Monthly Archives: June 2013

ยังมีผู้ถูกจับกุมคุมขังด้วยมาตรา ๑๑๒ อยู่อีกมากมาย

‘ออน เดอะ ไบร๊ท์ ไซ้ด์’ by Rayib

“ผ่านวันเวลาจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ยังมีผู้ถูกจับกุมคุมขังด้วยมาตรา ๑๑๒ อยู่มากมาย คงไม่ต้องถามว่า วันนี้ประเทศไทยมีเสรีภาพพอหรือยัง -Pruay Salty Head, 27 มิถุนายน 2556”

นั่นเป็นข้อเขียนลงท้ายบทความครบรอบสามปีของผู้ใช้นาม ‘ปรวย ซ้อลตี้เฮด’ อดีตนักเล่นเว็บบอร์ดที่ถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งบัดนี้สามปีผ่านไปยังคงเป็นหนึ่งในผู้ลี้ภัยในข้อหาเดียวกันจำนวนไม่น้อยที่รอคอยการเปลื้องมลทิน

prachataiCartoon

อันความระคายเคืองจะได้รับการปลดเปลื้องได้เมื่อมีการปรับปรุง (ปฏิรูป) เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ในประมวลกฏหมายอาญาของไทยให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชนสากล และสะท้อนหลักเกณฑ์ความถูกต้องของกฏหมาย ที่ในทางสากลเรียกว่า Rule of Law และในประเทศไทยเรียก ‘นิติธรรม’

แน่ละในสถานการณ์ขณะนี้ ที่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้งของประชาชน (ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ต้องการเห็นการปกครอง การทำมาหากิน และการใช้ประโยชน์ทรัพยากร สะท้อนถึงสิทธิ และเสรีภาพของมวลมหาประชาชนอย่างสมบูรณ์เสียที) นั้นเองยังแอบเปรยๆ ว่า “เอาตัวไม่ค่อยจะรอด” ความเปลี่ยนแปลงจึงออกจะหวังได้ยากแม้กระทั่งในขั้นต่ำสุดคือการปรับปรุง ม.๑๑๒ เช่น

ให้ระวางโทษสมจริงไม่สุดโต่ง สมน้ำสมเนื้อกับความผิด ไม่ต้องมีโทษขั้นต่ำ ๓ ปี เพื่อที่ผู้ถูกกลั่นแกล้งด้วยการบังคับใช้กฏหมายฉบับนี้มี ‘สิทธิ’ พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนแล้วศาลยกฟ้อง ไม่ต้องลงอาญา หรือว่าโทษขั้นสูงสุด ๑๕ ปีรุนแรงเสียยิ่งกว่าโทษฆ่าคนตาย

ด้านตัวบทแห่งกฏหมายไม่ควรที่จะเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ยื่นฟ้องใครก็ได้ อันเป็นหนทางให้ ก.ม.ถูกใช้เป็นเครื่องมือห้ำหั่นเอาชนะกันทางการเมือง ดังเช่นทหารฟ้อง ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ในข้อหาที่ผู้ถูกอ้างว่าเสียหายคือเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ มิได้เข้าข่ายบุคคลใน ม. ๑๑๒

หรือนายวิพุธ สุขประเสริฐ ผู้ใช้นาม ‘ไอแพ้ด’ เที่ยวฟ้องใครต่อใครเป็นสิบๆ รายรวมทั้ง ดร.สุรพศ ทวีศักดิ์ ‘นักปรัชชญาชายขอบ’ และปรวย ซ้อลตี้เฮด หรือกระทั่งกรณีที่ พี่ชายฟ้องน้องชาย ในความผิด ม.๑๑๒ แต่ว่ามูลเหตุความไม่พอใจมาจากขัดแย้งผลประโยชน์ส่วนตัว

