Monthly Archives: February 2013

สุณัย ผาสุข: นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับอย่างเปิดเผยว่าต้องเจรจา

พิณผกา งามสม สัมภาษณ์/เรียบเรียง
 
สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอทช์ ชี้สัญญาณบวกจากกรณีรัฐบาลไทยและมาเลเซียมีความตกลงร่วมกันในการเปิดเจรจาสันติภาพกับตัวแทนกลุ่มแบ่งแยกดินแดน BRN ชี้เป็นก้าวแรกและเป็นก้าวสำคัญ
 
ภายหลังข่าว สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ลงนามข้อตกลงร่วมกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบชาวมุสลิม BRN เพื่อแก้ปัญหาไฟใต้ที่ยืดเยื้อกว่า 10 ปี โดยข้อตกลงดังกล่าว รัฐบาลไทยลงนามร่วมกับ “ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี” หรือ “บีอาร์เอ็น” (Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในภาคใต้ของไทย เพื่อเตรียมแก้ปัญหาความขัดแย้ง
สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยของฮิวแมนไรท์วอทช์ ทวีตผ่าน @sunai แสดงความยินดีต่อกระบวนการดังกล่าวว่า “การลงนามประกาศเจตนารมณ์พูดคุยสันติภาพคือการยอมรับอย่างเป็นทางการครั้งแรกของไทยต่อการคงอยู่ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่ง BRN เป็นกองกำลังหลัก”
ความเห็นของเขาเป็นความเห็นแรกๆ ที่ออกมาวิจารณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในเชิงบวก พร้อมทั้งแสดงความหวังว่ากระบวนการสันติภาพจะเดินหน้าต่อไป ประชาไทสัมภาษณ์เขาเพิ่มเติม โดยเขามีข้อเสนอแนะด้วยว่า นอกเหนือจากความน่ายินดีที่รัฐบาลนี้ก้าวหน้าพอที่จะยอมรับว่ามีกลุ่ม BRN อยู่จริง และยอมรับความสำคัญของการเจรจาแล้วสิ่งที่ต้องทำต่อไปก็คือกระบวนการคืนความยุติธรรมให้คนในพื้นที่และขจัดวัฒนธรรมการไม่ต้องรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐไทยลงเสีย ไม่เช่นนั้น ก้าวต่อไปของขบวนการสันติภาพคงเกิดขึ้นได้ยาก

จากการโพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ ดูเหมือนคุณเห็นว่านี่คือก้าวสำคัญของกระบวนการสันติภาพในชายแดนใต้
เป็นกระบวนการที่สำคัญมาก ถือเป็นความสำคัญมากและเป็นครั้งแรกที่ทางการไทยยอมรับอย่างเปิดเผยและเป็นทางการต่อการคงอยู่ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่บีอาร์เอ็นเป็นแกนนำ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีกระบวนการพูดคุยมาตลอดแต่ไม่มีใครยอมรับอย่างเปิดเผยมาก่อน
และอีกประการคือ เป็นการยอมรับอย่างเปิดเผยต่อกระบวนการที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ก็คือกระบวนการเจรจา ผมขอชมว่านี่เป็นความกล้าหาญทางการเมืองที่สำคัญมากของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าสถานการณ์ภาคใต้จะดีขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้ เพราะเป็นเพียงข้อตกลงว่าจะพูดคุยกัน
 
มีการตั้งข้อสังเกตว่า คนที่ร่วมลงนามในนามบีอาร์เอ็นไม่ใช่แกนนำ และฝ่ายขบวนการอาจจะยังไม่ได้นำเสนอข้อเสนอของตัวเอง
เป็นข้อสังเกตกันมาทุกครั้ง แต่ถ้าเรามาเกี่ยงกันว่าคนไหนตัวจริงก็ไม่มีทางได้พูดคุยกัน การพูดคุยกันนั้นหลักการก็คือว่าการแบ่งแยกดินแดนในภาคใต้ของไทยมีลักษณะกระจายตัวค่อนข้างมาก ถ้าการพูดคุยกับกลุ่มหนึ่งทำได้ดี สามารถเชื่อใจกันไว้วางใจกันได้ ก็สามารถขยายผลไปยังการพูดคุยกับแกนนำกลุ่มอื่นๆ แล้วหวังว่าในที่สุดรัฐไทยก็จะสามารถประสานกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ยอมรับกระบวนการเจรจาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะยังเหลือกลุ่มที่รุนแรงที่เชื่อว่าการเจรจาขัดหลักการของกลุ่ม แต่ก็จะสามารถแยกคนสองกลุ่มออกจากกันได้
อย่างไรเสีย การสู้รบกันด้วยกำลังทหารก็บาดเจ็บล่มตายกันไป ก็ส่งผลกระทบอย่างมาก จากเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นมีคนเสียชีวิตห้าพันกว่าคน เก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เป็นพลเรือน ถ้ามีช่องทางอื่นก็จะเป็นความหวัง
อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะรู้สึกว่า เป็นก้าวสำคัญ แต่รู้สึกว่ายังทำได้ไม่พอ น่าจะทำได้มากกว่านี้ คือกระบวนการที่คุยกันเป็นการคุยแบบไทย เน้นความอาวุโสโดยเชื่อว่าคุยกับตัวหัวหน้าได้ ก็กล่อมลูกน้องได้ แต่สิ่งที่รัฐไทยไม่เคยยอมรับก็คือ สิ่งที่ทำให้เราเอาชนะใจคนไม่สำเร็จ ทำให้เป็นเงื่อนไขของการเข้าร่วมกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนและใช้ความรุนแรงก็คือ ความยุติธรรม เรามัวแต่หาแกนนำจริงปลอม แต่เงื่อนไขที่ทำให้เขาหาสมาชิกใหม่ได้ทุกวันเพราะเขายังรู้สึกว่าเขาเป็นพลเมืองชั้นสอง รัฐยังปฏิบัติต่อเขาอย่างไม่เท่าเทียม รัฐไทยยังไม่ได้ให้ความยุติธรรม และไม่ได้ยุติวัฒนธรรมการทำผิดและไม่ได้รับการลงโทษของเจ้าหน้าที่
ดังนั้น ผลการเจรจาจะยังไม่เกิดตราบที่คนในพื้นที่ยังอยู่ในสภาพเงื่อนไขที่ปลูกฝังอุดมการณ์ความรุนแรง ทุกเมื่อเชื่อวัน ยังมีเงื่อนไขอย่างตากใบ กรณี 16 ศพหรือกรณีของมะรอโซ ซึ่งกรณี 16 ศพและมะรอโซควรเป็นบทเรียน เหมือนนาฬิกาปลุก ให้เข้าสู่การเจรจา และลดความอยุติธรรมในพื้นที่
สิ่งที่ต้องเร่งทำหลังจากนี้คือต้องคืนความยุติธรรมให้กับคนมลายูมุสลิม  ผมต้องข้อสังเกตว่า ก่อนหน้านี้ทุกคนยกการ์ดสูงมากแต่ก็เกิดน้ำท่วมเสียก่อน ไม่อย่างนั้นอาทิตย์นี้เราเหนื่อยแน่
 
