Monthly Archives: September 2012

คณะนิติราษฎร์ เตรียมร่างต้นแบบรัฐธรรมนูญไทย

การเสวนา เรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ณ นครลอสแอนเจลีส

นายชูพงศ์ ถี่ถ้วน กรรมการบอร์ดอำนวยการภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน และ ดร. เพียงดิน รักไทย ได้พบปะและเสวนาร่วม ณ นครลอสแอนเจลีส เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2555  หัวข้อเสวนา ว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และทิศทางการก้าวไปข้างหน้า บนหลักการส่งเสริมการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน

ในงานเสวนานี้ มีประชาชนไทยในระยะใกล้เคียงที่ได้รับเชิญโดยผู้จัด คือ ตัวแทนภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ณ นครลอสแอนเจลีส และมิตรร่วมจัดสถานที่และปรุงอาหาร และนำเครื่องดื่มสนับสนุนงาน  การพบปะพูดคุย เป็นไปอย่างกันเอง และใกล้ชิด   โดยมีผู้รับเชิญเข้าร่วมงานทั้งหมดประมาณ 50 คน

ครดิตภาพ  คุณซู แห่ง TAHR

 

รายงาน คอป. ไร้หลักสิทธิมนุษยชน

รายงาน คอป. ไร้หลักสิทธิมนุษยชน

กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล !ความจริงที่ คอป. ไม่(กล้า)เปิดเผย!
ในงานอภิปราย “รัฐประหาร 19 กันยา กับอาชญากรรมโดยรัฐ กรณีสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53” วิทยากรประกอบด้วย
ดำเนินรายการโดย สุดา รังกุพันธุ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประกอบ หุตะสิงห์ ตึกเอนกประสงค์ ชั้น 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2555

ทหารพรานและชายชุดดำ

วงค์ ตาวัน

มองกรณีชายชุดดำในเหตุการณ์ 98 ศพอย่างรู้เท่าทัน จะพบว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในทุกเหตุการณ์ที่ฝ่ายรัฐใช้กองกำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมประท้วงทางการเมือง

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มีการอ้างถึงทหารพราน ของนายทหารนักปฏิบัติการลับ ว่าเป็นผู้เข้ามาจุดชนวนความรุนแรง

ลอบเผาตึก และลอบยิง

ทายาทของจอมพลถนอม เคยพยายามจะหยิบยกข้อมูลนี้เป็นข้อต่อสู้ว่า รัฐบาลจอมพลถนอมไม่ได้ก่อความรุนแรง แต่เป็นฝีมือของมือที่สามดังกล่าว

กระนั้นก็ตาม นี่คือมุมเล็กๆ ในเหตุการณ์ที่ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยัน

และไม่อาจกลบปมปัญหาสำคัญ คือ รัฐบาลไม่ฟังเสียงเรียกร้องประชาธิปไตยของผู้ชุมนุมประท้วง!

การไม่ยอมถอยจากอำนาจของรัฐบาลทหารขณะนั้น

ไม่ยอมฟังประชาชน จนกระทั่งเกิดการปะทะกับทหารที่ใช้อาวุธจริงเข้าปราบปราม

ทำให้คนยิ่งลุกฮือ สุดท้ายผู้นำรัฐบาลทหารต้องหนีออกนอกประเทศ

นี่คือจุดหลักของปัญหา ที่ไม่อาจนำเอาข้อมูลลึกๆ ลับๆ มากลบเกลื่อนได้

ไม่มีนักประชาธิปไตยที่ไหน จะไปค้นหาข้อมูลของทหารพรานลึกลับมาขยาย เพื่อสร้างความชอบธรรมกับรัฐบาลทหารอย่างแน่นอน

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบปราม ตั้งแต่การตกแต่งภาพการแสดงละคร รวมทั้งอ้างเรื่องมีกองกำลังผกค.-ญวนในธรรมศาสตร์

พฤษภาคมทมิฬ 2535 ก็มีข้อมูลหน่วยมอเตอร์ไซค์ลึกลับเผาทำลายทั่วกรุง เพื่อจุดชนวนความรุนแรง!

แต่ไม่อาจกลบเนื้อหาใจกลางปัญหา คือ การกอดอำนาจไม่ยอมปล่อย แล้วส่งทหารพร้อมอาวุธจริงเข้าปะทะกับม็อบ

ไม่มีนักประชาธิปไตยที่ไหน เอาภาพมอเตอร์ไซค์ลึกลับ มาสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบม็อบของรัฐบาลรสช.อย่างแน่นอน

ดังนั้นเหตุการณ์ปราบม็อบแดงปี 2553 จนตาย 98 ศพ

จึงไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลขณะนั้นพยายามขยายภาพกองกำลังชุดดำ!

เป็นสูตรเอาตัวรอดตามปกติ

แล้วมีคณะกรรมการชุดสองชุดพยายามขยายภาพ

เสมือนช่วยสร้างความชอบธรรมของคำสั่งให้ทหารใช้อาวุธจริงปราบม็อบ

สำหรับนักประชาธิปไตยแล้ว จะไม่หลงไปกับมุมเล็กๆ เพื่อกลบเกลื่อนการละเมิดสิทธิชุมนุมทางการเมือง

เป็นสูตรเดิมๆ ง่ายๆ ที่ใครก็รู้ทัน!