ภาพโปสเตอรืจากเฟชบุ๊ค Junya Lek Yimprasert

ภาพโปสเตอรืจากเฟชบุ๊ค Junya Lek Yimprasert

จึงเป็นความระเหี่ย อ่อนเปลี้ยของผู้ที่คอยความเป็นธรรมจำนวนมากที่บางคนอยู่ในคุก บางคนอยู่ในระหว่างประกันตัว และอีกบางคนอยู่ในระหว่างหลบหนี-ลี้ภัย ทั้งหมดล้วนแต่ได้แสดงออกทางความคิดตามสิทธิมนุษยชนพื้นฐานของตน หลายคนเคยเป็น หรือแม้แต่กำลังเป็นผู้ที่คนทั่วไปรู้จักดี (High profiles) อีกหลายคนมีแต่ชื่อปรากฏในเอกสารข้อเขียนบางแห่ง

ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกรณีของปรวย ซ้อลตี้เฮด เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า แม้เขาจะเป็น ‘ชนชั้นกลาง’ ที่ในมาตรฐานแบบไทยๆ ‘ไม่น่าจะ’ มีความคิดก้าวหน้า (progressive) และกล้าแสดงออกมากกว่าเพื่อนร่วมชนชั้นอื่นๆ จึงต้องกลับกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่แม้นจะไม่ถูกจำกัดอิสรภาพ ก็ยังประสพกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ราบรื่นนัก ดัง ข้อเขียนของเขาเอง ในตอนหนึ่ง

“เมื่อผมโพสเรื่องราวที่ผมโดนจับครั้งแรกนั้น แม่ผมกับน้องก็โดนเรียกไปสอบ นั้นทำให้ครั้งนี้ พวกเขาถึงขนาดเอ่ยปากฝากมาว่าให้ผมเลิกโพสอะไรเสียทีเถอะ เพราะคนที่อยู่ในประเทศเดือดร้อน นี่มันก็เหมือนเจ้าหน้าที่ทำอะไรผมไม่ได้ก็เที่ยวไปกดดันคนที่ผมรักแทน เพื่อจะให้ผมหยุดต่อสู้”

ปรวย ซ้อลตี้เฮดเป็นใคร ในเบื้องต้นขอเชิญทำความรู้จักเขาแบบเดียวกับที่ผู้เขียนได้รู้จักจากข้อความสั้นๆ ที่เขียนโดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ต้องหา ม. ๑๑๒ ที่ลี้ภัยอยู่อีกคน ดังนี้

“ปรวย Salty Head ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาที่สนใจการเมือง และโพสต์ข้อคิดเห็นทางการเมืองในเวบบอร์ดประชาไท และฟ้าเดียวกัน (คนเหมือนกัน) หลังจากถูกจับกุม และสอบสวนในเดือนพฤษภาคม 2553 โดยสำนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เขาพบว่าตำรวจได้ติดตามเขามาตั้งแต่ปี 2551 ทั้งนี้ตำรวจ DSI 12 คนเข้าตรวจค้นที่บ้านพักของเขาในปลายเดือนพฤษภาคม 2553 และนำตัวเขาพร้อมเครืองคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว 2 เครื่องไปยังสำนักงาน DSI ซึ่งเขาถูกสอบสวนหลาย…เขาออกจากงาน ตัดสินใจขายรถและเดินทางออกจากประเทศไทย”

และจากที่เขาตอบข้อซักถามของนายตำรวจดีเอสไอตอนหนึ่งว่า “ผมนี่โคตรชนชั้นกลางเลย ชีวิตถ้าไม่มายุ่งกับเรื่องนี้ก็โคตรสบายเลย ทำงานมีเงินใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง สบาย มีตังค์ก็ไปกินเหล้า เที่ยวผับ ตีหม้อ เลี้ยงเด็ก ช้อปปิ้ง รากหญ้า ชาวบ้านจะเป็นยังไงก็ไม่ต้องสนใจ เพราะกูเป็นชนชั้นกลาง เอามั๊ยละ ท่านอยากให้พลเมืองของประเทศเป็นแบบนั้นหรือเปล่าเอามั๊ยละ ให้พลเมืองของประเทศไม่ต้องสนใจบ้านเมือง หาความสุขใส่ตัวอย่างเดียว เอามั๊ย ผมประชด”