ก่อนหน้านี้ฮิวแมนไรท์วอทช์แถลงการณ์เรียกร้องอย่างชัดเจนและรุนแรงต่อกลุ่มแบ่งแยกดินแดน เมื่อมีกระบวนการเจรจาเกิดขึ้น มีข้อเสนอต่อขบวนการอย่างไร
ฝั่งกลุ่มแบ่งแยกดินแดนเองเมื่อประกาศเจตนารมณ์ที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจา สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือให้เคารพหลักการระหว่างประเทศ หลักกฎหมายสงคราม ยุติการโจมตีทำร้ายพลเรือนโดยทันที นี่เป็นสิ่งที่เขาจะแสดงความบริสุทธ์ใจได้เป็นอย่างแรก ประกาศออกมาเลย จะเป็นการประกาศฝ่ายเดียวก็ได้ว่าจะขอให้ยุติการโจมตีพลเรือนทุกชาติพันธุ์ ทุกศาสนาในพื้นที่โดยทันที เพื่อแสดงความจริงใจ มากกว่าแค่ลงนามกับรัฐ
การต่อสู้กับกำลังรบอาจจะดำเนินต่อไป แต่ไม่แตะต้องพลเรือน สถานพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น
 
ปรากฏการณ์ที่สื่อไทยตามข่าวไม่ทัน คุณมองว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญ
สื่อไทยตามไม่ทัน ผมเข้าใจว่าสื่อไทยโดนกัน ก็สะท้อนวิธีคิดฝ่ายความมั่นคงที่เข้ามาเป็นกระบวนการสำคัญ คือฝ่ายไทยมักจะมองว่าเวอร์ชั่นสำหรับคำอธิบายมันต้องเป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับความเห็นชอบของรัฐเท่านั้น ซึ่งก็ทำให้สังคมไทยไม่มีโอกาสเข้าใจสถานการณ์ภาคใต้ อย่างกรณีบาเจาะ 16 ศพเป็นครั้งแรกที่สื่อไทยพยายามอธิบาย แต่พออธิบายไม่เท่าไหร่ก็ถูก ผบ.ทบ. ตวาดให้หยุด แล้วก็หยุดหมดเลย ถ้ามองสกู๊ปเกี่ยวกับผู้ที่เสียชีวิตกรณี 16 ศพ ที่บาเจาะ ก็น่าสนใจเชิงสถิติ ว่าเป็นคนที่ผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงเท่าไหร่ ผ่านเหตุการณ์ตากใบเท่าไหร่ การละเมิดสิทธิครั้งใหญ่เป็นจุดพลิกผันให้คนติดอาวุธฆ่าฟัน ข้อมูลเหล่านี้น่าสนใจ แต่เมื่อ ผบ.ทบ. ตวาดสื่อก็หยุดหมด วัฒนธรรมตรงนี้ต้องเปลี่ยน
 
 
เรื่องที่เกี่ยวข้อง: 
ชีวิตเบื้องหลัง 16 ศพบาเจาะ เผยมูลเหตุจูงใจจับอาวุธสู้
“มันไม่ใช่ความสำเร็จ” กรณีสิบหกศพกับการเปิดแนวรบ (ไม่ใหม่)
ฮิวแมนไรท์วอทช์ชี้ผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ต้องยุติการโจมตีพลเรือน
บีบีซีเผยไทยลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับ ‘บีอาร์เอ็น’

http://prachatai.com/journal/2013/02/45537

เลขาสมช. ลงนามครั้งประวัติศาสตร์กับแกนนำกลุ่ม “บีอาร์เอ็น” หนุนสันติภาพดับไฟใต้

 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 ก.พ. พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วยพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก รองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ท.สุรวัฒน์ บุตรวงษ์ ผู้แทน กอ.รมน. พล.ต.ท.สฤษดิ์ชัย เอนกเวียง ผบช.สันติบาล และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส เป็นผู้แทนฝ่ายไทย
 
 ขณะที่ฝ่ายมาเลเซียประกอบด้วย ดาโต๊ะมูฮัมหมัด ทาจูดดิน บินอับดุลวาฮับ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมาเลเซีย พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ผู้บริหารระดับสูงของมาเลเซีย
 
 สองฝ่ายร่วมพิธีลงนามความร่วมมือในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่างเลขาธิการ สมช.ของไทยกับมาเลเซีย และนายฮาซัน ตอยิบ หัวหน้าฝ่ายประสานงานต่างประเทศขบวนการบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเน็ท ผู้รับมอบอำนาจพร้อมแกนนำอีก 5 คน ซึ่งการลงนามดังกล่าวทางการมาเลเซียได้อำนวยความสะดวกในเรื่องของสถานที่และประสานงาน 
 
 ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวจะส่งให้เกิดการพูดคุยเพื่อสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้เป็นดำเนินการต่อเนื่องจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยและมาเลเซีย ซึ่งได้มอบหมายให้ สมช.ของ 2 ประเทศ ร่วมกันหาทองออกเพื่อสันติภาพ และประเทศไทยได้ดำเนินการตามนโยบายภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเห็นต่างๆ ในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มบีอาร์เอ็นได้เข้ามาร่วมหารือเป็นกลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนี้ และเชื่อมั่นว่าจะมีอีกหลายกลุ่มเข้ามาหารือในลักษณะนี้ ดังนั้น เมื่อเกิดการพูดคุยแล้วมั่นใจว่าบรรยากาศสันติภาพในพื้นที่จะเกิดขึ้น

 อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการพูดคุยกับผู้แทนกลุ่มบีอาร์เอ็นยังไม่มีเงื่อนไขต่อรอง และจะมีการพูดคุยกันอย่างต่อเนื่อง โดยภายใน 1-2 สัปดาห์จะมีการพูดคุยกับอีกหลายกลุ่ม ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นและเกิดความชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ทางรัฐบาลมาเลเซียพร้อมเข้ามาสนับสนุนให้เกิดสันติภาพโดยเร็ว
 
 ด้านนายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ผู้ว่าฯนราธิวาส กล่าวว่า การดำเนินการในลักษณะดังกล่าว เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ดีขึ้น หากแกนนำกลุ่มที่เคลื่อนไหวจะช่วยส่งสัญญาณให้บุคคลที่ยังเคลื่อนไหวยุติการสร้างความวุ่นวาย เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดอง สงบและสันติ ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้กลุ่มคนที่ก่อความไม่สงบกลับบ้าน ยุติการกระทำและออกมาพูดคุย เพื่อนำไปสู่ความปรองดองสร้างสันติสุขในพื้นที่ โดยทางจังหวัดพร้อมเข้าไปดูแลครอบครัวของกลุ่มคนเหล่านี้อย่างเต็มที่

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMk1qQXpNekU1T1E9PQ==&subcatid=

ผู้นำสตรีไทยและเกาหลี สร้างความคุ้นเคยและใกล้ชิด ร่วมพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี พร้อมส่งเสริมบทบาทสตรี

วันนี้ (25 กุมภาพันธ์ 2556) เวลา 14.30 น. ภายหลังการเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเดินทางไปยังทำเนียบประธานาธิบดี (Blue House) เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะและหารือทวิภาคีกับมาดามปัก กึน-ฮเย ประธานาธิบดีคนใหม่แห่งสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกของการพบหารือภายหลังรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ โดยมีการหารือทิศทางการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือต่างๆทั้งในระดับทวิภาคีและระหว่างประเทศ พร้อมทั้งตอกย้ำและสานต่อความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกัน สรุปดังนี้  
 
นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับมาดามปัก กึน-ฮเย ประธานาธิบดีสตรีคนแรกของสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นมิตรประเทศเก่าแก่ของไทย และรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติที่ได้มีโอกาสร่วมแสดงความยินดีกับผู้นำสตรีสำคัญในพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง โดยไทยและสาธารณรัฐเกาหลีมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และร่วมเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างกัน รัฐบาลไทยมีความยินดีร่วมพัฒนาและส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศทั้งสองและภูมิภาค ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้ง จะสานต่อความร่วมมือที่ได้มีการตกลงกันไว้ในสมัยประธานาธิบดี อี มยอง-บัก ให้มีความก้าวหน้าต่อไป  ซึ่งมาดามปัก กัน-ฮเย ได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีต่อการเดินทางเข้าร่วมพิธีสาบานตนในครั้งนี้ และยินดีที่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดในทุกมิติ ทุกระดับ รวมทั้งพร้อมพัฒนาสานต่อความสัมพันธ์สู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้  
 
ในโอกาสนี้ ผู้นำสตรีทั้งสอง ต่างยินดีและชื่มชมต่อบทบาทสตรีในปัจจุบัน ที่ได้รับการยอมรับและก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง ทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม และในฐานะผู้นำสตรีด้วยกันจะได้ร่วมกันพัฒนาและส่งเสิมคุณภาพชีวิต สิทธิและบทบาทสตรี เพื่อเปิดและขยายโอกาสสำหรับสตรีให้มากยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้หยิบยกนโยบายการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีของไทย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาศักยภาพของสตรีด้อยโอกาส และการเยียวยาสตรีที่ประสบปัญหาให้ดำรงชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี    
 
ซึ่งมาดามปัก กัน-ฮเย แสดงความสนใจและหวังว่าจะได้พบปะกับนายกรัฐมนตรีได้บ่อยขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาและส่งเสริมคุณภาพชีวิตสตรี  โดยรัฐบาลเกาหลีชุดปัจจุบันมีนโยบานการดูแลสตรีเช่นกัน เพราะในสังคมเกาหลีสตรีต้องแบกภาระการทำงานและดูแลครอบครัว  รัฐบาลตั้งใจช่วยเหลือโดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร เพื่อเพิ่มความสุขของสตรีอันจะนำไปสู่การช่วยขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ  
 
สำหรับมิติด้านความสัมพันธ์และความร่วมมือ ผู้นำทั้งสองเห็นพ้องที่จะผลักดันการศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ และขยายการค้าให้ถึง 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2016 ตามที่ได้เคยประกาศไว้ ส่วนการลงทุน ก็จะเร่งเพิ่มและขยายการลงทุนระหว่างกัน โดยเฉพาะการลงทุนจากเกาหลีในประเทศไทย ที่ยังมีโอกาสอีกมาก เช่น ยานยนต์ เหล็ก พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน ที่ไทยกำลังเร่งพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และการเชื่อมโยงภูมิภาค ซึ่งเกาหลีจะสนับสนุนนักธุรกิจและนักลงทุนเดินทางมาประเทศไทย  เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนและขยายธุรกิจร่วมกัน
นอกจากนี้ ในโอกาสที่ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ในเดือนพฤษภาคมนี้ และเกาหลีถือว่ามีประสบการณ์ และความเป็นเลิศในการบริหารจัดการน้ำ
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวเชิญประธานาธิบดีเข้าร่วมประชุมฯและเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสนี้ด้วย ซึ่งประธานาธิบดีฯแสดงความสนใจและยินดีร่วมการประชุมและการเยือนหากเวลาเอื้ออำนวย
ภายหลังการหารือทวิภาคีกับมาดามปัก กึน-ฮเย เวลา 15.00 น. นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางออกจากทำเนียบประธานาธิบดี ไปยัง ท่าอากาศยานทหาร Seoul Airbase เพื่อออกเดินทางไปยังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ซึ่งจะเดินทางไปถึงท่าอากาศนานาชาติฮ่องกง เขตบริหารพิเศษฮ่องกงใน เวลา 18.00 น

https://www.facebook.com/notes/yingluck-shinawatra/ผู้นำสตรีไทยและเกาหลี-สร้างความคุ้นเคยและใกล้ชิด-ร่วมพัฒนายกระดับความสัมพันธ์ไทย/468556436533436

Park Geun-hye takes office as South Korean president

Park-Geun-hye-at-her-inau-008.jpg

Park Geun-hye at her inauguration as South Korean president. Photograph: Park Jin-hee/Getty

South Korea‘s new president, Park Geun-hye, has called on North Korea to abandon its nuclear weapons programme, as Pyongyang edges closer towards membership of the global club of nuclear states.

Park, who was sworn in on Monday as South Korea’s first female president, said she would not tolerate provocations from the North, which conducted its third nuclear test this month.

“North Korea’s recent nuclear test is a challenge to the survival and future of the Korean people,” Park, who was elected on 19 December, told a crowd of 70,000 people outside the national assembly building in Seoul. “Make no mistake, the biggest victim will be none other than North Korea itself.”

Park’s biggest foreign policy challenge will be to end five years of worsening ties with the North under her predecessor and fellow conservative, Lee Myung-bak, and persuade the regime to return to nuclear negotiations.

She indicated that she could soften her predecessor’s hardline stance if the North, under its young leader, Kim Jong-un, was willing to make concessions on its nuclear programme.

“I will not tolerate any action that threatens the lives of our people and the security of our nation,” she said. “I urge North Korea to abandon its nuclear ambitions without delay and embark on the path to peace and shared development.”

At home Park has promised sweeping economic reforms to bridge the growing income gap and address youth unemployment and a stagnant economy.

The 61-year-old, who represents the conservative Saenuri party, promised to create jobs and build a “creative” economy that is less dependent on South Korea’s dominant chaebol conglomerates. Park said she would bring about “economic democratisation” by prioritising job creation in IT and science and technology.

She called on South Koreans to help her repeat the Miracle on the Han River – a reference to the rapid economic development seen under her father, Park Chung-hee, a military dictator who ruled the country in the 1960s and 70s before he was assassinated by his own spy chief in 1979.

Five years earlier Park’s mother, Yuk Young-soo, was shot dead by a North Korean agent, forcing her to return early from her studies in Paris to act as first lady at the age of 22.

Her father continues to divide South Koreans to this day. Some credit him with dragging the country out of poverty after the 1950-53 Korean war and laying the foundations for its modern-day status as an export powerhouse. But others have never forgotten his brutal suppression of political opponents during 18 years of rule that began with a military coup in 1961.

Park apologised to victims of her father’s rule during last year’s election campaign and benefited from generally warm feelings towards her mother, a popular first lady.

Despite her conservative roots
Park has made conciliatory gestures towards the North. She met the regime’s former leader, Kim Jong-il, in Pyongyang in 2002 and noted in her 2007 autobiography that Kim had apologised for a failed raid on the South Korean presidential Blue House by 31 North Korean commandoes in 1968.

North Korean state media marked her inauguration with a warning to the US and South Korea not to proceed with annual joint military drills.

“The US warmongers should think what consequence will be brought out for getting on the nerves of [North Korea], a dignified nuclear power,” the North’s Rodong Sinmun newspaper said in a commentary, adding that the allies would “die in flames” if they prepared to launched an invasion.

John Delury, a North Korea experts at Yonsei University in Seoul, said a new era of engagement could be possible despite Pyongyang’s nuclear programme and tougher sanctions from the UN security council.