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9ESTBNVGd3T0E9PQ==&sectionid=

นักข่าวสายทหารชี้ยอดกระสุนสลายเสื้อแดงเกือบสองแสนนัด

ศปช. โพสต์ข้อมูลใหม่จากนักข่าวสายทหาร วาสนา นาน่วม จากบางกอกโพสต์ เจ้าของผลงาน “ลับลวงเลือด” ชี้จำนวนกระสุนที่ ศอฉ.ใช้ปราบเสื้อแดงมากกว่าจำนวนในรายงานของ คอป.วันนี้(21/9/2555) 15.30น. เฟซบุ๊ค ศปช. โพสต์ข้อมูลใหม่จากนักข่าวสายทหาร วาสนา นาน่วม จาก บางกอกโพสต์ เจ้าของผลงาน “ลับลวงเลือด” ได้ระบุว่า จำนวนกระสุนสงครามที่ ศอฉ. ใช้ในการสลายการชุมนุมปี 53 มีจำนวน 191,949 นัด ซึ่งคลาดเคลื่อนจากข้อมูลเดิมที่มีการระบุข้อมูลการใช้กระสุนสงครามจากหลายแหล่งว่ามีการใช้กระสุนทั้งหมด 117,923 นัดเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกันได้ชี้ว่ากระสุนสไนเปอร์ได้ถูกใช้ไปเพียง 500 นัด ลดลงจากข้อมูลที่เคยเสนอว่าใช้ไป 2,520นัด ทั้งนี้ยอดรวมกระสุนทั้งหมดที่วาสนาระบุเพิ่มขึ้นจากยอดเดิมถึง 74,026นัด

@Wassana Nanuam: “กระสุนศอฉ.53….รายงานที่คอป.อาจยังไม่เคยเห็น…ทบ.สรุปรายงานยอดกระสุนที่ใช้สลายม็อบแดง 191,949 นัดแม้จะพยายามหามาคืนให้มากที่สุดแล้วก็ตาม เผย “พล.อ.ประยุทธ์”เร่งสรุป ให้ตัวเลขน่าพอใจ

และยอมรับได้ แต่อ้างใช้กระสุนซุ่มยิง sniper หลายแบบ แต่ที่เป็น sniper จริงๆของหน่วยรบพิเศษ รวมใช้500 นัด/แต่ปืนซุ่มยิงดัดแปลง M1 ใช้ไป 4,842 นัด….ทบ.เพิ่งสรุปยอดกระสุนที่ใช้ไปในตอน ศอฉ.สลายเสื้อแดง 2553 ได้ เมื่อไม
่กี่วันมานี้ ทั้งๆที่ผ่านมา2ปีทบ.แจ้งให้หน่วยที่เบิกจ่ายไปส่งคืน ครั้งแรก ตัวเลขกระสุนสูงปริ๊ด จนไม่กล้าสรุป ทบ.ให้เวลาหน่วยไปหากระสุนมาคืนคลังให้ได้มากที่สุด จนมีการส่งคืนครั้งที่ 2 แล้วสรุปออกมาว่า มีการเบิกจ่ายกระสุนไป 9 ชนิด รวม 778,750 นัด และมีการส่งยอดคืน จำนวน 586,801 นัด สรุปใช้ไปจำนวน 191,949 นัด แม้ตัวเลขรวมจะมากกว่ารายงานของ คอป. แต่ยอดกระสุนสไน้ป์เปอร์จริงๆรวม 500 นัด ..โดยรายงานนี้จะนำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. หลังกลับจากเยือนอินโดนีเซียศุกร์นี้ (21กย.)”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง: ”ตัวเลขเป๊ะๆหลุดมาได้อย่างไร”เสียงบ่นจาก “พล.อ.ดาว์พงษ์”กรณียอดเบิกจ่ายกระสุน”พฤษภามหาโหด”

ที่มา:ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)

http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42763

31 ต.ค. นัดพิพากษา ‘สุรภักดิ์’ โปรแกรมเมอร์โดนข้อหาหมิ่นฯ

สืบพยานโจทก์-จำเลยเสร็จสิ้น ศาลนัดพิพากษาวันที่ 31 ต.ค.55 เวลา 9.00 น. คดี ‘สุรภักดิ์’ โปรแกรมเมอร์วัย 41 ปีถูกกล่าวหาเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คเราจะครองxxxx โพสต์ข้อความหมิ่น ผิด ม. 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ‘ประชาไท’ รวบรวมรายงานในประเด็นสำคัญ

20 ก.ย.55 ห้องพิจารณาคดี 804 ศาลอาญารัชดา มีการสืบพยานคดีที่นายสุรภักดิ์ (สงวนนามสกุล) โปรแกรมเมอร์วัย 41 ปี เป็นจำเลยในความผิดตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จากกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้าของเพจเราจะครอง xxxx ในเฟซบุ๊คและโพสต์ข้อความเข้าข่ายความผิด 5 ข้อความ โดยวันนี้เป็นวันสืบพยานนัดสุดท้าย และศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 ต.ค.นี้

