่สวนคดีของพลเรือนด้วย

โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อเรียกร้องด้านสิทธิมนุษยชนสำหรับประเทศไทยดังต่อไปนี้

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ยกเลิกมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว และให้นำข้อบทตามรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนกลับมาใช้ใหม่
ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 และคำสั่งอื่น ๆ ที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคม การชุมนุมโดยสงบ และการเดินทางโดยพลการ และยกเลิกคำสั่งที่ให้อำนาจศาลทหารในการไต่สวนพลเรือน

กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินและกฎหมายพิเศษ

ยกเลิกพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเหล่านี้ โดยให้ตัดข้อบทที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนออกไป โดยเฉพาะข้อบทที่ให้อำนาจกองทัพในการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ และเปิดโอกาสให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนลอยนวลพ้นผิด

ประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนสามารถติดต่อกับครอบครัวทนายความ และแพทย์ที่เป็นอิสระ และมีการติดตามอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อบังคับใช้หลักประกันสิทธิเหล่านี้

ให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี(Optional Protocol to the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment)และให้หน่วยงานตรวจสอบสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระสามารถเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวทุกแห่งโดยทันทีและไม่มีการปิดกั้นใด ๆ

ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการ ยกเลิกการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้ถูกควบคุมตัวต้องยอมรับหากต้องการได้รับการปล่อยตัวจาก “การปรับทัศนคติ” และให้นำผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนไปปรากฏตัวต่อศาลพลเรือนที่เป็นอิสระโดยทันที

กฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ

ประกันการใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ และให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวหรือถูกจำคุกเนื่องจากใช้สิทธิเหล่านี้โดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข

ให้ยกเลิกอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อบทลงโทษ คำตัดสินให้มีความผิดใด ๆและข้อกล่าวหาต่อบุคคลที่ถูกฟ้องคดีเพียงเพราะใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ

ยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญา และแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์และมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เพื่อประกันให้ไม่มีการนำมาใช้ลงโทษผู้ที่ใช้เสรีภาพในการแสดงออก

โทษประหารชีวิต

ให้ประกาศการพักใช้โทษประหารชีวิตโดยทันที ทั้งนี้โดยมีเป้าหมายเพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตในที่สุด

ให้เปลี่ยนฐานความผิดที่ระบุโทษประหารชีวิตใด ๆ เป็นโทษจำคุกแทนโดยไม่ล่าช้า

ให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) และออกกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิต

การบังคับบุคคลให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย

ออกกฎหมายในประเทศที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งกำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญาอย่างชัดเจนตามนิยามในอนุสัญญานี้

ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ และกำหนดให้มีการบังคับใช้กฎหมายภายในประเทศอันสอดคล้องตามข้อบทของอนุสัญญา

ให้ชี้แจงที่อยู่และชะตากรรมของผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และประกันว่าจะนำตัวผู้ที่กระทำการบังคับสูญหายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ประกันให้มีการสอบสวนโดยทันที อย่างถี่ถ้วนและเป็นอิสระ เมื่อมีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังฝ่ายความมั่นคงละเมิดสิทธิมนุษยชน และให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับการไต่สวนในศาลพลเรือน โดยระหว่างรอการสอบสวน ให้สั่งพักราชการบุคคลใด ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเมิดดังกล่าว

ประกันว่าผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างเต็มที่

ผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง

ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 และพิธีสารเลือกรับ พ.ศ.2510 และให้ตรวจสอบคำร้องขอที่พักพิงตามขั้นตอนปฏิบัติโดยพลันและอย่างมีประสิทธิภาพ

ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อหลักการไม่บังคับส่งกลับ ประกันไม่ให้มีการบังคับเคลื่อนย้ายหรือส่งกลับบุคคลไปยังประเทศหรือดินแดนใดที่เสี่ยงอย่างแท้จริงว่าบุคคลจะถูกละเมิดหรือปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

ยุติการควบคุมตัวโดยพลการต่อผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงและยุติการควบคุมตัวเด็กด้วยวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับการอพยพเข้าเมือง

Cr. https://www.amnesty.or.th/news/press/772

แถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในไทย

137

กรณียูเอ็นทบทวนสิทธิมนุษยชนในไทยเผยให้เห็นภาวะ ‘มือถือสากปากถือศีล’ ของรัฐบาลทหารทรราช คสช.

