Monthly Archives: March 2012

The Black Keys : Gold on the Ceilling

The Black Keys : Gold on the Ceilling

มิวสิกวิดิโอ Gold on the Ceiling ซิงเกิลใหม่ล่าสุดจากอัลบั้ม El Camino โดยคู่หู The Black Keys

มิวสิกวิดิโอชิ้นนี้เปิดตัวบนยูทูบแชนแนล theblackkeys เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยภายในเพียง 1 สัปดาห์ก็มียอดวิวมากกว่า 440,000 ครั้ง เนื้อหาของมิวสิกวิดิโอเพลง Gold on the Ceiling นับว่าเรียบง่ายที่สุดของวง เป็นภาพฟุตเตจจากโชว์ต่างๆของ The Black Keys บรรยากาศการเตรียมพร้อมของ Dan Auerbach และ Pattrick Carney สมาชิกทั้งสองของวงก่อนขึ้นโชว์ ไปจนถึงภาพจากสตูดิโอในการผลิตอัลบั้ม El Camino และปฏิกิริยาตอบสนองของแฟนเพลงต่องานเพลงและการแสดงของ The Black Keys

ก่อนหน้านี้ทั้ง Pattrick Carney (มือกลอง) และ Dan Auerbach (นักร้องและมือกีตาร์) ตกเป็นข่าวดังในสื่อบันเทิง เนื่องจากการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อนร่วมอาชีพหลายคน ทั้ง Nickelback ไปจนถึง Justin Bieber ว่าเป็นศิลปินที่ไม่มีคุณภาพ และได้รับการยกย่องเกินจริง ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าเคยรู้สึกเซ็ง ที่ผลงานของ The Black Keys ไม่โด่งดังเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่อัลบั้ม Brothers ได้รับรางวัล Grammy Awards เมื่อปีที่แล้วถึง 3 รางวัล ก็ทำให้อัลบั้มต่อมาอย่าง El Camino ได้รับการจับตามองมากขึ้น โดยคาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่จะประสบความสำเร็จใน Grammy Awards ปีหน้า

Source : AFP Relax News

 

 

http://music.voicetv.co.th/music-video/31059.html

 

ลอยเรือล่องเวนิซ นครแห่งสายน้ำ

 

เมืองหลวงของไทยเคยถูกขนานนามว่า “เวนิซแห่งตะวันออก” เพราะมีลำคลองตัดผ่านหลายสาย เหมือนนครเวนิซ (Venice)ของอิตาลีซึ่งมีลำคลองอยู่มาก

แต่ปัจจุบันนี้ผู้คนลืมไปแล้วว่ากรุงเทพฯ เป็นเวนิซแห่งตะวันออก และกำลังมีฉายาว่าเป็น  “เมืองบาดาล” แห่งใหม่  ผลพวงจากการหายไปของลำคลอง การจัดวางผังเมือง การบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่ที่ “เวนิซ” ก็ยังคงเป็นนครแห่งสายน้ำที่มีเสน่ห์น่าไปเยือนดังเดิม

 

 ความจริงเวนิซตั้งอยู่บนเกาะ โดยนำเกาะเล็กๆ ที่อยู่แถบเดียวกันมาเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยสะพานในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริกจนแทบมองไม่ออกว่าเป็นเกาะแก่ง

 


 เวนิซนั้นถือว่าอยู่ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี อยู่กลางทะเลสาบน้ำเค็มซึ่งตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ มีความสำคัญที่ทำให้คนจดจำได้เพราะเป็นบ้านเกิดมาร์โคโปโล ยอดนักสำรวจโลก เป็นสุดยอดเมืองแห่งความโรแมนติก ล้อมรอบไปด้วยคลองน้อยใหญ่ มีสัญลักษณ์คือเรือกอโดล่า เป็นศูนย์กลางการค้าขายแลกเปลี่ยนในสมัยโบราณ มีบ้านเรือนอยู่ริมน้ำอย่างเป็นระเบียบ และยังเป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโตอีกด้วย

 

 

 ในขณะที่โบสถ์ซานมาร์โค (Basilica di San Marco) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นักบุญมาร์ค ผู้เผยแผ่ศาสนาที่อียิปต์และถูกประหารชีวิต ก่อนที่ชาวเวนิซจะไปนำศพกลับมาเก็บไว้ที่โบสถ์ซานมาร์โคแห่งนี้ จุดเด่นของโบสถ์ที่ซานมาร์โคอยู่ที่การมีโดมถึง 5 โดม ได้รับการตกแต่งด้วยศิลปะที่แตกต่างกัน ด้านหน้าประดับด้วยรูปปั้นของนักบุญมาร์ค และรูปปั้นม้าบรอนซ์ 4 ตัว ภายในโบสถ์เป็นที่เก็บรักษาศพของนักบุญมาร์ค มีเพดาน กำแพง และพื้นซึ่งตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกสีทอง ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังแบ่งพื้นที่บางส่วนเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

 


 การไปเยือนเมืองแห่งนี้ นักเดินทางมักไม่พลาดการไป จัตุรัสซานมาร์โค (Piazza San Marco) จุดนัดพบกลางเมืองมีความสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในอิตาลี ในบริเวณจัตุรัสจะมีร้านค้าและร้านอาหารตั้งอยู่รายรอบ ใกล้กันนั้นมีหอระฆัง (Campanile) เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในเวนิซ นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปข้างบนเพื่อชมวิวของเมืองและลำน้ำได้ ส่วนหอนาฬิกา (Torre dell’ Orologio) ซึ่งสร้างในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 หน้าปัดนาฬิกาสีน้ำเงิน แสดงการหมุนเวียนของพระจันทร์ และจักรราศีต่างๆ ก็มีความงดงามน่าดึงดูดเพียงพอ

 

 