ทั้งนี้ คำฟ้องระบุว่า จำเลยเป็นเจ้าของอีเมล์ dorkao@hotmail.com ซึ่งจัดทำเพจในเฟซบุ๊คชื่อว่า “เราจะครองxxxx” และกระทำการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดในวันที่ 4 พ.ค.54, 18 มิ.ย.54, 22 มิ.ย.54, 16 ส.ค.54 ในเฟซบุ๊ค และในวันที่ 2 ก.ย.54 เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวจำเลย จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ถูกจับจนถึงปัจจุบัน รวม 1 ปี 22 วันโดยศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวเพราะเกรงจะหลบหนี

การสืบพยานแบ่งเป็นการสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 18, 19, 20 ส่วนวันนี้ (21 ก.ย.) เป็นการสืบพยานจำเลย 2 ปาก คือ ตัวจำเลยและพยานผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศาลอนุญาตให้ทนายจำเลยนำคอมพิวเตอร์มาประกอบการเบิกความโดยฉายแสดงผ่านโปรเจ็กเตอร์ จำเลยขึ้นเบิกความว่า มีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ และเป็นเจ้าของบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งรับทำระบบให้กับหลายหน่วยงานทั้งราชการและเอกชน เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตัวจำเลยในวันที่ 2 ก.ย.54 ที่ลานจอดรถอพาร์ตเม้นท์ โดยแสดงหมายค้น จำเลยจึงนำตรวจค้นห้อง อย่างไรก็ตาม จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ส่วนในชั้นจับกุมในที่เกิดเหตุมีการเซ็นเอกสารยอมรับว่าเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คเราจะครองxxxx เพราะคิดว่าเอกสารดังกล่าวเป็นหมายค้น

จำเลยโต้หลักฐานตำรวจ เชื่อสร้างขึ้นใหม่-เครื่องต่อเน็ตหลังโดนจับ
จำเลยเบิกความต่อในประเด็นหลักฐานเอกสารที่พนักงานสอบสวนนำส่งในคดีนี้ ซึ่งเป็น internet temporary file ที่บ่งบอกว่าจำเลยเป็นเจ้าของเฟซบุ๊คเราจะครองxxxx และเป็นเจ้าของอีเมล์ dorkao@hotmail.com ซึ่งถูกระบุว่าเป็น user name ของบัญชีเฟซบุ๊คดังกล่าว อย่างละ 1 ไฟล์ ในประเด็นนี้จำเลยยืนยันว่า การใช้เฟซบุ๊คและฮอตเมล์นั้น จะไม่มีการเก็บ temporary file ในเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน เพราะเว็บทั้งสองมีนโยบายไม่ให้เก็บร่องรอยการเข้าใช้ไว้ใน temporary fileด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับการป้องกันไวรัสต่างๆ และมีนโยบายเรื่องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

นอกจากนี้จำเลยยังอธิบายอีกว่า การเกิด cache หรือ temporary file ก็จะต้องเกิดใน partition ที่ตั้งของระบบปฏิบัติการ คือ ไดร์ฟ C แต่หลักฐานระบุว่าเกิดใน ไดร์ฟ E ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ และยังปรากฏหลักฐานว่าเครื่องของกลางมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในวันที่ 2 ก.ย.54 เวลาประมาณ 20.00 น. และวันที่ 7 ก.ย.54 เวลาประมาณ 21.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้วด้วย

จำเลยสรุปว่าเอกสาร source code ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าได้จากการกู้ temporary file ในเครื่องนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่ทำขึ้นมาภายหลัง โดยการเซฟเองจากหน้าเพจที่ต้องการ ทำการแก้ไขดัดแปลงตามต้องการแล้วนำกลับเข้าไปใส่เป็น temporary file ในเครื่อง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์สามารถทำได้โดยง่าย จากนั้นจำเลยได้ทดสอบให้ศาลเห็นตามกล่าวอ้าง และยังแก้ไข source code ให้แสดงผลเป็นวันเวลาย้อนหลังตามที่ต้องการได้ด้วย

ทนายถามถึงทัศนคติทางการเมือง จำเลยเบิกความว่าจำเลยเป็นผู้มีความจงรักภักดี และตระหนักดีว่าสถาบันกษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรมากมาย ส่วนข้อความที่ปรากฏตามฟ้องนั้นอ่านแล้วรู้สึกแย่มาก และเห็นว่าวิญญูชนย่อมไม่กระทำการดังกล่าว จำเลยยืนยันว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเหตุที่มีการดำเนินคดีอาจเป็นเพราะกลุ่มล่าแม่มดมีความเข้าใจผิดแล้วแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ว่าตนเองเป็นผู้กระทำ

ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลยชี้กระบวนการตรวจไม่ได้มาตรฐาน
ต่อมาผู้เชี่ยวชาญฝ่ายจำเลย (ไม่ประสงค์ออกชื่อกับผู้สื่อข่าว-ประชาไท) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนด้านวิศวกรรมไฟฟ้าสื่อสารและการเขียนโปรแกรมให้กับโรงเรียนนายเรือ เบิกความว่าทั้งเฟซบุ๊คและฮอตเมล์มีระบบป้องกันเรื่องความเป็นส่วนตัวของของผู้ใช้ และข้อมูลการใช้งานทั้งหมดจะไปถูกเก็บอยู่ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊คและฮอตเมล์ จากนั้นผู้เชี่ยวชาญได้ใช้คอมพิวเตอร์แสดงให้ศาลเห็นว่าสามารถตรวจสอบพบคำสั่งดังกล่าวได้ใน source code ส่วน header ของเฟซบุ๊คซึ่งผู้ใช้ทั่วไปมองไม่เห็น

นอกจากนี้ source code ที่ใช้เป็นหลักฐานยังมีลักษณะถูกตัดทอน เลือกแสดงผลบางส่วนเพราะมีลักษณะสั้นมากและพบการดัดแปลงโดยเฉพาะในส่วนที่ทำตัวหนา เพราะ source code จะแสดงผลเป็นตัวอักษรแบบเดียวกันทั้งหมด ในส่วนเอกสารประวัติการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้น พบว่ามีความพยามต่ออินเทอร์เน็ต 2 ครั้งในวันที่ 2 ก.ย.54 และ 7 ก.ย.54โดยในครั้งที่สองนั้นล้มเหลว แสดงว่ามีการเปิดเครื่องเพื่อเชื่อมต่อ

พยานผู้เชี่ยวชาญขยายความว่า ตามหลักสากลและของไอซีทีเองจะต้องขั้นตอนการก็อปปี้ไฟล์จากฮาร์ดดิสก์ของกลางที่เข้มงวดมาก แล้วเจ้าหน้าที่จะตรวจจากส่วนที่ก็อปปี้ทั้งหมดมาโดยไม่เปิดเครื่องของกลางแต่อย่างใด เพื่อประกันว่าจะไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้นฉบับ แต่จากหลักฐานที่ตำรวจนำส่งไม่พบว่ามีกระบวนการดังกล่าวแต่อย่างใด

ตำรวจ ปอท.ระบุได้เบาะแสพร้อมจากประชาชนแจ้ง
ส่วนการสืบพยานโจทก์นั้น วันที่ 20 ก.ย.55 มี 2 ปาก ปากแรกคือ พ.ต.อ.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ จากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (ปอท.) เบิกความว่า การกระทำนี้ส่วนหนึ่งเกิดนอกราชอาณาจักรซึ่งอัยการสูงสุดได้มีหนังสือมอบหมายให้ผู้รักษาราชการแทนเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ ก่อนจับกุมมีการสืบสวนมาตั้งแต่ปลายปี 2553 จนถึงต้นปี 2554 พบว่ามีบุคคลใช้นามแฝง เราจะครองxxxx โพสต์ข้อความหมิ่นฯ ในเฟซบุ๊ค โดยเบื้องต้นนั้นได้รับการแจ้งจากพลเมืองดี ผ่านทางเว็บบอร์ดแจ้งเบาะแสของ ปอท. โดยผู้แจ้งใช้ชื่อว่า มานะชัย แสงสวัสดิ์ แจ้งว่าผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวนี้คือ นายสุรภักดิ์ พร้อมให้ที่อยู่ด้วย หลังจากนั้น นายเฉลิมชัย นักศึกษาราชภัฏจันทเกษมจึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษระบุว่า ผู้ใช้นามแฝงเราจะครอง xxxx ในเฟซบุ๊คโพสต์หมิ่น และพิมพ์ข้อความต่างๆ ออกมาเป็นหลักฐาน จึงได้เฝ้าดูพฤติกรรมทางออนไลน์ กระทั่งเข้าตรวจค้นห้องจำเลยในวันที่ 2 ก.ย.54 ซึ่งในขณะจับกุมจำเลยก็ได้เซ็นเขียนลายมือยอมรับว่าเป็นเจ้าของชื่อบัญชีดังกล่าวในเฟซบุ๊คจริง

พ.ต.อ.พิสิษฐ์กล่าวด้วยว่า เมื่อสอบถามถึงมูลเหตุจูงใจ จำเลยรับว่า เชื่อว่าการรัฐประหารเมื่อปี 2549 นั้นสถาบันอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้จำเลยโกรธแค้นและโพสต์ข้อความระบายความรู้สึก ซึ่งในเฟซบุ๊คแม้จะเป็นบัญชีส่วนตัวของจำเลยแต่ก็มีเพื่อนอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนนายโกเมน พิบูลย์โรจน์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เบิกความว่า เหตุที่เจ้าพนักงานกองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบไม่เจอร่องรอยข้อความตามฟ้อง เพราะข้อความที่โพสต์ขึ้นเฟซบุ๊คแล้วจะไม่หลงเหลือในเครื่องผู้ใช้ จากข้อมูลที่กู้ได้และนำส่งสามารถตามเอกสารนั้น สามารถยืนยันได้ว่ามีการใช้อีเมล์ dorkao@hotmail.com ในเครื่องนี้ แต่ไม่ทราบว่าใช้งานอย่างไร มีเนื้อหาอะไร และยืนยันว่าการใช้ฮอตเมล์จะเกิด cache ใน temporary file ของเครื่องได้