“I don’t think this latest spike in the cycle of provocation and response undermines her whole platform of seeking to somehow re-engage the North,” Delury told Associated Press.

Other experts, however, believe the North has set itself on the path to diplomatic gridlock and more regional tension.

“Normalisation of relations, a peace treaty, access to energy and economic opportunities those things that come from choosing electricity over bombs and have the potential of lifting the North Korean people out of poverty and hardship will be made much more difficult, if not impossible, for at least the next five years,” Siegfried Hecker, a US scientist and regular visitor to North Korea, wrote on the website of Centre for International Security and Co-operation at Stanford University.

http://www.guardian.co.uk/world/2013/feb/25/park-geun-hye-korean-president?CMP=twt_fd

Banned by the Russian authorities

———- Forwarded message ———-
From: Amnesty International USA <alerts@takeaction.amnestyusa.org>
Date: Thu, Feb 21, 2013 at 2:16 PM
Subject: Banned by the Russian authorities

Amnesty International
Russia’s government scrubbed Pussy Riot’s videos from the Internet, and continues its assault on free speech. Here’s our response.
,

Last night, Amnesty activists rocked out for human rights in Washington, DC, steps from the Russian Embassy. We gathered to mark the one-year anniversary since Pussy Riot performed a protest song in Moscow’s main Orthodox cathedral — the performance that landed two members of the feminist punk group in prison.

We came together for Pussy Riot and freedom of expression in Russia. We were LOUD. The Russian authorities would love to sweep us under the rug. But they can’t hide the government’s continuing assault on human rights — and they can’t hide us.

Be loudTell the Russian government to respect free speech and free Pussy Riot!

Hundreds of thousands have called on the Russian authorities to release Maria “Masha” Alekhina and Nadezhda “Nadya” Tolokonnikova of Pussy Riot, immediately and unconditionally. And thousands around the world have taken up Pussy Riot’s case and joined our solidarity world map, including famous rockers like Sting, Roger Waters and Pearl Jam.

But Masha and Nadya still need our help, especially now. Sent to brutal penal colonies hundreds of miles from their families, both women face a difficult two-year imprisonment. Nadya is currently in the hospital for a chronic illness, and Masha has been threatened by other inmates.

Russia’s authorities seem to think they can scrub Pussy Riot away. While Pussy Riot’s performance one year ago was caught on video, the Russian authorities banned it as “extremist,” based on a loosely worded law intended to crack down on dissent and freedom of expression. The group’s videos have disappeared from the Russian Internet.

We can’t let the Russian authorities just erase Pussy Riot’s story. Last night, when crowds recreated Pussy Riot’s performance in full sight of the Russian Embassy, we showed that we will NOT be silenced.

We’re turning up the volume to 11 for Pussy Riot and freedom of expression in Russia, and we intend to keep it there!

Free Pussy Riot!

Sincerely,

Jasmine Heiss
Campaigner, Individuals and Communities at Risk
Amnesty International USA

P.S. We’ll be headed back to the Russian Embassy on March 4 to make a big statement with our Pussy Riot solidarity world map on the 1st anniversary of Pussy Riot’s arrest. We need as many people as possible to stand up and be counted for Pussy Riot — join the map now and share with your friends!

 

 

 

President Putin: We will not be silenced

 

Russian authorities banned Pussy Riot’s videos as “extremist” while Masha and Nadya of Pussy Riot remain unjustly imprisoned simply for singing a song one year ago. We’re turning up the volume for human rights – the Russian government must respect freedom of expression and release Pussy Riot now!

Take Action

Share on Facebook
Share on Twitter

Take Action Donate
© 2013 Amnesty International USA | 5 Penn Plaza, New York, NY 10001 | 212.807.8400

 

ความซับซ้อนที่ตามมา จากการตาย 16 ศพที่ภาคใต้

https://www.youtube.com/watch?v=s5QGJRs7j2M

ความซับซ้อนที่ตามมา จากการตาย 16 ศพที่ภาคใต้

เสวนา ม 112 กรณีสมยศ การเมือง ความยุติธรรม สถาบันกษัตริย์ 17 2 56

 

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอประนามการฆ่าผู้บริสุทธิ์ทุกกรณี

http://youtu.be/ibPj2X5bHiA

 

สงครามกลางเมืองในภาคใต้

ถึงเวลาที่จะปลบปล่อยความคิดจากลัทธิอำมาตย์

ใจ อึ๊งภากรณ์

http://youtu.be/h1RTpMNjBZ0

 

สำหรับผู้รักความเป็นธรรมและสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย เวลาเราพิจารณาความขัดแย้งที่เป็นสงครามกลางเมืองในภาคใต้ เราต้องเอากะลาความรักชาติออกจากหัว และต้องปลดปล่อยความคิดตนเองออกจากการครอบงำของลัทธิอำมาตย์ เพื่อมาดูว่าความสงบที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ความสงบที่แท้จริงต้องมาจากความยุติธรรม เพราะตั้งแต่การสร้างรัฐชาติไทย โดยการเขียนพรมแดนขึ้นมาระหว่างรัฐบาลล่าอาณานิคมของรัชกาลที่ห้าที่กรุงเทพฯ และรัฐบาลล่าอาณานิคมของอังกฤษที่ลอนดอน ชาวมาเลย์มุสลิมไม่เคยได้รับความเคารพ ไม่เคยมีโอกาสที่จะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เคยมีเสรีภาพที่จะปกครองตนเองตามหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ดังนั้นไม่ต้องมาคิดปกป้องพรมแดนรัฐชาติไทยที่ฝ่ายอำมาตย์กล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า “ศักดิ์สิทธิ์” ควรหันมาปกป้องเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ปกป้องความสงบสุขของประชาชน ปกป้องสิทธิของเชื้อชาติที่หลากหลายแทน

การ “แก้” ปัญหาภาคใต้ต้องมาจากการประชุมคุยกันของพลเมืองในพื้นที่โดยไม่มีกรอบอะไรมาจำกัดการแสดงความเห็น

ทหารแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะพวกนายพลคือฆาตกรที่เข่นฆ่าคนมาเลย์มุสลิมมาตลอด ตั้งแต่ยุครัชกาลที่ห้า หก ยุคเผด็จการทหาร และยุคการเมืองปัจจุบัน ทหารและตำรวจคือฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่อง แต่พวกนายพลมักจะไม่ตาย คนที่ตายเป็นทหารระดับล่าง ลูกหลานประชาชนคนจน ทหารระดับสูงสร้างความสงบสุขในสังคมไทยไม่ได้ เพราะมีประวัติอันยาวนานในการฆ่าประชาชน ล่าสุดคือคนเสื้อแดง ก่อนหน้านั้นก็นักศึกษาในยุค ๑๔ และ ๖ ตุลา

นักการเมืองกระแสหลักแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะพวกนี้คลั่งชาติและป่าเถื่อนพอๆ กับทหาร ไม่ว่าจะเป็นอภิสิทธิ์จากพรรคประชาธิปัตย์ หรือทักษิณที่คุมพรรคเพื่อไทย ล้วนแต่มือเปื้อนเลือดทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าคนที่กรุงเทพฯ คนที่ตากใบ หรือคนบริสุทธิ์ในสงครามยาเสพติ