การที่เขาเล่าถึงสิ่งที่เกิดกับตัวด้วยข้อเขียนของตนเองสี่ครั้ง ทำให้สรุปว่าเขาก็คือคนไทยวัยทำงานที่มีการศึกษาดี (แล้วยังมีความรู้เยี่ยมด้วย) มีการงาน และรายได้พอมีอันจะกิน มีความคิดอ่านแบบเสรีนิยม และสำคัญที่สุดรักความจริงจนอดไม่ได้ที่จะโพทนาความเท็จ ประจานความชั่ว ไม่ยอมให้น้ำท่วมปาก ไม่อยากเสแสร้งกราบกรานใครในเมื่อไม่ได้รัก-ศรัทธาแท้จริง

เขาเล่าถึงระหว่างถูกนำตัวไปสอบสวนที่สำนักงานดีเอสไอว่า “ผมนึกไว้แล้วว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นผมจะพูดความจริง เพราะในยามขับขันแบบนี้ขืนไปโกหกตัวเราเองนั่นแหละที่จะจำไม่ได้ว่าเราโกหกอะไรไป ผมเชื่อในความบุริสุทธิใจของผม ผมไม่ได้ไปโกงใคร ไม่ได้ไปฆ่าใคร ไม่ได้ปล้นใคร เพราะฉะนั้นผมจะพูดความจริงที่ผมทำ และจะพูดความจริงที่ผมคิดอย่างไม่ปิดบัง”

เขาถูกดีเอสไอซักเรื่องที่เคยลงรูปคณะรัฐประหารปี ๒๕๔๙ (คมช.) เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลางดึก กับข้อความที่เขาลงไว้ในปี ๒๕๕๑ เกี่ยวกับพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวฯ ต่อคณะผู้พิพากษาหลังการเลือกตั้งเดือนเมษายน ๒๕๔๙ ที่ว่า “มีทางทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้มั๊ย”

ภาพผิดกฏหมาย (หรือไม่ อย่างไร)

ภาพผิดกฏหมาย (หรือไม่ อย่างไร)

ซึ่งในความเห็นของปรวยที่ตอบดีเอสไอไปว่า “พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าทุกข์ให้ดับที่เหตุ คุณไม่อยากให้คนวิจารณ์สถาบันแต่ปล่อยให้สถาบันลงมายุ่งการเมือง ปล่อยให้อีกฝ่ายเอามาอ้างทำลายอีกฝ่าย แล้วคุณมาไล่จับคนวิจารณ์ ผมถามว่ามันจะหมดมั๊ยครับ คุณจะจับหมดมั๊ยครับ”

แล้วยังกรณีการเสียชีวิตของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เขาตอบดีเอสไอว่า “โห ท่านเคยได้ยินวันตาสว่างแห่งชาติหรือเปล่าครับ” กับ “คนไทยไม่โง่นะครับ เขาดูออกว่าทำไมมันถึงสองมาตรฐาน ฝ่ายนึงโดนไล่ล่า ฝ่ายนึงทำผิดยังไงก็ได้ ไม่มีใครทำอะไร คนไทยรับรู้เรื่องแบบนี้ได้ง่ายครับ เพราะมันอยู่ในชีวิตประจำวัน”

เหล่านี้อาจทำให้ตำรวจที่สอบสวนเขาตอบสนองว่า “เออ คุณมีความคิดดีนะ” บ้างก็ว่า “ผมอ่านแล้วผมก็ชอบแนวคิดของพี่นะ แต่ว่า….” มีวลีหนึ่งที่เขาได้ยินทั้งวันนับเป็นสิบหนตลอดการสอบสวนคือ “ยังไงมันก็ผิดกฎหมาย”

มันจึงกลายเป็นประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยว่า กฏหมายเป็นที่พึ่งให้แก่สิทธิมนุษยชนหรือเปล่า กฏหมายกลายเป็นสัตว์ดุร้าย กลายเป็นอาวุธน่าสะพรึงกลัวไว้กดขี่ชาวบ้านชาวช่องหรือไม่ กฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ของไทยเป็นที่กล่าวถึงอย่างสยองขวัญในประชาคมโลกว่า Draconian Law เพราะอะไร