กองพิสูจน์หลักฐานยันคอมของกลางเกี่ยวข้องการกระทำผิด
ส่วนวันที่ 19 ก.ย.55 ว่าที่พ.ต.ต.นิติ อิทุลักษณ์ จากงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า ได้รับหนังสือจาก ปอท. ให้ตรวจสอบคอมพิวเตอร์ของกลางที่ทำการยึดมาทั้งโน้ตบุ๊กและแบบตั้งโต๊ะ เพื่อให้ค้นหาว่า มีการใช้งานต่ออินเทอร์เน็ตหรือไม่, มีการใช้อีเมล์dorkao@hotmail.com หรือไม่, มีการใช้งานเฟซบุ๊คชื่อ เราจะครองxxxxหรือไม่, เข้าใช้งานบัญชีชื่อ เราจะครองxxxx ในฐานะเจ้าของหรือไม่ รวมถึงตรวจหาข้อความตามรายการที่ส่งมาซึ่งระบุวันที่และเวลามาด้วยว่ามีหรือไม่ในคอมพิวเตอร์ของกลาง

พนักงานจากกองพิสูจน์หลักฐานเบิกความต่อว่า ได้ตรวจทุกประเด็น โดยตรวจพบประเด็นที่1-4 แต่ตรวจไม่พบในประเด็นสุดท้ายในการค้นหาข้อความตามฟ้อง ซึ่งอาจเป็นเกิดจากตัวระบบของคอมพิวเตอร์เอง หรือการโพสต์ข้อความดังกล่าวไม่ได้กระทำโดยเครื่องของกลาง

พยานอธิบายเพิ่มเติมว่า เจ้าพนักงานได้ทำการกู้ข้อมูลที่ลบไปและตรวจพบ temporary file ที่เกี่ยวข้องกับการเก็บตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ของเฟซบุ๊คด้วยชื่อดังกล่าว ซึ่งโดยปกติระบบจะเก็บโดยอัตโนมัติ บ่งบอกการเข้าใช้งานจำนวน 1 ครั้ง และไฟล์ที่บ่งบอกว่าเข้าใช้งานฮอตเมล์ในชื่อเมล์ดังกล่าวอีก 1 ครั้งโดยเข้าใช้งานเพียง 3 วินาทีซึ่งถือว่าปกติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายจำเลยได้นำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเช่นเดียวกับเครื่องของกลางให้พยานทดลองเข้าเฟซบุ๊คเพื่อดูว่าจะเกิดการเก็บ temporary file โดยระบบได้จริงหรือไม่ ปรากฏผลว่าไม่เกิด temporary file ตามที่เบิกความมา พยานอธิบายว่าอาจเป็นเพราะเพิ่งเข้าใช้งานครั้งเดียว ระบบจึงยังไม่เก็บก็ได้ และการเกิดไฟล์ดังกล่าวสามารถเกิดจากการก็อปปี้มาใส่ไว้ในเครื่องก็ได้ แต่เฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นที่สามารถทำได้

อ่านรายละเอียดคดีสุรภักดิ์ เพิ่มเติมได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/th/case/176#detail

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
12 สิงหา….ตามแม่ไปคุก

http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42775

อดีตผู้ต้องขังคดี พ.ค.53 ร้อง “ยงยุทธ” เร่งเยียวยาประกาศสถานะ “บริสุทธิ์”

อดีตผู้ต้องขังคดีปล้น CTW และเผาสถานที่ราชการ อุดร-อุบล ที่ศาลยกฟ้อง ร้อง “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” ประกาศความเป็นผู้บริสุทธิ์ต่อสาธารณะ เร่งรัดเยียวยา พร้อมขออัยการไม่อุทธรณ์คดีต่อ

สืบเนื่องจากกรณีที่ศาลอาญา กรุงเทพใต้ ยกฟ้องจำเลยคดีร่วมกันปล้น-ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืนในห้างเซ็นทรัลเวิร์ล และศาลจังหวัดอุดรธานีและอุบลราชธานี ยกฟ้องจำเลยคดีเผาสถานที่ราชการ จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53

วันนี้ (21 ก.ย.55) เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีและสูญเสียอิสรภาพ จากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 นำโดยนายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ พร้อมจำเลยคดีเผาศาลากลาง จ.อุดรธานีและ จ.อุบลราชธานี ที่ศาลได้ยกฟ้อง 15 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.)

นายอาทิตย์ เบ้าสุวรรณ หนึ่งในจำเลยที่ศาลยกฟ้องในคดีร่วมกันปล้น-ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืนในห้างเซ็นทรัลเวิร์ล หลังถูกคุมขังเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน 12 วัน กล่าวถึงข้อเรียกร้องว่า อยากให้รัฐบาลออกข้อกำหนดว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในช่วงที่มีการสลายการชุมนุม เม.ย. – พ.ค.53 เป็นโมฆะ เพื่อให้ประชาชนที่ถูกจำคุกและดำเนินคดีตามประกาศนี้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์