คนที่ด่ากบฎต่อรัฐไทยว่าเป็น “โจรใต้” ก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะเขาไม่เข้าใจว่ากบฏกับโจรไม่เหมือนกัน โจรเป็นคนปล้นคนอื่น เช่นทหารที่ปล้นประชาธิปไตย หรือนักการเมืองที่ปล้นทรัพยากรจากพลเมืองด้วยระบบกลไกตลาด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”

เอ็นจีโอ คนเสื้อแดง หรือนักวิชาการ แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเขาไม่เริ่มต้นที่การกดขี่ที่รัฐไทยกระทำต่อคนในพื้นที่ ไม่ต้องมาขอร้องนามธรรมให้ “ทุกฝ่ายยุติความรุนแรง” เพราะนั้นเหมือนกับการบอกคนที่ถูกข่มขืนไม่ให้ใช้ความรุนแรงป้องกันตัวเองจากผู้ใช้ความรุนแรงจริง และอย่ามาดูถูกชาวบ้านว่า “ไม่รู้เรื่อง” หรือดูถูกชาวบ้านว่า “งงไม่เข้าใจทั้งทหารและกบฎ” เขาเข้าใจกันทุกคน แต่เขาอาจมีความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างหาก

ปัญหาภาคใต้แก้ไม่ได้ในกรอบรัฐชาติปัจจุบัน ดังนั้นถ้าอยากสร้างสันติภาพและความอยู่ดีเป็นสุข ต้องก้าวข้ามความคิดล้าสมัยของ “ความเป็นไทย” หรือ “รัฐชาติไทยที่แบ่งแยกไม่ได้” มันแบ่งได้ มันจัดระบบใหม่ได้ เพราะมันไม่ได้เป็นอย่างนี้มาตลอดกาล ก่อนสมัยรัฐชาติเมื่อสองร้อยปีก่อน คนอยู่กันเป็นชุมชน ไม่ใช่ในรัฐชาติ

ดังนั้นสำหรับคนก้าวหน้า ที่อยากเห็นความสงบ อยากเห็นความเป็นธรรมสำหรับพี่น้องชาวใต้ และอยากเห็นสิทธิเสรีภาพที่แท้จริงในสังคมของเรา ที่ประกอบไปด้วยหลากหลายเชื้อชาติ แต่ไม่เคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราต้องเรียกร้องให้มีการถอนทหารตำรวจออกไปจากภาคใต้ ยกเลิกกฏหมายฉุกเฉินทุกชนิดเพราะล้วนแต่เป็นกฏหมาย “ปราบปราม” ทั้งนั้น เราต้องยืนขึ้นท้าทายความคลั่งชาติ การเคารพธงชาติที่ใช้กดขี่ “คนต่าง” เราต้องเรียกร้องให้มีการลงโทษฆาตกรรัฐทั้งหลาย ทั้งทหารและนักการเมือง ทั้งที่ทำในภาคใต้และที่กรุงเทพฯ

แต่การเรียกร้องเฉยๆ ที่ไปหวังให้พวกข้างบนทำอะไรให้เราคงไม่มีประโยชน์ เราต้องรวมตัวกันเป็นองค์กรทางการเมือง เชื่อมกับขบวนการแรงงาน เชื่อมกับชุมชนต่างๆ เพื่อเป็นปากเสียงให้คนที่ถูกกดขี่ ไม่ว่าจะเป็นมาเลย์มุสลิม คนจนในภาคอีสาน คนงานที่ไม่มีสหภาพแรงงาน สตรี นักโทษการเมือง หรือคนโรฮิงญา

THAILAND: Freedom of Expression in Crisis – The Conviction of Somyot Prueksakasemsuk

FOR IMMEDIATE RELEASE
February 15, 2013
ALRC-CWS-22-02-2013

Language(s): English only

HUMAN RIGHTS COUNCIL
Twenty second session, Agenda Item 3, Interactive Dialogue with Working Group on Arbitrary Detention

A written statement submitted by the Asian Legal Resource Centre (ALRC), a non-governmental organisation with general consultative status

THAILAND: Freedom of Expression in Crisis – The Conviction of Somyot Prueksakasemsuk

1. The Asian Legal Resource Centre (ALRC) wishes to bring the urgent crisis of freedom of expression in Thailand to the attention of the Human Rights Council. This statement is the fifth on this topic that the ALRC has submitted to the Council since May 2011. During the seventeenth session of the Council in May 2011, the ALRC highlighted the rise in the legal and unofficial use of article 112 of the Criminal Code and the 2007 Computer Crimes Act (CCA) to constrict freedom of expression and intimidate citizens critical of either the monarchy (A/HRC/17/NGO/27). During the nineteenth session in February 2012, the ALRC detailed some of the threats faced both by those who have expressed critical views of the monarchy, both legal and extralegal, as well as those who have expressed concern about these threats (A/HRC/19/NGO/55). During the twentieth session in June 2012, the ALRC raised concerns about the weak evidentiary basis of convictions made under article 112 and the CCA (A/HRC/20/NGO/37) and the concerning conditions surrounding the death in prison custody of Amphon Tangnoppakul on 8 May 2012, then serving a 20-year sentence for four alleged violations of article 112 and the CCA (A/HRC/20/NGO/38).

2. As the ALRC has continually stressed, within the context of the political crisis that began with the 19 September 2006 coup and greatly increased with the violence of April-May 2010, the protection of fundamental human rights, including freedom of expression, is essential if there is to be the possibility of successful democratization and the consolidation of the rule of law in Thailand. The 23 January 2013 conviction and lengthy sentenced meted out by the Criminal Court to Somyot Prueksakasemsuk, a long-time labour rights activist and human rights defender, is a clear indication of the willingness of the Thai judiciary to actively obstruct the free exercise of civil and political rights. The ALRC is again raising the issue of freedom of expression with the Council because this decision by the Criminal Court, as well as the comments on the case made by the Constitutional Court and other figures within the judiciary indicate that this case both a profound violation of the rights of an individual citizen and an indication of the intensification of the uncertainty present in the polity and the concurrent dangers to the human rights of all citizens.

3. Article 112 criminalizes criticism of the monarchy and mandates that, “Whoever defames, insults or threatens the King, Queen, the Heir-apparent or the Regent, shall be punished with imprisonment of three to fifteen years.” While the law has been part of the Criminal Code since the last major revision in 1957, available statistics suggest that there has been a dramatic increase in the number of complaints filed since the 19 September 2006 coup; how often these complaints become formal charges and lead to prosecutions is information that the Government of Thailand has failed to provide up to this point. This failure to provide information itself raises many unanswered questions about the use of the law to diminish space for freedom of expression through the use of secrecy and creation of uncertainty. What has instead become explicitly clear is that the effects of the use of article 112 increasingly mirror extrajudicial forms of intimidation of citizens and constriction of their rights.

4. Somyot Prueksakasemsuk was arrested and taken into custody on April 30, 2011, and shortly thereafter charged with two violations of article 112. In Somyot’s case, the charges were for allegedly allowing two articles with anti-monarchy content to be published in Voice of Taksin magazine, a publication with which he worked. Somyot was held for six months of pre-trial detention. The hearings in his trial (Black Case No. O.2962/2554) began on November 12, 2011 and continued until May 3, 2012. Similar to the majority of individuals who have been charged under Article 112, his repeated requests for bail were denied on the basis of the gravity of the charges against him. In August 2012, the UN Working Group on Arbitrary Detention noted that Somyot’s detention was arbitrary because “he has been detained for his peaceful exercise of his right to freedom of opinion and expression provided for” in both the International Covenant on Civil and Political Rights and the Universal Declaration of Human Rights (A/HRC/WGAD/2012/35).