เพราะตัวบทของมันโหดเหี้ยม รุนแรงประดุจสัตว์ร้ายใช่ไหม คำของนายตำรวจดีเอสไอที่ตอบกลับปรวยระหว่างการสอบสวนช่วงหนึ่งว่า “คุณรู้ใช่มั๊ย ยังไงประเทศนึงมันต้องมีสถาบันหลักเป็นหลักของประเทศ” นั่นอาจเป็นการอ้างอิง out of contexts เพราะการมีกฏหมายที่โหดเหี้ยม และไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนไว้ปกป้องสถาบันหลักของประเทศ ย่อมทำให้ความน่ารัก น่าศรัทธาของสถาบันหลักเสื่อมลงไป

‘ออน เดอะ ไบร๊ท์ ไซ้ด์’ จึงอยู่ที่การแก้ไขซึ่งกล่าวได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากอันใด ก่อนอื่นขึ้นอยู่กับผู้ที่มีพันธะหน้าที่ มีความรับผิดชอบ และมีอำนาจ (Authority) ที่ได้รับมอบหมายโดยอธิปไตยของปวงชน จะต้องมีเจตนาทำให้สิ่งที่ยังขาดตกบกพร่องดีขึ้น ด้วยการลงมือดำเนินการ อย่าพะว้าพะวังรั้งรอเท่านั้นเอง

แน่นอนว่าในหนทางย่อมมีอุปสรรค และมีปัญหาขัดข้องที่ต้องแก้ไขพร้อมไปด้วยตามกระบวนการ ในที่นี้คือทำให้กฏหมายที่มักอ้างอิงกันอยู่เสมอนั้นชอบธรรม และมีคุณธรรม ตั้งแต่กฏหมายลูกๆ อย่าง อาญา ๑๑๒ และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ๒๕๕๐ไปจนกระทั่งกำจัดปัจจัยอันทำให้สิทธิของมนุษยชนไทยไม่เท่าเทียม

ดังเช่นกฏหมายพ่อ-แม่ เช่น ก.ม.รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งถึงจะมีบทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนประดับไว้สวยหรู แต่เนื้อในหลายส่วนในรัฐธรรมนูญสอดใส้แฝงไปด้วยองค์กรพิเศษต่างๆ ซึ่งมีอำนาจวินิจฉัย และบังคับไปทางปรปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีผลต่อการใช้สิทธิมนุษยชนของพลเมืองทั้งทางตรง และทางอ้อม

การได้มาซึ่งสมาชิกสภาสูงจำนวนเกือบครึ่งโดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง หรือการเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ องค์กรอิสระ และองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตุลาการเหนืออำนาจนิติบัญญัติ และบริหาร กับการคงอยู่ขององคมนตรีในที่ทางสูงเด่นของรัฐธรรมนูญ เป็นตัวอย่างความลักลั่นที่หลักการสิทธิมนุษยชนสากลถูกเบียดบัง

หมวดพระมหากษัตริย์ มาตรา ๑๒ ถึง ๑๖ เกี่ยวกับความสูงส่งแห่งองคมนตรีจนเป็นช่องทางให้เกิดการอ้างอิง บดบัง และครอบงำไม่ให้ประชาชนถ้วนหน้าสามารถใช้สิทธิมนุษยชนได้อย่างสมบูรณ์ตามเนื้อหาหลักการ ดังนั้นจึงสมควรยกออกไปเสียจากตำแหน่งแห่งหนในกฏหมายสูงสุดของประเทศ ไปสู่ที่ทางอันเหมาะสม คือระเบียบปฏิบัติแห่งสำนักพระราชวัง

เช่นนี้ไม่เพียงจะทำให้หลักการสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญไทยสง่างามสมจริง แล้วยังเป็นอาณิสงค์แก่ผู้ต้องหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพดั่งการโปรดสัตย์ (ย้ำ-‘สัตย์’) ในนัยยะที่ปรวย ซ้อลตี้เฮดสาธยายไว้แก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอนั่นแล

ASIA: Thorough police reform a prerequisite to end the culture of torture (AHRC)

FOR IMMEDIATE RELEASE
AHRC-STM-115-2013
June 25, 2013

A Statement by the Asian Human Rights Commission marking the United Nations International Day in Support of Victims of Torture, June 26

ASIA: Thorough police reform a prerequisite to end the culture of torture

Click here to watch our video presention

The following is a series of reflections by experts, of what has gone wrong in Asia, that despite attempts, torture continues to exist in most Asian states. The response is released marking the United Nations International Day in Support of Victims of Torture, June 26.