 สถานที่น่าสนใจอื่นๆ เช่น สะพานริอัลโต (Rialto) เดิมทีเป็นสะพานไม้ สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หลังจากที่พังทลายลง ก็สร้างเป็นสะพานหินขึ้นทดแทนเป็นสะพานข้ามแกรนด์คาแนล (Grand Canal) เพียงแห่งเดียวจนถึงปี ค.ศ. 1854 กลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และค้าขายแลกเปลี่ยนที่สำคัญ ขณะที่โบสถ์ซานตา มาเรีย กลอริโอซา เดอิ ฟรารี (Santa Maria Gloriosa dei Frari) มีความสำคัญในฐานะสถานที่เก็บศพของศิลปินและผู้มีชื่อเสียงของเวนิซ

 


 โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา ซาลูท (Santa Maria della Salute) ซึ่งตั้งอยู่ปากทางเข้าแกรนด์คาแนล หนึ่งในสิ่งก่อสร้างสัญลักษณ์ของหนึ่งของเวนิซ เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโร้กขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเพื่อขอบคุณพระเจ้าในโอกาสที่โรคระบาดได้หายไปจากเวนิซ เมื่อปี ค.ศ. 1630 แล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1687

 

 

 ความจริงภาพยนตร์ Italian for Beginners (2000) เป็นผลิตผลของเดนมาร์ก แนวโรแมนติก-คอมเมดี้  อ้างอิงนิยายเรื่อง Evening Class (1996) ของ มาอีฟ บินชี่ นักเขียนหญิงชาวไอริช เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของชายหญิง 6 คน ที่ใช้ชีวิตในกรุงโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก พวกเขาต้องมาเกี่ยวพันกันเพราะชั้นเรียนภาษาอิตาเลียน


 ภาพยนตร์เป็นผลงานของ โลน เชอร์ฟิก ผู้กำกับหญิงชาวเดนมาร์ก หนึ่งในสมาชิกกลุ่มด็อกม่า 95 ซึ่งมีกฎในการทำงานแบบเป็นธรรมชาติ แทบไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ระหว่างการถ่ายทำ โดยผลงานชิ้นนี้ได้รับเสียงชื่นชมพอสมควร เนื้อหาของเรื่องนั้นมุ่งโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ของ 3 คู่รัก ในบรรยากาศอันหลากหลายทั้งอารมณ์เงียบเหงา และความสนุกครื้นเครงเฮฮา

 โดยมีฉากจบอันแสนโรแมนติกในเมืองเวนิซ ประเทศอิตาลี


…………….

City : Venice
Region : Veneto
Country : Italy
Population : 270,660
Film : Italian for Beginners (2000) 
Director : Lone Scherfig          
Cast  :  Anders W. Berthelsen, Ann Eleonora, J?rgensen , Anette St?velb?k

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/travel/20111116/418833/ลอยเรือล่องเวนิซ-นครแห่งสายน้ำ.html


อึ้ง หญิงมุสลิมการงานสูงแดนผู้ดี เต็มใจใช้”สามีของคนอื่น”เหตุ”หาชายที่เหมาะสมไม่ได้”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ว่า จากสำรวจจากกลุ่ม”สภาชาเรีย”ซึ่งตั้งอยุ่ในอังกฤษพบว่า หญิงมุสลิมที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและมีสถานภาพสูงในอังกฤษ เต็มใจที่จะใช้”สามี”ร่วมกับผู้อื่น เนื่องจากพวกเธอไม่สามารถหาผู้ชายที่เหมาะสมได้ โดยบางรายถึงกับเลือกเป็น”เมียน้อย”ลำดับที่สอง”หรือ”ลำดับสาม”ของผู้ชายที่แต่งงานแล้ว ขณะที่ผู้หญิงมุสลิมจำนวนมากบอกว่า พวกเธอต้องการคงสถานภาพด้านการงานสูงในชีวิตมากกว่าที่จะหาผู้ชาย

รายงานระบุว่า จากการเปิดเผยหญิงมุสลิมรายหนึ่งวัย 35 ปี ซึ่งจัดงานแต่งงานมุสลิมทั่วโลกเปิดเผยว่า เธอได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงที่โทรมาปรึกษาเกี่ยวกับการเป็นภรรยาน้อย โดยปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นจากตัวผู้หญิงมุสลิมในอังกฤษเอง แม้ว่าพวกเธอจะมีการงาน เป็นมืออาชีพ เป็นนักบริหาร

ขณะเดียวกัน ชายมุสลิมจำนวนมากต้องการ”แม่บ้าน”ที่คอยดูแลทำความสะอาดบ้าน และจัดเตรียมอาหาร และผู้ชายไม่ต้องการปวดหัวกับการมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จด้านการงาน และว่า เชื่อกันว่า หญิงมุสลิมยังต้องการผู้ชายที่แต่งงานแล้ว เพราะเธอไม่ต้องวุ่นกับการทำอาหารให้ผู้ชายที่ยุ่งกับวันทำงานหนัก ๆ และชอบที่จะมีความสัมพันธ์เป็นครั้งคราว โดยหญิงมุสลิมรายหนึ่งบอกว่า เธอเคยมีความสัมพันธ์กับผู้ชายแต่งงานแล้ว หลังจากเธอหย่ากับสามีคนแรก แต่เมื่อเขาเสนอจะหย่ากับภรรยา เธอก็ปฎิเสธ เพราะไม่ต้องการให้เขามาอยู่ใต้อาณัติบัญชาของเธอ

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า การลดลงของสามีมุสลิม ได้กลายเป็นปัญหาสังคมสำหรับอังกฤษ และถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือนวิกฤตของหญิงมุสลิมที่ไม่ได้แต่งงาน”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331532845&grpid=&catid=06&subcatid=0600

คดีตัวอย่าง! ครอบครัวสหรัฐชนะคดีฟ้องรพ.87 ล้านบ. ปกปิด”ทารกป่วยเป็นโรคดาวน์ ซินโดรม”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ว่า ศาลสหรัฐได้ตัดสินคดีให้นายอาเรีย และเด็บโบราห์ เลวี่ สองสามีภรรยาชาวสหรัฐ ชนะฟ้องเรียกค่าเสียหายโรงพยาบาล”Legacy Health”ของเมืองโอรีกอน เป็นเงิน 2.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 87 ล้านบาท) จากความผิดฐานปกปิดไม่เปิดเผยภาวะป่วยเป็นโรคดาวน์ ซินโดรม ของลูกสาวของเธอขณะเป็นทารกอยู่ในครรภ์ โดยทั้งสองระบุว่า การเรียกฟ้องค่าเสียหายดังกล่าวมีจุดประสงค์มีเพื่อนำเงินไปใช้เลี้ยงดูลูกสาวของพวกเขาที่มีความผิดปกติ โดยหากแพทย์เปิดเผยภาวะดังกล่าวแต่แรก พวกเขาก็จะทำแท้ง ไม่ปล่อยให้เด็กเกิดมาลำบาก