5. On January 22, 2013, the Criminal Court found Somyot Prueksakasemsuk guilty on both charges, and he was sentenced to ten years in prison in this case, as well as to one year in prison in relation to a prior case. The prosecution argued that his work in printing, distributing and disseminating two issues of Voice of Taksin magazine which contained content deemed to violate article 112 was itself an equal violation of the law. In the abbreviated decision released on January 23, 2013, the Court offered this interpretation of Somyot’s guilt:

“The two Khom Khwam Kit articles in Voice of Taksin did not refer to the names of individuals in the content, but were written with an intention to link incidents in the past. When these incidents in the past are linked, it is possible to identify that (the unnamed individual) refers to King Bhumipol Adulyadej. The content of the articles is insulting, defamatory, and threatening to the king. Publishing, distributing, and disseminating the articles is therefore with the intention to insult, defame, and threaten the king” (ALRC translation).

6. The Court decision raises significant questions regarding freedom of expression and Government of Thailand’s willingness, or lack thereof, to protect it. The threats to freedom of expression rest on how evidence was deployed in this case, how intention was assigned, and how the punishment was then calculated on the basis of these two actions.

a. As in other lese majeste cases, the Court’s decision turned on the issue of intention. The Court’s analysis that juxtaposition of events and ideas in the two articles in question implied the individual being discussed was King Bhumipol was the basis on which the assessment of the intention to insult, defame, or threaten him was made. At best, by default, this analysis can remain only speculative.

b. Somyot Prueksakasemsuk was not the author of the two articles in question. This was of no concern for the Court. Here, the Court has equated involvement in the editing, publishing, disseminating, or distribution of material that is judged to have the intention to defame, insult, or threaten the monarchy, to also carry criminal intention.

c. On the basis of a speculative analysis of the content of the two articles, and Somyot Prueksakasemsuk’s proximity to them, he was sentenced to ten years in prison. Even if Somyot had been the author of the two articles in question, the ten-year sentence (five years per count, in this case, per article), the length would raise serious questions about the proportionality of punishment. Given the details of this case thus noted, the punishment signals the gravity of the situation in Thailand.

d. This decision firmly established article 112 as an unofficial censorship measure in Thailand. The conviction and punishment of Somyot Prueksakasemsuk is an ominous warning to anyone involved in publishing, distributing or selling print or other media. The uneven enforcement and interpretation practiced under article 112 makes the danger present even more grave.

7. The logic underlying the use of article112 frequently cited by the Court is the uniqueness of Thailand as a nation with the king as the head of state. This decision speaks manifestly to an imbalance in the law of Thailand as written and currently enforced between protecting the sovereign and protecting the human rights of the people residing in the country. In a comment made in October 2012 by the Constitutional Court in relation to a petition filed by Somyot Prueksakasemsuk’s legal team, the Constitutional Court offered a disconcertingly ideological analysis of the position of the king within the Thai polity in order to dismiss the petition that article 112 violates the basic rights of citizens and as the reason for the harsh punishment mandated under article 112. For example, the Constitutional Court noted that the purpose of article 112 of the Criminal Code is to “control the behaviour of individuals in society, protect safety, and safeguard public peace for members of society, including strengthening the security in society.” The reason why it is appropriate to do so is because speech deemed to insult, defame, or threaten the king, queen, heir-apparent or regent, “may be action that destroys the hearts of Thai people who have respect, love, and are loyal to the king and the institution of the monarchy, and may cause resentment among the people” (ALRC translation).

8. The ALRC would like to remind the Government of Thailand that under Article 19 of the ICCPR, restrictions on the right to freedom of expression are only permissible under two circumstances: “for respect of the rights or reputations of others” and “for the protection of national security or of public order (ordre public), or of public health or morals.” While article 112 is classified as a crime against national security within the Criminal Code of Thailand, and this is frequently cited by the Government of Thailand when the criticism that the measure is in tension with the ICCPR, to date a clear explanation of the precise logic for categorizing the measure as such has not been provided. This comment by the Constitutional Court is no different. The exercise of freedom of expression is frequently messy and productively contentious, but this does not equate to a threat to public order or morals. Respect and love for a figure held by some members of a polity is not an adequate reason to put another member of the polity behind bars for allegedly criticizing that figure and restricting everyone’s freedom of expression. To raise questions about the role of the king, or the institution of the monarchy broadly, does not equal a violation of his rights or reputation.

9. In view of the above, the Asian Legal Resource Center calls on the Human Rights Council to:

a. Call on the Government of Thailand to release Somyot Prueksakasemsuk and all other individuals convicted under article 112.

b. Demand that the Government of Thailand revoke article 112 of the Criminal Code and related measures, which are vehicles for the abuse of human rights by state agents and do not serve the ostensible purpose of protecting national security, let alone any unique national traits or institutional features distinct from those of other modern constitutional monarchies, which do not have recourse to such measures.

c. Urge the Government of Thailand to allow and support the full exercise of freedom of expression and political freedom, consistent with the terms of the Universal Declaration of Human Rights, to which it is a signatory; and, the International Covenant on Civil and Political Rights, of which it is a State Party.

d. Request the Special Rapporteur on the freedom of opinion and expression to continue ongoing monitoring and research work about the broad situation of constriction of rights and individual cases, including Somyot Prueksakasemsuk, in Thailand; and, the Working Group on Arbitrary Detention to continue to monitor and report on those cases of persons arbitrarily detained under article 112.

# # #

About the ALRC: The Asian Legal Resource Centre is an independent regional non-governmental organisation holding general consultative status with the Economic and Social Council of the United Nations. It is the sister organisation of the Asian Human Rights Commission. The Hong Kong-based group seeks to strengthen and encourage positive action on legal and human rights issues at the local and national levels throughout Asia.

เด็กหญิงมาลาล่า ยูซัฟไซ เลือกที่จะลุกขึ้นสู้… แล้วคุณละ…?

“เด็ก ทั้งเด็กหญิงและเด็กชายควรได้รับการศึกษา และอยากให้สันติภาพเกิดขึ้นในประเทศของเธอและทั่วโลก…” นี่คือคำให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของเด็กหญิงมาลาล่า ยูซุฟไซ หลังจากเธอเริ่มฟื้นตัวจากการอาการบาดเจ็บที่ถูกนักรบตอลีบันจ่อยิง…