Question 1: Is the use of torture widespread in your country?

In Bangladesh, torture is endemic. Every police station or office occupied by the police (or any of the law enforcement agencies) is a place where torture is used systematically, every day. Any place where a member of the law enforcement agencies or security forces stays, or passing through, or temporarily stationed, or the street – in either rural or urban setups – is a potential scene of torture.

Torture is widespread in Burma, mainly in two particular places (1) in detention centres, where police interrogate and keep persons, and (2) in ethnic minority dominated areas, where the Burmese military is present. Torture is also widespread in ordinary criminal inquiries and in crime control, where it most commonly takes the form of beatings and other blunt methods intended to cause pain and obtain a confession, such as twisting and bending limbs into unnatural positions and burning of limbs. In criminal cases like murder, rape, and robbery, police have to take immediate action and give a monthly report to the upper authority. If police cannot solve the problem or do not find the right person, they get into trouble and are under pressure from senior officers or from the government, so they arrest many suspects and torture them to extract a confession. They often write-up a confession for the accused and repeatedly make them read it or force them to memorize it. The police have so many torture methods and they use them as official procedure to obtain confessions. In places dominated by the ethnic minorities, torture seldom takes place in formal detention centres but is meted out in military bases or remote rural villages. Torture is not criminalised in law as a separate or special offense.

In Cambodia, torture is commonly used during police interrogations. The policing system is very primitive and no modernisation has taken place. Torture in prisons is also very common.

In India, not only is torture widespread, but the government intentionally promotes the misconception that a country like India cannot be administrated without the use of torture. Hence, the widespread use of torture in India is falsely justified by the creation of a perception, that fear is an essential component required to maintain law and order. In addition, even though torture is partially criminalised in the Penal Code 1860, the absence of an independent investigative mechanism that encourages the acceptance of complaints and prompts investigation and prosecution of these complaints facilitates the widespread use of torture. The use of force by state agents is the singular response with which the state reacts to all forms of political dissent. The use of force in investigations and crowd control occupies a prominent space in police training. Scientific investigation methods and psychological approaches for criminal investigation are not priorities in police training. Hence, police officers are trained and allowed to use force, including torture. They strongly believe that the use of force, including torture, is legally justified and expected of police officers in India.

In Indonesia, torture is widely practiced by the police against individuals – most of the time, individuals who are suspects in crimes. Several local NGOs in Indonesia have conducted research on this and they concluded that the police subject around 70-80% of suspects to torture and ill treatment. The UN Special Rapporteur on Torture, who visited Indonesia in 2007, also pointed this out, stating that torture is routine practice in Jakarta and other parts of Indonesia. In the last five years, the AHRC has also received a considerable number of reports on individual torture cases.

In Nepal, torture is widespread and it is believed to be an efficient crime investigation strategy. Torture is widespread because there is no effective law or mechanism, and resources insufficient to undertake criminal investigations. Hence, law enforcement agencies use torture or the threat of torture as a tool for criminal investigation. Crime investigators believe that they have a right to extract a confession from the suspect, based on which the investigation of the crime is often undertaken. The impression that law enforcement agencies are empowered to use force against suspects and witnesses in criminal investigation is widespread among the people also, since they do not know – or, in other words, they are often told – that the law enforcement agents are empowered to use all forms of torture upon suspects and even witnesses.

Yes, torture is very widespread and has become endemic in Pakistan. Every police station has at least one private torture cell; the reason is that the police then cannot be blamed for torture happening within their premises. The same issue is there with the armed forces, particularly the army, which runs torture cells in cantonment areas. The air force and navy are running cells too, even in their headquarters.

Torture is thought of as the best way to control crime.

Yes, in the Philippines, torture is the de facto standard procedure of the police and the military. In every arrest, interrogation, and detention, torture is applied in varying degrees, either physical or psychological torture. The police strongly consider the use of torture a necessity.