นายอาทิตย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้เร่งรัดการเยียวยาไม่เฉพาะในส่วนของตัวเงินตามมติ ครม. แต่ต้องประกาศต่อสาธารณะว่าผู้ที่ถูกยกฟ้องเป็นผู้บริสุทธิ์เพื่อคืนศักดิ์ศรีให้แก่พวกเขา รวมถึงขอให้ออกคำสั่งไม่ให้อัยการอุทธรณ์คดีที่ศาลได้ตัดสินยกฟ้องแล้ว เพื่อให้คดีสิ้นสุด และเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการเยียวยา

ทั้งนี้ นายอาทิตย์ กล่าวด้วยว่า จนบัดนี้ ผู้ที่ถูกดำเนินคดีและสูญเสียอิสรภาพยังไม่ได้รับการเยียวยาจากภาครัฐเลย และหลังจากศาลพิพากษาแล้วก็ไม่มีหน่วยงานไหนมารับผิดชอบ จึงมาร้องเรียน เมื่อเดือนที่แล้วได้เคยยื่นหนังสือถึงนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ยังไม่มีความคืบหน้า

นายอาทิตย์ กล่าวว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ได้รับหนังสือข้อเรียกร้องดังกล่าว พร้อมรับว่าจะดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ทางกลุ่มมองว่าหากยังไม่มีความคืบหน้าภายใน 1 เดือน จะทำหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีต่อไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
ยกฟ้อง! เสื้อแดงปล้น CTW ฝ่าฝืนพ.ร.ก.สั่งจำคุกครึ่งปี หลังถูกขังปีครึ่ง
จำคุก 4 เสื้อแดงอุบล 33 ปี 4 เดือน-ปล่อย 9 ผู้บริสุทธิ์หลังขังฟรีปีกว่า
จำคุก 9 เสื้อแดงอุดร เรียกค่าเสียหายกว่า 140 ล้าน

http://www.prachatai.com/journal/2012/09/42773

สถานะ ความจริง เกี่ยวกับ รัฐบุรุษอาวุโส ของปรีดี พนมยงค์

เรื่องอันเกี่ยวกับ นายปรีดี พนมยงค์ มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกิดขึ้นและดำรงอยู่เป็นจำนวนมากทั้งด้วยความตั้งใจและด้วยความไม่รู้

อย่างเช่นเรื่องที่ท่านได้เป็น “รัฐบุรุษอาวุโส” เป็นต้น

มีความเข้าใจผิดมากมาย และในบรรดาความเข้าใจผิดทั้งหลายนั้นรวมถึงความเข้าใจที่ว่าท่านได้เป็นเพราะว่าความเสียสละของท่าน

ถูกรัฐประหาร ขับออกนอกประเทศแล้วก็ก้มหน้าก้มตายอมรับ

จิตใจเสียสละเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาติ ไม่เดินทางกลับประเทศนั้นแหละทำให้ได้รับยกย่องและทูนขึ้นสูงในสถานะแห่ง

ความเป็น “รัฐบุรุษอาวุโส”

ทั้งที่ในความเป็นจริงประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้ นายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2488

ดังความโดยละเอียด ดังนี้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริเห็นว่า นายปรีดี พนมยงค์ ได้เคยรับหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินในตำแหน่งสำคัญๆ มาแล้วหลายตำแหน่ง จนในที่สุดได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

และปรากฏว่า ตลอดเวลาที่ นายปรีดี พนมยงค์ ดำรงตำแหน่งเหล่านี้

ได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ทั้งได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ในความปรีชาสามารถ บำเพ็ญคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติเป็นอเนกประการ

จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ยกย่อง นายปรีดี พนมยงค์ ไว้ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโสและให้มีหน้าที่รับปรึกษากิจราชการแผ่นดินเพื่อความวัฒนาถาวรของชาติสืบไป

นี่ย่อมเป็นเรื่องอันเกิดขึ้นก่อนรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490

อันมีผลโดยตรงในการโค่นรัฐบาล พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ แต่สะเทือนไปถึง นายปรีดี พนมยงค์

นี่ย่อมเกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ที่เรียกว่ากบฏวังหลวงเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492

อันมีผลให้ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปอาศัยอยู่ในประเทศจีนอย่างยาวนานก่อนจะย้ายไปยังประเทศฝรั่งเศสในกาลต่อมา กระทั่ง ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบ ณ บ้านชานกรุงปารีส

ที่หลายคนเข้าใจว่าสถานะแห่ง “รัฐบุรุษอาวุโส” ของ นายปรีดี พนมยงค์ ได้มาเพราะความอดทน อดกลั้น โดยไม่ยอมกลับประเทศให้เกิดปัญหาทางการเมือง

จึงไม่น่าจะเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง

แท้จริงแล้ว สถานะแห่งความเป็น “รัฐบุรุษอาวุโส” นายปรีดี พนมยงค์ ได้มาก่อนหน้านั้น

ที่สำคัญก็คือ ได้มาจากสถานะแห่งความเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ที่สำคัญก็คือได้มาเพราะบทบาทในการเคลื่อนไหวกู้ชาติผ่านขบวนการเสรีไทยระหว่างสงคราม

และได้มาเมื่อเดือนธันวาคม 2488

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9ESTBNVFUwTlE9PQ==&sectionid=

คำถามถึงคอป.