      เด็กหญิงต้องการเพียงโอกาสที่จะได้เรียนหนังสือ แต่ความปรารถนาอันเรียบง่ายของเธอนี้ ไม่อาจเป็นไปได้ ในเมืองมินโกราเขตหุบเขาสวัต บ้านเกิดของเธอ ที่ถูกกองกำลังตอลีบันเข้ายึดครองอยู่
      ไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก สำหรับผู้ที่ใฝ่ดีย่อมทราบได้ว่า การศึกษาย่อมจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนและครอบครัวให้ก้าวหน้าต่อไปได้ ซึ่งเมื่อรากฐานระดับล่างสุดของสังคมคือครอบครัวมีการพัฒนา ก็ย่อมจะส่งผลถึงความเจริญก้าวหน้าของสังคมนั้นๆอีกต่อไป ซึ่งการศึกษาในที่นี้ ไม่จำกัดว่าจะเป็นการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือนอกระบบก็ตาม นอกจากจะต้องทำให้ผู้ศึกษาอ่านออกเขียนได้ และได้รับความรู้ตามศาสตร์แขนงต่างๆแล้ว ยังจะต้องทำให้ผู้ศึกษา”คิด”เป็นอีกด้วย
      เด็กหญิงมาลาล่า ยูซุฟไซ ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาตั้งแต่อายุ 11 ขวบ  เธอเริ่มเขียนข้อความต่างๆเพื่อรณรงค์ให้เด็กหญิงมีโอกาสได้รับการศึกษาลงในบล็อกของ BBC เล่ารายละเอียดในชีวิตประจำวันที่ต้องอยู่ใต้การปกครองของตอลีบัน ซึ่งตอลีบันได้ออกกฎปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของผู้คนในหุบเขาสวัตต่างๆนาๆ
      การเป็นบล็อกเกอร์ ทำให้มาลาล่า เป็นที่รู้จักในสังคม ทำให้เธอได้ปรากฏตัวในหน้าสื่อฯทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาเด็กเขตสวัต(District Child Assembly Swat) ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลสันติภาพเด็กระหว่างประเทศ และยังได้รางวัลสันติภาพเยาวชนคนแรกของปากีสถานอีกด้วย

      แน่นอน… การปรากฏตัวของเธอย่อมอยู่ในสายตาของตอลีบัน และยิ่งการแสดงออกของเธอเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความต้องการของตอลีบัน เธอจึงถูกหมายหัว และเย็นวันที่ 9 ตุลาคม 2012 เด็กหญิงก็ถูกชายฉกรรย์นักรบตอลีบันบุกขึ้นไปจ่อยิงศีรษะขณะที่เธอนั่งอยู่บนรถโรงเรียนกำลังที่จะกลับบ้านท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆที่ตื่นตระหนก