In Sri Lanka, police torture happens daily in almost every police station. Interrogation simply means torture. People are tortured even before they are asked any questions. AHRC is publishing a book of 400 cases of police torture in Sri Lanka. Methods of torture are extremely brutal.

In Thailand, torture is widely used by the police, army, and other state security forces as a tool of repression and routine form of punishment. Throughout the country, police torture suspects during interrogation and/or to obtain a confession. While the techniques vary from station to station, the use of torture is ubiquitous. In the nine years since martial law and the emergency decree have been in force in southern Thailand, citizens report that people who complain about torture and arbitrary detention are intimidated and punished. Rather than fighting terror, the state security forces have also become agents of it.

Question 2: In your country, are torture and extortion connected?

Bangladesh: Of course! Undoubtedly! The police to extort bribe from the people purposefully use torture. Irrespective of the law, including the Constitution, torture, and bribery exists. In reality, the state’s agents never abide by the law while arresting persons. They torture and extort money from detainees. It continues endlessly. There are no proper authorities that function well, for the people to seek remedies. It is a country where the rule of law does not exist and the concept of justice has disappeared.

Burma: Torture and extortion carried out by police personnel is always connected. The basic problem in Burma is that the police are not paid enough – for example, many get only 40,000 MMK, which is approximately 40 USD, per month. Extortion is used to supplement their income.

Cambodia: Torture and extortion are very much connected. The corruption of the police is quite well known and there is no mechanism to control corruption and extortion.

India: Murderer police officers often enjoy celebrity status by being referred as ”encounter specialists”, even promoted so, by the media. These encounter specialists are those who shoot to kill persons whom they suspect to be criminals. It is natural, that in a country where torture is actively condoned and expected to be the defining character of all law enforcement agencies, the law enforcement agencies use this possibility of generating fear upon the people as a means for extortion. That corruption is widespread in India in all walks of public life does not help in reducing the possibility of state agencies using torture as the most common tool for extortion.

Indonesia: The two issues are related, as there have been many cases in which the police, as means to obtain money from suspects use torture. In Indonesia, the two issues are related also in the sense that torture and ill-treatment are often used to punish suspects who refuse or fail to provide money requested by the police officers. Typically, when somebody is being arrested and detained by the police, he or she will be asked to pay some money, which the police claim will be used for his or her meals or for other purposes. This practice is no doubt illegal as there is some money allocated by the government for all these things. Yet a suspect does not have many choices, as refusing to pay such money results in torture and ill treatment.

Nepal: Just as it is in any other jurisdiction where torture is not a crime, law enforcement agencies who engage in torture with impunity understandably use torture for extortion. The lack of discipline, poor wages, and rampant corruption are other factors that work as catalysts, encouraging state agents to extort favours in cash and kind from civilians. Private individuals to extort money from other citizens also utilize the threat of torture by the state agencies.

Pakistan: Torture and extortion are well connected. The aim of torture is not only about getting information; in general, the purpose is extortion. People pay bribes so that, even if they are still tortured, that torture is to a lesser degree. After taking accused persons into custody, police do not formally arrest him/her for some days and ask for bribes to file cases in which bail is possible (bailable offences) and, if the bribe is not paid, then the person is arrested under a heinous crime as the punishment for not bribing the police.

The Philippines: Partly yes. Historically, torture has been used for the suppression of dissent – notably against communists and Muslim rebels. After the fall of Marcos in 1986, in addition to politically motivated torture cases, more and more non-political torture cases are coming to the surface, like police torture for purposes of extorting money. I do think that there is a correlation between torture and extortion; however, an understanding of torture for the purposes of extortion is not well developed in the Filipinos’ consciousness. It is not clearly understood. It explains why there is no sufficient documentation on this as well.

Sri Lanka: Torture and extortion are deeply linked. There is a heavy criminalisation of the police, who are suspected of kidnappings and murder for hire. By threatening to torture people, police can make money by conniving with complainants or taking money from relatives of the suspects. There is no efficient mechanism to deal with police extortion.

Thailand: Police corruption is common. There are no effective means to combat corruption in general and, naturally, the policing system is seriously affected by corruption.