————————————————————————————

Thu, 2016-05-12 17:30

ฮิวแมนไรท์วอทช์แถลงเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2559 กรณีรัฐบาลไทยให้คำมั่นต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ที่อ้างวารัฐบาลไทยเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและจะคืนประเทศสู่ประชาธิปไตยนั้น ช่างเป็นคำพูดที่แทบจะไร้ความหมายและแสดงให้เห็นถึง “ความมือถือสากปากถือศีล” ของรัฐบาลเผด็จการทหาร


12 พ.ค. 2559 คำแถลงของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่าโดยก่อนหน้าที่จะมีการประชุมทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่เรียกว่า Universal Periodic Review (UPR) ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตซ์เซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ส่งรายงานทบทวนสถานการณ์ต่อคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติระบุว่าพวกเขา “จัดให้เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกกลุ่มเป็นเรื่องสำคัญที่สุด” แต่ฮิวแมนไรท์วอทช์ก็ระบุว่าที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็ทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรงโดยลอยนวลไม่ต้องรับผิด มีการใช้อำนาจทหารหนักขึ้น และละเลยข้อผูกพันด้านสิทธิมนุษยชนนานาชาติโดยสิ้นเชิง


จอห์น ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการรณรงค์ของสำนักงานฮิวแมนไรท์วอทช์สาขากรุงเจนีวากล่าวว่าการโต้ตอบของไทยต่อกรณีที่สหประชาชาติประเมินไทยนั้นไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงการให้สัญญาอย่างจริงจังต่อการลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือให้การคุ้มครองเสรีภาพพื้นฐานมากขึ้น ในขณะที่หลายประเทศเริ่มแสดงความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตัวแทนจากประะเทศไทยก็ไม่ได้พูดอะไรที่จะขจัดความกังวลต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นได้เลย


ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่าหลังจากที่เกิดการรัฐประหารเมื่อปี 2557 และการเข้ามามีอำนาจของ คสช. นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีการใช้อำนาจโดยอ้าง ม.44 ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือขั้นตอนตามกฎหมาย มีการร่างรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกองทัพในการแทรกแซงการเมือง รวมถึงมีการสั่งเซนเซอร์สื่อ ทำการสอดส่องโลกออนไลน์ และลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ปราบปรามคนที่วิจารณ์หรือทำกิจกรรมต่อต้านเผด็จการทหาร โดยมักจะอ้างข้อหายุยงปลุกปั่น อีกทั้งยังมีการอ้างใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มขึ้นมากและมีการลงโทษรุนแรงที่สุดจากที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ไทย นอกจากนี้ยังมีการเรียกตัวนักกิจกรรมหรือผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเข้า “ปรับทัศนคติ” อีกนับพันราย มีการใช้ศาลทหารที่ทำการกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้คนโดยไม่มีข้อหาหรือมีการไต่สวนรวมถึงไม่ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงทนายความได้เลย


ในแถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุต่อไปว่าฝ่ายความมั่นคงของไทยยังคงละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงต่อไปโดยไม่ต้องรับผิด ยังไม่มีใครเลยที่ต้องรับผิดในกรณีการใช้กำลังปราบปรามและสังหารประชาชนช่วงการชุมนุม 2553 ในกรณีละเมิดสิทธิในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงในกรณี “สงครามยาเสพติด” สมัย ทักษิณ ชินวัตร ที่มีคนถูกวิสามัญฆาตกรรมมากกว่า 2,000 ราย รวมถึงการสังหารและอุ้มหายนักกิจกรรมด้านสิทธิชุมชนอย่าง ‘บิลลี’ หรือกรณีนักสิทธิมนุษยชนอย่าง ‘ทนายสมชาย’


แถลงการณ์ของฮิวแมนไรท์วอทช์ยังระบุอีกว่าทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกหลายข้อทั้งที่มีการลงนามอนุสัญญาไว้เช่น เรื่องการต่อต้านการอุ้มหาย อนุสัญญาเรื่องการต่อต้านการทารุณกรรมซึ่งรัฐบาลไทยล้มเหลวในการออกกฎบังคับใช้และยังไม่มีกฎหมายใดระบุให้มีการชดเชยเหยื่อที่ถูกทารุณกรรม อีกทั้งยังทำได้ไม่ดีพอในกรณีของการปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยและการต่อต้านการค้ามนุษย์


“ไม่มีใครควรที่จะถูกหลอกโดยรัฐบาลไทยที่ให้คำสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนแบบเพียงแค่ลมปาก” ฟิชเชอร์ กล่าว


“ประเทศสมาชิกสหประชาชาติควรกดดันไทยให้ยอมรับข้อเสนอของพวกเขาเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดภาวะตกต่ำทิ้งดิ่งลงเหวด้านสิทธิมนุษย์ชน โดยต้องทำให้ไทยยกเลิกการข่มเหงปราบปราม ให้เคารพในหลักเสรีภาพขั้นพื้นฐาน และคืนประเทศสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยภายใต้พลเรือน” ฟิชเชอร์ กล่าว

—————————————————————————————

MAY 11, 2016

Thailand: UN Review Highlights Junta’s Hypocrisy

https://www.hrw.org/node/289762