บทบรรณาธิการ ข่าวสด

เพราะการประกาศตัวเป็น”ผู้ค้นหาความจริงให้กับสังคม” เพราะการวางตัวให้เกิดความคาดหวังจากสังคม และเพราะชื่อเสียงตำแหน่งงานในอดีตที่ผ่านมา

เมื่อรายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) ออกเผยแพร่เป็นที่รับรู้ทั่วไป

คนจำนวนไม่น้อยจึงตั้งข้อสงสัยกับจุดยืน รวมไปถึงความน่าเชื่อถือวิธีการในการแสวงหาข้อมูลที่นำออกมาแถลงว่าเป็นข้อเท็จจริง

หากต้องการนำไปสู่การแสวงหาความจริงและความปรองดองของสังคมอย่างแท้จริง มิใช่ทำให้เกิดความแตกแยกกันยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

คอป.พึงตอบ และต้องตอบให้ดี

โดยเฉพาะข้อวิจารณ์จากคนกลางหรือนักวิชาการด้วยกัน อาทิ นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ผู้ประสานศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผล กระทบจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 (ศปช.) ซึ่งลงพื้นที่และสัมผัสกับผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ด้วยตนเอง

เช่น”รายงานสรุปของคอป.มี 300 กว่าหน้า แต่ที่วิเคราะห์เรื่องความรุนแรงมีเพียง 100 กว่าหน้า สิ่งที่คอป.พยายามนำเสนอ เป็นเรื่องของชายชุดดำที่มีความสำคัญกับกลุ่มนปช.

แต่ไม่มีการวิจารณ์ว่าการพยายามควบคุมฝูงชนด้วยการขนอาวุธหนัก ใช้กระสุน 1-2 แสนนัด ใช้กำลังทหารมากมาย

เป็นสิ่งที่เหมาะสมถูกต้องหรือไม่”

“คอป.พยายามช่วยสร้างเกราะกำบังให้ผู้นำรัฐบาลและผู้นำศอฉ.ขณะนั้นว่า ได้กำชับแล้วว่าให้ใช้อาวุธอย่างถูกต้องตามขั้นตอน แต่เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการไม่ได้ทำตามคำสั่ง

แต่ไม่สามารถทำให้เห็นได้ว่า ทำไมเจ้าหน้า ที่จึงไม่จับกุมหรือว่ายิงชายชุดดำ กลับใช้วิธีการยิงใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ หรือมีอาวุธแต่เป็นประเภทไม่ร้ายแรง

เราไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีชายชุดดำ โดยเฉพาะคืนวันที่ 10 เม.ย.53 แต่ต้องแยกแยะว่าความตายอันไหนเกิดขึ้นจากฝีมือชายชุดดำ และความตายอันไหนเกิดขึ้นจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ”

คอป.จะชี้แจงคำถามเช่นนี้ด้วยข้อเท็จจริง มิใช่ด้วยความเชื่อส่วนตัวอย่างไร

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME9ETXpOakl3Tmc9PQ==&sectionid=

′ความจริง′จาก′ผู้สูญเสีย′ ′ความจริง′จาก′คอป.′?

เหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นับเป็นการปราบปรามการชุมนุมที่รุนแรงครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2 ปีผ่านไป แต่ความจริงจากเหตุการณ์ยังไม่กระจ่างชัด

เกิดสภาพ “ความจริง” คนละชุด โดยเฉพาะเมื่อกรณีนี้ได้กลายเป็นคดีความ ทยอยเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ

ล่าสุดยังมีรายงานของ “คอป.” นำเสนอผลการสอบสวน 98 ศพ และข้อเสนอในการปรองดอง

พบว่ามีข้อมูลหลายเรื่องเป็นปัญหา จน เกิดการโต้แย้งจากคนเสื้อแเดง และญาติ ผู้เสียชีวิต

กลุ่ม “ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.)” ได้ตามเก็บรวบรวมข้อมูล สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง จัดระบบข้อมูล และตีพิมพ์เป็นหนังสือเล่มใหญ่ ชื่อว่า “ความจริงเพื่อความยุติธรรม : เหตุการณ์และผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53”

และได้จัดเสวนาเรื่อง “ความจริงเพื่อความยุติธรรม” พร้อมกับเปิดตัวหนังสือ ดังกล่าว ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยเชิญญาติวีรชน 98 ศพ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวมาร่วมงานครั้งนี้ พร้อมกับมอบหนังสือดังกล่าวให้ด้วย

ญาติของผู้เสียชีวิตที่รับเชิญขึ้นเวที 4 คน และได้แสดงความเห็นต่อรายงานของ คอป. ไว้อย่างน่าสนใจ

นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดาของเฌอ หรือนายสมาพันธ์ ศรีเทพ ผู้ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 ที่ซอยรางน้ำ ได้กล่าวว่า นายคณิต ณ นคร บอกว่า คอป.ไม่มีหน้าที่ชี้ถูกหรือชี้ผิด แต่ คอป.มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลเพื่อ ที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดองและสมานฉ ันท์ของคนในชาติ

ไม่กี่วันมานี้ ไปออกรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่ง นายสมชาย หอมลออ โทรศัพท์เข้ามาร่วมรายการ ผมก็ได้ถามว่า ในการสลายการชุมนุมในคราวนั้น มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้เห็นว่าผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายได้สร้างเหตุร้ายแรงจนต้องใช้กำลังทหารเข้าไปสลายการชุมนุม