      วันที่ 15 ตุลาคมปีเดียวกัน เธอถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลควีน อลิซาเทธ เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เธอมีอาการดีขึ้น สามารถออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อฯได้เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2013 ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาใส่กระโหลกศีรษะเทียมเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังจะต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกหลายครั้งเพื่อรักษาอาการหูหนวกข้างซ้าย ตอนนี้เธอพักอยู่กับครอบครัวในเขต เวสต์ มิดแลนด์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งรัฐบาลอังกฤษได้อนุญาตให้เธอพำนักได้อย่างถาวร หลังจากที่กลุ่มตอลีบันได้ประกาศว่าจะเอาชีวิตของมาลาล่าให้ได้ หากเธอกลับไปบ้านเกิด
      เธอต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอจึงต้องการการศึกษาที่เสรีอันจะทำให้เธอ”คิด”เป็น สามารถนำสิ่งที่”คิด”ได้นั้นมายกระดับชีวิตของเธอและครอบครัวให้ดียิ่งขึ้น  หากแต่ความปรารถนาอันเรียบง่ายของเธอนี้กลับได้รับการตอบแทนเป็นกระสุนปืน และความอาฆาตมาดร้าย จนเธอไม่สามารถกลับไปอยู่ในสังคมแห่งนั้นได้
      สังคมอย่างไหนกันที่ไม่อยากให้คนคิดเป็น สังคมอย่างไหนกันที่ปฏิเสธการศึกษา สังคมอย่างไหนกันที่ไม่อยากให้พลเมืองมีความรู้ และสังคมอย่างไหนกันที่ปฏิบัติต่อผู้ที่คิดต่างได้อย่างโหดร้ายทารุณขย้ำเหยื่อที่เป็นเด็กไม่มีทางสู้ได้อย่างโหดร้ายเยี่ยงสัตว์ป่าเช่นนี้ สังคมเช่นนี้จะเดินไปสู้จุดไหน? ไปสู่ความเป็นสังคมอุดมปัญญาหรือ? ไปสู่สังคมแห่งความเท่าเทียมเปี่ยมด้วยเสรีภาพหรือ? ไปสู่สังคมที่พัฒนาแล้วซึ่งมีความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจละหรือ..?
      ย่อมไม่ใช่ ย่อมเป็นไปไม่ได้ สังคมที่ปฏิบัติต่อผู้ที่เห็นต่างด้วยการเข่นฆ่าทำร้าย หรือจำขังเช่นนี้ ย่อมเดินไปสู่สังคมแห่งความหวาดกลัว สังคมที่มืดมิดจากสิทธิเสรีภาพและสติปัญญา ย่อมก้าวเดินไปสู่สังคมเผด็จการที่ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจมีพลังมากกว่าจะปฏิบัติต่อผู้ที่อ่อนแอไร้อำนาจราวกับสัตว์เดรัจฉานโดยไม่มีความคิดคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษย์ชน และเมื่อสังคมที่ผู้ปกครองและชนชั้นผู้ปกครองคิดว่าตนเป็นผู้ที่อยู่เหนือกว่าประชาชนทั่วไป คิดว่าตนเป็นใหญ่ มีอำนาจมาก เป็นเทวดา แนวทางที่เขาจะปกครองสังคมนั้นๆได้ ก็ต้องอาศัยอำนาจเพื่อสร้างภาพหวาดกลัว และต้องสร้างภาพเท็จต่างๆนาๆเพื่อหลอกลวงประชาชนทั้งสังคมนั้นๆ ให้เชื่อว่าชนชั้นปกครองเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นผู้ที่เหมาะสมที่จะปกครองสังคม เป็นผู้ที่ผู้คนในสังคมไม่ควรตั้งคำถามหรือคิดตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ กล่าวง่ายๆได้ว่า สังคมนั้นจะเป็นสังคมที่อยู่ภายใต้เผด็จการอำนาจนิยม และเป็นสังคมที่ดำรงอยู่ด้วยความเท็จที่ถูกสร้างขึ้นมาหลอกลวงอีกด้วย
      ถามว่าผู้ปกครองในสังคมเช่นนี้จะนำพาผู้คนของเขาและสังคมเดินไปสู่จุดไหน…? มีประวัติศาสตร์มากมายในอดีตให้ศึกษาถึงรัฐจารีตอำนาจนิยมเผด็จการมากหลาย ที่ผู้ปกครองทำตัวเหนือประชาชนราวกับเป็นเทวดา แต่เมื่อถูกรัฐที่ปกครองด้วยหลักสิทธิเสรีภาพ รัฐที่เป็นประชาธิปไตยอันสมบูรณ์พร้อมมากกว่าในพลังสติปัญญาเข้ามารุกรานหรือล่าเมืองขึ้น ก็ต้องยอมแพ้ศิโรราบ อย่างไร้ซึ่งปัญญาจะโต้ตอบ ต้องตกอยู่ใต้อำนาจ เป็นเมืองขึ้น ต้องยอมยกดินแดนในหลายๆส่วนให้แก่รัฐที่มีพลังปัญญานั้น ต้องยอมรับสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งก็เท่ากับตกเป็นเมืองขึ้นของรัฐอันทรงปัญญาในทางกำหมายนั่นเอง
      น่าแปลกว่าผู้ปกครองที่คลั่งเผด็จการอำนาจนิยมเหล่านี้กลับไม่ชอบที่จะศึกษาประวัติศาสตร์เหล่านี้เพื่อนำมาเป็นเครื่องเตือนใจตนเองว่า โลกยุคใหม่ไม่มีพื้นที่ให้แก่รัฐที่ไร้สติปัญญา รัฐที่คลั่งเทวดาจนมืดมิดจากเหตุผลที่เป็นจริง  
      อาจเป็นไปได้ว่า ที่ผู้ปกครองในรัฐคลั่งเผด็จการ ไม่ยอมศึกษาประวัติศาสตร์หรือคิดถึงหลักการเหล่านี้ ก็เพราะว่าชนผู้ปกครองก็เป็นผู้ที่ไร้ซึ่งสติปัญญาที่จะคิดหาแนวทางในการสร้างสังคมที่ดี ที่ยึดหลักสิทธิเสรีภาพ ที่เป็นสังคมอุดมปัญญาซึ่งประชาชนที่ฉลาดในสังคมจะได้ช่วยสร้างความเจริญให้แก่สังคมต่อไป
      หรืออาจเป็นไปได้อีกเช่นกันว่า ผู้ปกครองที่เป็นเผด็จการได้กระทำความเลวทรามต่ำช้าต่อผู้คนในสังคมมาเยอะ แต่ได้ปกปิดและบิดเบือนด้วยการสร้างภาพดีหลอกไว้ จึงกล้วว่า หากประชาชนในสังคมถึงพร้อมด้วยสติปัญญา ได้รับการศึกษาให้”คิด”เป็น แล้ว ความเลวทรามชั่วช้าทั้งหลายที่ตนปิดไว้ในอดีต จะถูกชำแหละ แจกแจง แฉ จนผู้คนในสังคมของตนและในสังคมอื่นๆทั่วโลกเห็นความเลวระยำของตนจนหมดสิ้น ภาพที่สร้างมาไว้หลายสิบปีถูกทำลายย่อยยับ จากเทวดาต้องกลับกลายเป็นสัตว์นรกขี้เรื้อน…
      นี่ก็คงเป็นสิ่งที่จอมเผด็จการรับไม่ได้จริงๆ จึงต้องพยายามหาทางล่อหลอกให้ผู้คนในสังคมหลงเชื่อภาพลวงของตนไปเรื่อยๆ โดยการสร้างภาพว่าตนเป็นเทวดามั้งเป็นผู้เคร่งครัดในศาสนามั่ง พยายามปิดกั้น ครอบงำการศึกษา เพื่อให้ประชาชนใต้ปกครอง”คิด”เองไม่เป็น  กล่าวหาคนที่คิดเองเป็น ว่าถูกปีศาจตะวันตกครอบงำ เป็นข้าทาสความคิดตะวันตก ไม่เข้าใจ ไม่ตระหนักถึงดีงามความยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใครที่ดำรงอยู่ในสังคมของตน…
      เด็กหญิงมาลาล่า ยูซุฟไซ อาจไม่อาจไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ เธออาจไม่ได้ตั้งใจต่อสู้เพื่อสิ่งเหล่านี้ แต่เธอต่อสู้เพื่อให้เธอได้เรียนหนังสือ ให้เธอได้รับการศึกษาที่ดี ที่ทำให้เธอสามารถคิดเป็น เพื่อที่เธอได้พัฒนาสติปัญญาของเธอให้สามารถนำมาพัฒนาครอบครัวของเธอให้เจริญก้าวหน้า และเมื่อเด็กหญิงรุ่นๆกับเธอได้รับการศึกษาเหมือนกัน ทุกคนก็ย่อมจะนำเอาสติปัญญาของตนมายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวของตน เมื่อนั้น สังคมที่เธออยู่ ก็ย่อมจะเจริญก้าวหน้าพัฒนามากขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่นั่นเอง ซึ่งเมื่อสังคมในเมืองหนึ่งๆเจริญขึ้น ก็ย่อมจะส่งผลถึงประเทศนั้นๆที่จะได้รับการพัฒนาให้เจริญขึ้นต่อๆไปนั่นเอง
      มาลาล่าอาจไม่ได้คิดถึงการยกระดับพัฒนาประเทศด้วยพลังสติปัญญา หากแต่สิ่งที่เธอทำ สิ่งที่เธอเรียกร้องก็เป็นการปูแนวทางไปสู้ความเจริญของประเทศนั่นเอง เป็นแนวทางที่เรียบง่ายไหม? พัฒนาคนให้มีปัญญา แล้วให้คนเหล่านั้นเอาปัญญาไปพัฒนาสังคมต่อไป…  
      ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเธอ จึงเป็นสิ่งที่ควรประณาม และรัฐบาลก็ควรตระหนักในการรักษาสิทธิความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชนของตนมากกว่าที่เป็นอยู่ และควรช่วยเหลือมาลาล่าและครอบครัวอย่างถึงที่สุด เพื่อเป็นการแสดงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญแก่ผู้ที่เห็นคุณค่าการศึกษาเพื่อจะได้เป็นการเรียกร้องให้ผู้คนในสังคมที่ยังหวาดกลัว ได้ลุกขึ้นมาสู้ มาร่วมรณรงค์ และมาเข้ารับการศึกษาเรียนรู้ให้มากๆ เมื่อสังคมถึงพร้อมซึ่งผู้คนที่เปี่ยมไปด้วยพลังปัญญา และกล้าที่จะต่อสู้ท้าทายอำนาจมืดเผด็จการ เมื่อนั้นกลุ่มคลั่งศาสนาอย่างตอลีบันก็จะไม่มีพื้นที่ในสังคมในประเทศให้ยืนนั่นเอง
      ในสังคมอเมริกัน คนผิวสีและผิวดำ ต่างให้การยกย่องวีรกรรมของคุณป้าโรซ่า ปาร์ก “ที่เลือกที่จะไม่ยืน” ในวันนั้น  จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมอเมริกันในวันนี้ 
      ในฐานะคนที่อยู่ในสังคมอันมืดบอด เต็มไปด้วยความคลั่งเทวดาอย่างไร้สติปัญญาเช่นทุกวันนี้ จึงขอยกย่องการ”เลือกที่จะลุกขึ้นสู้” ของน้องมาลาล่า ยูซัฟไซ ที่”สู้”เพื่อหวังจะให้สังคมของตนเจริญก้าวหน้า เป็นสังคมที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและสงบสันติ….ในวันข้างหน้าต่อไป…..

หมายเหตุ : บทความนี้ ไม่ได้กล่าวถึงเพียงแค่น้องมาลาล่า ยูซัฟไซ และสังคมในประเทศปากีสถานเท่านั้น แต่ยังกล่าวถึง ผู้ที่อยู่ในสังคมที่ถูกเผด็จการครอบงำ ควบคุม คุกคาม ทั้งทางกายภาพและทางความคิด และพวกเขา”เลือกที่จะลุกขึ้นยืนสู้” กับอำนาจเผด็จการอันไม่ชอบธรรมนั้น เลือกที่จะทำลายความเท็จที่ปกคลุมสังคม เลือกที่จะทำลายภาพหลอกลวงของเทวดาที่กดหัวพวกเขาไม่ให้ยืนตัวตรงได้อย่างสง่าสมกับที่เป็นมนุษย์ เพื่อที่พวกเขาจะได้สิทธิความเป็นมนุษย์ของตนในวันหน้าต่อไป…
ขอค้อมคารวะ ผู้ที่ต้องเสียชีวิตจากการลุกต่อสู้กับอำนาจเผด็จการทุกท่าน รวมทั้งท่านผู้ที่ยังถูกจับกุมคุมขังด้วย…………… 

http://blogazine.in.th/blogs/mourose/post/3966