ในการยื่นฟ้องดังกล่าว นายอาเรียและเด็บโบราห์ กล่าวหาว่าโรงพยาบาลได้เพิกเฉยละเลยต่อการปฎิบัติหน้าที่ วิเคราะห์อาการของทารก หลังจากได้ทำอัลตราซานด์ทารกในท้องเธอ ขณะที่ทนายความบอกว่า ทั้งสองรักลูกสาวของพวกเขามาก และพวกเขาต้องคอยดูแลลูกสาวทุกอย่าง และสมควรจะได้รับเงินค่าเสียหายชดเชย อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงพยาบาลมีแผนจะอุทธรณ์คดีนี้ ระบุว่า รพ.รู้สึกผิดหวังกับคำตัดสินของศาล

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331537945&grpid=&catid=06&subcatid=0600

PostSecret.com… ที่นี่ยินดี รับ ความลับ!!!

 

ความลับก็เหมือนความรัก บางครั้งควร “เก็บ” แต่บางครั้งก็ควรต้อง “บอก” ให้ใครสักคนรู้ ก่อนอกจะแตกตาย!!!

พูดถึงเรื่องนี้ ที่สหรัฐอเมริกามีผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะเป็นคนที่รู้ “ความลับ” ของผู้คนมากที่สุดในโลก เพราะใครที่มีความลับที่ไม่อยากจะบอกใคร หรือบอกใครไม่ได้ ก็จะมาบอกมากับ แฟรงค์ วอร์เรน ชายเจ้าของธุรกิจจัดส่งเอกสารเล็กๆ ในรัฐแมรีแลนด์ เจ้าของเว็บ PostSecret.com ที่เปิดตัวมาได้เกือบ 8 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2547

“ที่ จริง ตั้งแต่โตมา ผมไม่ใช่คนที่ใครจะมาเล่าความลับให้ฟัง แต่ตอนนี้มีคนเขียนโปสการ์ดมาเล่าความลับของพวกเขาให้ผมฟังมากมาย และผมก็ยังไม่เบื่อที่จะอ่านโปสการ์ดเหล่านั้น ที่ผมเดินไปหยิบจากตู้ไปรษณีย์ทุกเช้า”

และวอร์เรนก็จะนำเนื้อหาใน โปสการ์ดเหล่านั้น ไปโพสต์ลงใน PostSecret.com เพื่อให้ผู้คนได้รู้ถึง ความลับคับอก และปัญหาของผู้อื่น ซึ่งกลายเป็นการเติมพลังใจให้ตัวเองได้ทางหนึ่ง 

วอร์ เรนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำเว็บนี้ว่า เกิดจากความรู้สึกอยากหาอะไรทำ “แก้เบื่อ” จากงานธุรกิจหลักที่ทำอยู่ เขาจึงเริ่มต้นด้วยการจัดพิมพ์โปสการ์ด 3,000 ใบ แจกจ่ายไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ขอให้ใครก็ตามที่อยากเขียนเล่าความลับ เขียนส่งมาได้ที่เขา โดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ

ปรากฏว่าไอเดียของวอร์เรนได้เสียงตอบรับดี เกินคาด มีคนที่ลงทุนซื้อโปสการ์ดเขียนเล่าความลับของตัวเองส่งไปให้เขา และคนที่ทำโปสการ์ดเอง เช่น โปสการ์ดใบหนึ่งที่มาจากเศษกระดาษจากถ้วยกาแฟสตาร์บัคส์ ที่วอร์เรนนำมาโชว์ให้ดู พร้อมข้อความจากเจ้าของความลับที่เผยว่า “ผมจะใช้กาแฟดีแคฟชงให้กับพวกลูกค้าที่ทำหยาบคายใส่ผม”

แล้วยัง โปสการ์ดอีกใบ ที่เจ้าของความลับสารภาพว่า “ฉันเคยทำงานกับพวกคนเคร่งศาสนาสุดสุด บางวันฉันเคยไม่ใส่กางเกงในไปทำงาน แล้วก็แอบสะใจ แอบยิ้มกับตัวเองทั้งวัน”

หรือ “ความลับ” ที่ส่งมาในจดหมายปิดผนึก และวอร์เรนเชื่อว่าเจ้าของความลับนี้น่าจะเคยคิดอยากฆ่าตัวตาย หากเดาจากข้อความที่เขียนมาสั้นๆ ว่า “ผมไม่ได้ใช้มัน…. ตอนนี้ผมรู้สึกว่า ผมเป็นผู้ชายที่มีความสุขที่สุดในโลก”

ในบรรดา “ซีเคร็ท” ทั้งหลายแหล่ วอร์เรนยังเคยได้รับโปสการ์ดมีรูปดาราชายฮอลลีวู้ดหลายคน พร้อมข้อความชวนอึ้งว่า “หนึ่งในดาราชายเหล่านี้ มีคนหนึ่งเป็นพ่อของลูกชายฉัน เขาจ่ายเงินให้ฉันก้อนใหญ่ เพื่อให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”

วอร์เรนเล่าถึงเรื่องราวความลับ ที่ส่งมาว่า หลายเรื่องเป็นเรื่องของความรู้สึกโดดเดี่ยว เรื่องของการทำร้ายตัวเองก็มี แล้วยังเรื่องราวความลับของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของโรคบูลิเมีย โรคอะนอเร็กเซีย ที่ไม่กินอาหาร เพราะกลัวอ้วน จนร่างกายผอมแห้ง