นายสมชายตอบผมว่า ให้ผมไปอ่านในรายงานของ คอป. ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ตลก สุดท้ายเรื่องของชายชุดดำก็มาบรรจบลงตรงนั้นพอดี

นางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ น.ส. กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 กล่าวว่า

“กรณี 6 ศพวัดปทุมฯ นักการเมืองไป พูดในสภาว่ามี 2 ใน 6 ศพที่มีเขม่าดินปืนอยู่ ที่มือ ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่วัน คอป.ได้เชิญดิฉันไปพบกับเจ้าหน้าที่ ซึ่งในวันนั้นดิฉันได้พบคุณ หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ซึ่งคุณหมอก็ได้พูดชัดเจนต่อหน้านักข่าวว่า ได้พิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์ทุกขั้นตอนก็ไม่พบเขม่าดินปืนเลย ซักศพเดียว นั่นก็แสดงว่า 6 ศพวัดปทุมถูกกล่าวหาทุกศพเลย

“ดิฉันมีความเห็นต่างกับ คอป. เพราะที่ คอป.ได้เชิญเข้าไปพูดคุย เจ้าหน้าที่ทหารก็ได้ยอมรับกับดิฉันเองว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารยิงเข้าไปในวัดปทุมฯจริง และก็ได้ถามไล่จนยอมรับหลุดคำพูดออกมาเรื่อยๆ ซึ่งคุณสมชาย หอมลออ ซึ่งอยู่ในห้องนั้นด้วย ก็ได้ยุติการพูดคุย บอกได้เลยว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาดิฉันไม่มีความเชื่อถือใน คอป.อีกเลย” นางพะเยาว์กล่าว

นายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่นจันทร์ บิดาของ นาย เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว วันที่ 10 เม.ย.53 กล่าวว่า วันนั้นมีการสลายการชุมนุมที่แยกคอกวัว ตนเฝ้ารอให้ลูกชายโทร.กลับมาด้วยความเป็นห่วง จนกระทั่งมีเบอร์ของลูกชายโทร.มาก็ดีใจว่ายังปลอดภัยดี แต่กลับเป็นเสียงของพยาบาลบอกว่าลูกชายถูกยิง จึงรีบออกไปหายังได้คุยกับเขาจนกระทั่งหมดลมหายใจ

“ลูกชายของผมเป็นเสาหลักของครอบครัว หาเลี้ยงและก่อนที่จะเสียชีวิตได้กู้เงินมาเพื่อ ซื้อบ้านให้ครอบครัวได้อยู่กัน แต่หลังจากเขาเสียชีวิตไป ภาระหนี้สินที่เกิดจากการซื้อบ้านทำให้ ผมเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ในช่วงนั้นมีความลำบากมาก แต่ก็ได้เงินเยียวยาของรัฐบาลมาช่วยบรรเทา ให้ครอบครัวของผมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมอยากจะให้ความเห็นในเรื่องรายงานของ คอป. ว่าเป็นเรื่องโกหกสีดำมาก ผมอยากให้คุณ คณิต (นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.) กลับไปคิดทบทวนดูว่า ถ้าหากเป็นลูกหลานของท่านเอง แล้วจะคิดแบบนี้หรือเปล่า” นายบรรเจิดกล่าว

นายสมชาย เจียมพล บิดาของ นาย ทิพเนตร เจียมพล ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายม็อบที่แยกดินแดงเมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ต้องการสิทธิและเสรีภาพ โดยหวังให้รัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ ผมสูญเสียลูกชายไป ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวไป

“ครั้งแรกที่ผมได้ยินว่าลูกชายผมเสียชีวิต ผมตกใจมาก ผมคิดอยู่เสมอว่าลูกชายของผมไม่ควรเสียชีวิตในคราวนั้น เพราะลูกผมเป็นคนดี ขยันทำมาหากิน ช่วยเหลือคนอื่นมาโดยตลอด ผมเสียใจที่คนมีอำนาจสั่งการสลายการชุมนุมในคราวนั้น ไม่เคยมีใครออกมาขอโทษหรือออกมารับผิดชอบเลย วันนี้ถ้ามีคนมาขอโทษผมก็พร้อมที่จะอโหสิกรรมให้” นายสมชายเล่า

นายสมชายกล่าวต่อว่า ในฐานะที่เป็นพ่อคนหนึ่งเข้าใจดีสำหรับการสูญเสียของทุกๆ ครอบครัว บางครอบครัวสูญเสียเสาหลักไป มีความลำบากมากในช่วงที่ผ่านมา การได้รับเงินเยียวยาทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็จริง แต่คงไม่มีค่าเท่ากับความสูญเสียทางจิตใจที่เกิดขึ้นกับตนไม่ได้เลย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือจะต้องนำคนผิดมาลงโทษให้ได้

นี่คือเสียงของ “ความจริง” จากผู้สูญเสีย ตัวจริงเสียงจริง

หน้า 9,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน 2555

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1348376745&grpid=&catid=01&subcatid=0100