“แต่ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจที่สุดก็คือ การได้แบ่งปัน การได้รู้เรื่องราวความลับของผู้อื่น กลับทำให้เรารู้สึกเข้มแข็ง และแทนที่จะรู้สึกว่า มันช่างไร้สาระ มันกลับทำให้เราได้เห็นอารมณ์ส่วนลึกของมนุษย์เรา”

วอร์เรน ซึ่งมีลูกแล้วเล่าว่า เขาจะเข้าไปอัพเดตเว็บ PostSecret.com ทุกวันอาทิตย์ และจำนวนความลับที่เขาได้รับกว่า 500,000 ข้อความ ก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใจ “ชีวิต” และเข้าใจผู้คนรอบข้างยิ่งขึ้น

หลายคน เห็นทุกข์ จึงเห็นธรรม การได้รู้ความลับของคนอื่น ก็ไม่ต่างจากการเห็นทุกข์ของเพื่อนร่วมโลกนั่นเอง


คอลัมน์ ร่อนตามลม

นสพ.มติชน

 

 

 

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1331548091&grpid=09&catid=&subcatid=

“กี่คืน…กี่วันวาย” ขึ้นแท่นหนังสือขายดีสำนักพิมพ์มติชน

จัดเป็นหนังสืออีกเล่มของสำนักพิมพ์มติชนที่ตั้งแท่นหนังสือขายดี “กี่คืน…กี่วันวาย” บันทึกประวัติศาสตร์มหาอุทกภัย′54 จัดทำโดยกองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ มติชน และข่าวสด จุดเด่นของหนังสือคืองานรวมภาพมหาอุทกภัยใหญ่ของประเทศไทย การสำรวจตรวจตราชีวิตแทบทุกหลืบซอกของคนไทยที่เผชิญกับสภาวะน้ำท่วมในปี 2554 ภาพต่างๆในเล่มได้บอกเล่าเรื่องราว วิถีชีวิต ภาพถนนหนทาง บ้านเรือน และความเสียหายเกินคาดคิดถือเป็นโฟโต้บุ๊คที่รวมภาพประวัติศาสตร์ในปีดังกล่าวไว้ครบครัน เรามิอาจปักใจได้ว่าอุทกภัยเฉกเช่นปี 54 จะไม่เกิดย้อนรอยอีกในอนาคต หรือภาพที่เห็นอาจจะเป็นภาพภัยธรรมชาติจากน้ำท่วมที่หนักที่สุดในรอบหลายสิบปี และหากจะมีอีกครั้งก็อาจไม่สร้างความเสียหายได้เทียมเท่า

จะมีน้ำท่วมใหญ่ซ้ำรอยปี 54 อีกหรือไม่? เป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่หวังจะหาคำตอบ แต่แม้คำตอบที่ปรากฎออกมายังคลุมเครือ เพราะเรามิอาจล่วงรู้อนาคต ทำได้แต่เพียงคาดการณ์จากข้อมูลและเตรียมพร้อมจะน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำแห้ง น้ำล้น 

“กี่คืน…กี่วันวาย” จึงเป็นบันทึกประวัติศาสตร์มหาอุทกภัย′54 ยามเมื่อพิศดูภาพในเล่มเพื่อย้ำให้จงหนักถึงวิกฤติของประเทศ และย้ำให้คนไทยได้ร่วมกันตระหนักถึงการใช้ชีวิตรุกล้ำธรรมชาติอย่างไม่บันยะบันยัง ขาดการเตรียมการรองรับความเป็นเมืองศิวิไลซ์ การอ้าแขนรับทุนโดยไม่วางแผนระยะยาว

ดั่งเช่นที่ “สุจิตต์ วงษ์เทศ” เขียนไว้ในสยามประเทศ มติชนรายวัน 14 พฤศจิกายน 2554 ว่า “แท้จริงแล้วพื้นที่เหล่านี้ใช้ทำเกษตรกรรมมาแต่โบราณกาล แต่ฤทธิ์โลภ เอาแต่ได้ ของคนยุคหลัง เลยฉวยมาทำเป็นนิคมอุตสาหกรรมอย่างมักง่าย แล้วน้ำก็หลากท่วมพินาศยับไปอย่างง่ายๆ รัฐบาลอาจต้องกอบกู้ชั่วคราว บรรเทาให้นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำหลากท่วมทุกแห่ง ปลอดภัยจากน้ำหลัก แต่สร้างบ้านแปลงเมืองใหม่คงไม่สำเร็จหรอก ถ้าไม่ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจและอื่นๆ เพราะเคยถกกันเรื่องนี้นานมากกว่า 40 ปีมาแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิรูปโครงสร้างอะไรทั้งนั้น จนน้ำหลากท่วมใหญ่หลวงลีดเลียง จนบ้านเมืองเพียงละลาย”

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1331555521&grpid=02&catid=&subcatid=

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : คนเสื้อแดงกับพรรคพท.

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 12 มีนาคม 2555)


ผู้ร่วมรณรงค์แก้ไข ม.112 ท่านหนึ่ง ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับกลุ่มคนเสื้อแดงในจังหวัดหนึ่งของภาคเหนือ กล่าวในการอภิปรายว่า เขาอาจแบ่งกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ครก.และคณะนิติราษฎร์ออกได้เป็นสามกลุ่ม

หนึ่ง คือผู้ที่เห็นด้วยแต่กลัวความเดือดร้อนที่จะเกิดตามมา จึงไม่ขอลงนามร่วมด้วย

สอง คือผู้ที่เห็นด้วยแต่วิตกว่า อาจเป็นความผิดทางกฎหมายหรือสร้างความเดือดร้อน แต่เมื่อได้รับคำชี้แจงว่า นอกจากไม่ผิดกฎหมายแล้วยังเป็นสิทธิตามกฎหมายด้วยซ้ำ และถ้าจะเกิดความเดือดร้อนในภายหลังจากการกลั่นแกล้งของเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลอื่น การกระทำของพวกเขานั่นแหละ คือการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเราน่าจะเผชิญกับการละเมิดกฎหมายเช่นนั้นได้ คนกลุ่มนี้จึงกลับกระตือรือร้น ต่างขอแบบฟอร์มกันคนละหลายชุด เพื่อไปช่วยรณรงค์หาผู้ลงนามเพิ่ม นี่คือกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด

สาม คือผู้ที่เห็นด้วยกับข้อเสนอ และกระตือรือร้นจะลงนามพร้อมทั้งสำเนาหลักฐานที่จำเป็นอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีจำนวนน้อยกว่าสองพวกแรก

แต่หลังจากพรรค พท.ประกาศชัดแจ้งแล้วว่า จะไม่สนับสนุนข้อเสนอการแก้กฏหมายอาญา ม.112 ความกระตือรือร้นของกลุ่มที่สองก็หายไป แบบฟอร์มที่ขอนำไปหลายชุดจึงไม่ได้รับคืน เหตุผลที่พอจะรับทราบได้จากปากคำของคนกลุ่มนี้ก็คือ แม้ว่าพรรค พท.ตัดสินใจไปในทางตรงข้ามกับความคิดเห็นของตน แต่การฝืนผลักดันการแก้ไขต่อไป ก็จะทำให้พรรค พท.ตกอยู่ในสภาพอึดอัดมากขึ้น อาจเกิดความแตกแยกในพรรค หรือแตกแยกในหมู่มวลชนซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรค

ความอ่อนแอของ พท.อาจหมายถึงการเกิดรัฐประหาร หรือการล้มรัฐบาลด้วยตุลาการภิวัตน์ หรือการตั้งรัฐบาลใหม่ในค่ายทหาร

ดังนั้น ในสภาพการเมืองดังที่เป็นอยู่ ถึงอย่างไรก็ต้องรักษาพรรค พท.เอาไว้ ดีกว่าปล่อยให้พวกอำมาตย์ตั้งรัฐบาลหุ่นของตนขึ้นอีก

ผมคิดว่าวิธีคิดของมวลชนคนเสื้อแดงดังกล่าวนี้น่าสนใจอย่างยิ่ง

ประการแรก ไม่ว่าความคิดนี้จะถูกหรือผิด (ตามความเห็นของแต่ละคน) แต่นี่คือการพิจารณาไตร่ตรองทางการเมือง เพื่อเลือกทางเดินที่ตนคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเองและมวลชนซึ่งอยู่ฝ่ายเดียวกับตน ขอให้สังเกตด้วยว่า จนถึงทุกวันนี้ พรรค พท.ยังทำอะไรตามสัญญาที่ให้ไว้แก่ฐานเสียงของตนไม่เต็มที่นัก ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงวันละ 300 บาท การประกันราคาพืชผลการเกษตร การเรียนฟรีจริง หรือปรับปรุงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ฉะนั้น การพิจารณาไตร่ตรองทางเลือกของพวกเขา จึงเป็นการพิจารณาไตร่ตรองจากมุมทางการเมืองเป็นสำคัญ

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับความคิดของเขาหรือไม่ แต่นี่ไม่ใช่พฤติกรรมทางการเมืองของคนโง่ ไร้การศึกษา ขายสิทธิขายเสียง อย่างที่คนชั้นกลางในเมืองบางกลุ่มวาดภาพไว้ แต่เป็นการประเมินเงื่อนไขทางการเมืองอย่างกว้างขวาง และเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไร ด้วยเป้าหมายที่มุ่งประโยชน์ “ส่วนรวม” (โดยไม่ได้ทิ้งประโยชน์ “ส่วนตน”) ไม่ต่างจากที่คนชั้นกลางในเมืองซึ่งพยายามจะรอนสิทธิประชาธิปไตยของเขาถือว่าเป็นอุดมคติของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย

ประการที่สอง การมีพรรคการเมือง “ของเรา” ที่เราคุมไม่ได้ ดูจะเป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นกับคนไทยทั้งประเทศ พรรค ปชป.สร้างตนเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์คนใต้ โดยที่คนใต้เองก็คุมพรรคปชป. “ของเรา” ไม่ได้ เช่นเดียวกับคนสุพรรณหรือคนชลบุรีกับพรรค “ของเรา” ของพวกเขา

พรรคการเมืองไทยไม่เคยเป็นเครื่องมือต่อรองเชิงนโยบายของประชาชนทั่วไป แต่เป็นเวทีต่อรองของกลุ่มชนชั้นนำ หรือคนที่สามารถก้าวเข้าสู่สถานะชนชั้นนำได้ พรรคการเมืองเพียงแต่เก็งเอาเองว่า จะดึงเอางบประมาณมาให้อะไรตอบแทนที่น่าจะทำความพอใจแก่ประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนเท่านั้น การอุดหนุนพรรคการเมืองหลายด้านซึ่งเริ่มมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540 คือการเสริมสร้างเวทีการต่อรองของชนชั้นนำให้แข็งแกร่งเสียจนอำนาจในการควบคุมพรรคการเมืองของประชาชนถูกลิดรอนจนไม่เหลือ

อำนาจของประชาชนในการควบคุมนักการเมืองและพรรคการเมืองมาจากการจัดองค์กร แม้แต่ให้แต่ละคนสื่อสารความต้องการของตนแก่ ส.ส.เขต ก็ต้องอาศัยการจัดองค์กรในระดับหนึ่ง มากน้อยในแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน ปราศจากการจัดองค์กรทางสังคมที่เหมาะสมสำหรับการเมืองยุคใหม่ การควบคุมนักการเมืองและพรรคการเมือง จะเหลือแต่เพียงหีบบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเครื่องมือควบคุมที่ขาดไม่ได้ แต่ถ้าปราศจากการจัดองค์กรแล้ว ก็ไร้ประสิทธิภาพเกือบจะโดยสิ้นเชิง

ฉะนั้น เมื่อพรรค พท.แถลงจุดยืนของตนชัดเจนแล้วว่า ไม่ต้องการแก้ไข ม.112 ของ กม.อาญา ประชาชนผู้สนับสนุนพรรคก็ไม่เหลือทางเลือกอะไรอื่น ไม่ว่าความเห็นของตนจะเป็นอย่างไรก็ตาม หากพยายามจะจัดองค์กรเพื่อกำกับควบคุม ส.ส.ในพื้นที่ โอกาสก็เป็นไปได้สูงว่าจะเกิดความแตกร้าวในหมู่เสื้อแดงด้วยกัน

เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ว่า สืบเนื่องมาตั้งแต่พรรค ทรท. พรรค พท.มีฐานเสียงระดับมวลชนเป็นครั้งแรกในการเมืองไทย แต่มวลชนก็ไม่สามารถควบคุมพรรคการเมืองได้อยู่นั่นเอง ไม่มีทั้งกลไกและการจัดองค์กร ไม่ว่าจากฝ่ายพรรคการเมือง หรือประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะให้อำนาจการควบคุมแก่ประชาชนได้จริง

อย่างไรก็ตาม ความล้มเหลวของประชาชนไทยในเรื่องนี้ อาจไม่ได้อยู่ที่กิจกรรมทางการเมืองของประชาชนเพียงอย่างเดียว ในสังคมประชาธิปไตยอื่นๆ บางสังคม องค์กรที่สร้างอำนาจต่อรองกับพรรคการเมืองได้ มีความหลากหลายมากกว่า “เสื้อแดง” หรือฐานมวลชนของพรรค แต่ประกอบด้วยสหภาพแรงงาน, สมาคมนายจ้าง, สมาคมอาชีพ, กลุ่มผลักดันประเด็นที่หลากหลาย ฯลฯ ล้วนไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อการควบคุมพรรคการเมืองโดยตรง แต่เนื่องจากผลประโยชน์ของกลุ่มหรือประเด็นทางสังคมที่กลุ่มต้องการผลักดัน เกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ จึงรวมกำลังกันในการกดดันหรือควบคุมพรรคการเมืองผ่าน ส.ส.เขตในพื้นที่ของตน ครั้งนี้อาจสนับสนุนพรรคนี้ ครั้งหน้ากลับสนับสนุนพรรคอื่น

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความหลากหลายของกลุ่มเคลื่อนไหวสาธารณะมีความสำคัญ การมีมวลชนเป็นฐานเสียงเพียงอย่างเดียว จึงไม่ทำให้เกิดพรรคการเมืองที่ยอมอยู่ใต้การควบคุมของประชาชน แต่สังคมไทยไม่เปิดโอกาสให้มีการจัดองค์กรที่เป็นอิสระของประชาชนมากนัก ดังนั้น จึงไม่ค่อยมีความหลากหลาย และไม่มีพลังพอจะรวมตัวกันเพื่อกดดันหรือควบคุมพรรคการเมืองได้

ประการที่สาม นับวันก็เห็นชัดมากขึ้นว่าพรรค พท.มุ่งจะประคองตนให้อยู่รอดในฐานะรัฐบาล มากกว่าตอบสนองความต้องการของมวลชนซึ่งเป็นฐานเสียง อาจจะเป็นเพราะพรรค พท.ก็รู้ว่ามวลชนฐานเสียงไม่มีทางเลือกทางการเมืองอื่น ปัญหามาอยู่ที่ว่า มวลชนเองเริ่มสำนึกหรือไม่ว่าตัวไม่มีทางเลือกอื่น และกำลังกลายเป็นเบี้ยที่ทิ้งได้บนกระดานการเมืองของพรรค พท.

กรณีการลงนามในข้อเสนอแก้ไข ม.112 ชี้ว่า มวลชนยังต้องการรักษาพรรค พท.ไว้ในฝ่ายบริหารต่อไป อย่างน้อยก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านั้น ถึงอย่างไร ความเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดง ก็มีพลังได้ไม่มาก หากปราศจากการสนับสนุนของแกนนำซึ่งเป็นนักการเมืองของพรรค (ซึ่งได้ออกมาแสดงจุดยืนแล้วว่า ยังไม่ถึงเวลาสำหรับการแก้ไข ม.112)

ความคาดหวังที่ไม่อาจบรรลุผลได้เช่นนี้ของคนเสื้อแดงกลุ่มหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากพอสมควร จะดำรงอยู่ต่อไปเช่นนี้อีกนานเท่าไร? เรื่องนี้คาดเดาได้ยาก เพราะพรรค พท.เองก็อาจปรับเปลี่ยนมาทำท่าทีตอบสนองให้มากขึ้นได้ เช่น การยกระดับมาตรฐานของบริการจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้สูงเท่าเทียมกับผู้ประกันตนและข้าราชการ (ซึ่งท่านนายกฯเพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆ นี้) ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบเรียบนักระหว่างพรรค พท.และคนเสื้อแดงก็อาจดำเนินต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายพยายามอยู่ร่วมกันให้ได้ เพราะถึงอย่างไร คนเสื้อแดงก็ไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวเลือกอื่นอยู่แล้ว

และคงไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวเลือกต่อไปอีกนาน ตราบเท่าที่ยังอยู่ใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือฉบับใหม่ ที่ไม่เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่เป็นตัวเลือกด้านนโยบาย

การเมืองไทยอาจถึงทางตันในทรรศนะของชนชั้นนำ เพราะหากพวกเขาไม่ปรับตัว ระบบการเมืองจะตึงเครียดเกินกว่าจะดำรงอยู่อย่างมั่นคงและราบรื่นได้ แต่ที่จริงแล้วการเมืองได้ถึงทางตันแก่ประชาชนระดับล่างมานานแล้ว เพราะเขาไม่เคยมีพรรคการเมืองที่อาจใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในการสร้างนโยบายสาธารณะได้เลย

ในสมัยก่อน การไม่มีส่วนในการต่อรองนโยบายสาธารณะอาจไม่เห็นว่าเป็นทางตัน แต่บัดนี้ความไร้สิทธิดังกล่าวกลายเป็นทางตันที่สร้างความอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ

ทางตันนั้นฝ่าออกไปได้สองวิธี หนึ่งคือระเบิดมันทิ้ง หรือสองหาหนทางปรับให้มีทางฝ่าออกไปได้โดยสงบ จนถึงนาทีนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าทางเลือกที่สองนี้จะเป็นไปได้ในสังคมไทย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331550491&grpid=&catid=02&subcatid=0207

“อนุดิษฐ์”เร่งปิดจ็อบอภิดีล “ทรู-กสท” ยอมรับไม่มีอำนาจทางกม.ส่งไม้ต่อ”ป.ป.ช.-กสทช.”

“อนุดิษฐ์” เร่งปิดจ๊อบสอบอภิดีล “ทรู-กสท” ส่งไม้ต่อ “กสทช.-ป.ป.ช.” ยอมรับไม่มีอำนาจชี้ถูกผิดทางกฎหมาย ทั้งดึง 3 ยักษ์ผู้ผลิตแท็บเลตจีน “สโคป-ทีซีแอล-ไฮเออร์” ต่อรองราคาอีกรอบ การันตีราคาถูกลง-สเป็กดีขึ้น

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบสัญญาบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รูปแบบใหม่ระหว่าง บมจ. กสท โทรคมนาคม กับกลุ่มทรูว่า ได้รับรายงานผลการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากมีเอกสารแนบเป็นจำนวนมาก จึงขอเวลาศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อนจะมีการแถลงผลสรุปอย่างเป็นทางการภายในสัปดาห์นี้ เพื่อที่จะได้ชี้แจงให้ทราบถึงที่มาที่ไปอย่างชัดเจน

“สัญญาจะถูกต้องหรือไม่ ป.ป.ช.ก็เข้ามาดูแลอยู่ การตรวจสอบเรื่องนี้จึงไม่ใช่ระดับที่กระทรวงไอซีทีจะเข้าไปชี้ความถูกต้องทางกฎหมายได้ สิ่งที่กระทรวงไอซีทีทำคือ นำเอาความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบที่ประมวลจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏแล้วมาฟันธงว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ แล้วพิจารณาว่าจะไปตามช่องทางไหน ใครจะรับเอาความเห็นไปใช้ประกอบการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพราะไอซีทีวินิจฉัยทางกฎหมายไม่ได้ สุดท้ายคงต้องไปให้ทาง ป.ป.ช.หรือ กสทช.หรือศาลที่จะชี้ถูกชี้ผิดในทางกฎหมาย”

สำหรับโครงการจัดซื้อแท็บเลตสำหรับแจกนักเรียนชั้น ป.1 จะยังไม่มีการนำโครงการดังกล่าวบรรจุเป็นวาระการพิจารณา ในการประชุมคณะรัฐมนตรี วันพุธที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่ 9 มี.ค. คณะกรรมการจัดซื้อได้เรียกเอกชนผู้ผลิตแท็บเลตทั้ง 4 ราย ที่รัฐบาลจีนเสนอรายชื่อให้รัฐบาลไทยเลือกเป็นคู่สัญญา ได้แก่ บริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี, บริษัท ทีซีแอล และไฮเออร์ มาเจรจาใหม่อีกครั้งเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีขึ้น ทั้งเรื่องราคา การส่งมอบ และบริการหลังการขาย

“โครงการนี้เป็นจีทูจี จึงยกเว้นระเบียบคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ เมื่อยกเว้นแล้วต้องทำให้ทุกอย่างโปร่งใส มีหลักฐานเจรจาแน่นหนาพอที่จะชี้แจงข้อมูลทุกอย่างได้ คาดว่าน่าจะนำเข้าเป็นวาระการประชุม ครม.ได้ในวันที่ 20 มี.ค.นี้”

สำหรับข้อเสนอเดิมของทั้ง 3 บริษัท สโคปเสนอราคาสุดท้ายที่ 81 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทย 2,430 บาทต่อเครื่อง ไม่รวมค่าขนส่ง, ทีซีแอล เสนอที่ 89 ดอลลาร์ และไฮเออร์ที่ 103 ดอลลาร์ ส่วนหัวเว่ยที่ 135 ดอลลาร์ คณะกรรมการจึงตัดหัวเว่ยออกไป เนื่องจากราคาสูงเกินงบประมาณ โดยมั่นใจว่า แท็บเลตที่ได้สเป็กต้องดีขึ้นในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม

สำหรับสเป็กของแท็บเลตเด็ก ป.1 ที่ภาครัฐกำหนดไว้คือ จอแสดงผลขั้นต่ำ 7 นิ้ว ความละเอียดขั้นต่ำ 1024×768 Pixel หน่วยบันทึกข้อมูลไม่น้อยกว่า 16GB หน่วยประมวลผลกลางไม่ต่ำกว่า 1GHz รองรับสถาปัตยกรรมแบบ Dual Core และหน่วยความจำหลักไม่น้อยกว่า 512 MB เพิ่มเป็น 1GB ได้ เป็นระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาเฉพาะแท็บเลต หรือเป็น Android 3.2 (Honeycomb) Linux Kernel 2.6.36 ขึ้นไป รองรับ Android 4.0 (Ice Cream Sandwich) Linux Kernel 3.0.1 ได้

http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1331555073&grpid=00&catid=&subcatid=

“เผดิมชัย”ปูดขบวนการงาบค่าหัวคิวแรงงานไปอิสราเอล ฟาดเละ 6 พันล้าน เก็บหลักฐานส่งปปช.-ดีเอสไอ(ชมคลิป)

รับชมข่าว VDO


นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผย”มติชนออนไลน์”ว่า ขณะนี้กำลังเร่งตรวจสอบการทุจริตจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศอิสราเอลพบมีการกินค่าหัวคิว 300,000-400,000 บาทต่อคน ทำให้แรงงานต้องไปกู้เงินนอกระบบเป็นหนี้สิน ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายจริงไม่ถึง 100,000 บาท ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีการส่งแรงงานไทยไปแล้วไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 คน ได้ค่าหัวคิวรายละ200,000 บาท รวมแล้วประมาณ 6,000 ล้านบาท


นายเผดิมชัยกล่าวว่า  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งแรงงานไปอิสราเอลมีทั้งข้าราชการประจำ และนักการเมืองน่าจะมีส่วนรู้เห็นด้วย สัปดาห์ที่ผ่านมาสั่งตรวจสอบข้าราชการพัวพันตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน พร้อมทั้งสอบถามข้อมูลกับครอบครัวและญาติของแรงงานที่เดินทางไปปอิสราเอลใน 7 อำเภอพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมเก็บบันทึกภาพและเสียง เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)

 

 

นายเผดิมชัยกล่าวว่า นอกจากประเทศอิสราเอลมีคนเดินทางไปทำงานประมาณ10,000คนต่อปีแล้ว ตอนนี้กำลังตรวจสอบประเทศอื่น ๆ เช่น ไต้หวันเก็บค่าหัวคิวราว 70,00-80,000 บาทต่อคน

 

 

“ผมกำลังรอตัวเลขที่ชัดเจนอีกนิดหนึ่งและจะแถลงข่าวใครมาวิ่งเต้นผมไม่ให้ เพราะทนไม่ได้เรื่องพวกนี้ ตอนที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่ ๆ นโยบายผมเน้นหนัก คือ เรื่องการไปต่างประเทศ คนอีสานไปทำงานเรามักได้ยินกันว่า เสียนา เสียเมีย  เสียน้ำตา คำเหล่านี้มันต้องหมดไป วันนี้ผมจะทำให้ตรงนั้นเป็นจริงไม่ใช่วัวหายแล้วล้อมคอก”นายเผดิมชัยกล่าวและว่า

 

” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ช็อกและใหญ่มาก ผมเข้าไปทลายแก๊งเลย มันอันตรายกับผม เพราะในอดีตร่วมกันทำทั้งข้าราชการ นักการเมือง แต่ผมไม่พูดว่าใคร ป.ป.ช.และดีเอสไอไปตรวจกันเองกับบริษัทพวกนี้ ในยุคเราต้องไม่มี”


นายเผดิมชัยกล่าวว่า กระทรวงแรงงานมีหนังสือสอบถามไปทางอิสราเอลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจริงที่ใช้ในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงาน เนื่องจากเวลาตรวจสอบไล่เบี้ยกับผู้เกี่ยวข้องอ้างว่าคิดค่าหัวรายละ 300,000-40,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายที่ทางฝ่ายอิสราเอลเรียกเก็บ ส่วนใครรับเงินนั้นไม่รู้ ต้องสอบถามไปทางอิสราเอลว่า มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ เพือให้ทราบว่าต้นทุนแท้จริงเท่าไหร่


“ผมอยากถามว่า คุณมีความเป็นมนุษย์หรือไม่ เงินค่าหัวคิว 400,000 บาท แรงงานที่ไปต้องถามให้ชัดเจนว่า ได้เงินเดือนเท่าไหร่ สมมติได้เงินเดือน ๆ ละ30,000 กว่าบาท ค่าใช้จ่ายต่อเดือนเท่าไหร่ สมมติเหลือเงินส่งให้ทางบ้าน 15,000 บาท พ่อแม่ต้องนำเงินตรงนี้ไปผ่อนเงินกู้นอกระบบ 300,000-400,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 3 บาท ยกตัวอย่าง ทำงาน 10 เดือนได้เงิน 150,000 บาท แล้วคุณโกงไป 400,000 บาท หากคนงานทำงาน 1-2 ปี แล้วกลับมายังเป็นหนี้ หัวใจคุณทำด้วยอะไร เท่ากับไปทำงานต่างประเทศไม่ได้อะไร กลับมาแล้วยังเป็นหนี้”นายเผดิมชัยกล่าว


 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เรื่องนี้โยงถึงนักการเมืองด้วยใช่หรือไม่ นายเผดิมชัย กล่าวว่า ไม่รู้  นักการเมืองอาจจะไม่เห็นก็ได้  แต่ถ้าไม่รู้เห็นด้วยก็ยากแล้ว ตอนนี้สั่งให้หยุดส่งแรงงานไปอิสราเอลทันที ห้ามทุกบริษัท ส่วนใครจะเสนออย่างไรก็ต้องหยุด เพื่อจัดระบบใหม่  

 


นายเผดิมชัย กล่าวต่อไปว่า ทางกระทรวงฯกำหนดนโยบายจัดระบบใหม่ เรียกเจ้าหน้าที่แรงงาน 77 จังหวัดที่ประกอบด้วย 5 หน่วยงาน ได้แก่ แรงงานจังหวัด กรมการจัดหางานจังหวัด สวัสดิการจังหวัด กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และประกันสังคม เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ต่อไปใครเป็นนายหน้าจัดหาคนงานต้องนำแรงงานไปที่กรมการจัดหางานจังหวัด นายหน้าจะได้รับตอบแทน5,000 บาท แต่ต้องจัดปฐมนิเทศคราวละ 500-1,000 คน แล้วจัดส่งไปทีละชุด ทั้งนี้ได้กำหนดต้นทุนค่าใช้จ่ายรวมแรงงานไทยไปอิสราเอลประมาณ  100,000 บาทไม่เกิน 120,000 บาท

 

 

นายเผดิมชัยกล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่าย 100,000 บาท แรงงานไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ 300,000-400,000 บาท ทั้งนี้ทางประกันสังคมจะออกค่าใช้จ่าย 100,000 บาท ซื้อตั๋วเครื่องบิน โดยทางแรงงานมาลงนามทำบันทึกข้อตกลงที่กรมการจัดหางานจังหวัด  

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1331554495&grpid=&catid=01&subcatid=0100

ปูถกนายกบาเรนห์ชื่นมื่น พร้อมเปิดรับนักลงทุนเข้าไทย

ที่ทำเนียบรัฐบาล  วันนี้ ( 12 มี.ค.)  เจ้าชายคอลิฟะห์ บิน ซัลมาน อัล คอลิฟะห์ นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรบาห์เรน หารือข้อราชการกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ ในการหารือนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการลงทุนของชาวบาห์เรนในประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบัน ชาวบาห์เรนได้เลือกที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวและพักผ่อนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยที่จะเปิดรับนักลงทุนชาวบาห์เรนให้มากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจการค้าต่อไป ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรีบาห์เรนเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum on East Asia ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในเดือนพ.ค.นี้ ซึ่งในโอกาสเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีบาห์เรนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเยือนบาห์เรนอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไปด้วย

http://www.dailynews.co.th/politics/16885