Question 3: In your country, does the government have the political will to stop torture?

Bangladesh: ‘Political will’ is absent in Bangladesh to end torture. The ruling political party have been ignoring the legislation entitled “Torture and Custodial Death (Prohibition) Bill-2011” since March 2011, despite the fact that the Parliamentary Committee on Private Members’ Bills and Resolutions recommended the Parliament to pass the Bill. The ruling political party promised to end the on-going human rights abuses and claimed that they would bring the perpetrators to justice in their election manifesto in 2008, but has done nothing so far.

Burma: Yes, they say so, always mentioning that torture and inhuman treatment is illegal and against the Geneva Conventions. The Ministry of Home affairs renews the police discipline rules and regulations on paper, has some training with foreign government departments and receives training on international standards on interrogation. The police structure is somewhat changed. However, the District, State, and Division Police chiefs come from the army. That is why the practice of torture continues unabated in the country.

Cambodia: The Cambodian government has not shown any will to improve justice institutions, including the police. The political system resists reforms leading towards the rule of law.

India: In a political environment where corruption and the proceeds of corruption form the denominators with which political allegiances are forged and governments formed, having a civilian police that is capable of scientifically and impartially investigating crimes is not an environment that politicians and other policy-makers would want to prevail in India. Hence, they expect the law enforcement agencies to remain corrupt, to be brutal to the ordinary citizen and to enforce all forms of state writ upon the people. This leaves a narrow common space for politically questioning state actions.

In the absence of any policy to reform the police from what it is today in India, to a civilian police that is fit to serve the requirements of a fast-advancing democracy, torture will remain the single largest impediment to the establishment of the rule of law. Having no policy of reforms is the policy of the government.

Indonesia: The Indonesian government does not have the will to stop the practice of torture. In addition to the fact that torture remains widespread as of today, the government’s lack of will can be seen conclusively from the fact that torture is yet to be criminalised and the fact that there is no effective and adequate protection provided for victims or their families who wish to file a complaint against police officers engaged in such abuse. The government has been planning to revise the current Criminal Code and Criminal Procedure Code, which – if the current draft is enacted- may give some contribution towards the elimination of torture. Yet this revision plan has remained merely a plan for years without certainty about whether it will be enacted.

Nepal: The government does not have the capacity or the political will to contain any form of crime, including the practice of torture committed by law enforcement agencies. The government fears the possibility that law enforcement agents may collectively revolt against the state if the government tries to discipline state agencies. In addition, the scandalous corruption of politicians who play pivotal roles in conceiving and implementing state policies facilitates corruption in state offices.

Pakistan: We have not observed any serious effort from the authorities to stop torture. The present president was tortured severely. Yet, his political party has not initiated any effort to make a law against custodial torture throughout its five years in office.

The Philippines: Partly yes, but the government is also consciously aware that if they push too much, there will be strong resistance. Those in the police and the military are still very much the same people who were involved in widespread and systematic torture during the Marcos period. They remained unpunished. The Government knows the limit of their ‘political will’.

Sri Lanka: The government connives to maintain a bad policing system as it benefits most politicians. There is no will at all to implement the law against torture. Investigations into allegations of torture have been stopped. There is no implementation of the recommendations of the CAT Committee or UN agencies.

Thailand: Despite repeated attempts by victims and human rights defenders to push the Thai government to take action to stop torture, to date they have not done so. The supposed independent institution tasked with redressing complaints of torture by state officials — the National Anti-Corruption Commission — lacks both the will and the capacity to complete carry out its work. The judiciary has actively foreclosed the rights of victims by allowing state officials who have had complaints of torture filed against them to press charges against victims for bringing the complaints.

Question 4: Is it correct to say that without through police reform torture will continue to exist?

Bangladesh: It is impossible to get protection from torture without a thorough reform of the policing system and judicial system in Bangladesh.

Burma: In order to eliminate torture in criminal cases in the long term, Burma’s police force should undergo drastic reforms. The police force relies on the “systemic” practice of “extreme” torture of people held on criminal charges. The judiciary should be independent and strengthened.

Cambodia: Without a basic reform of the system of justice as a whole, there is no way to stop the use of torture at the police stations and in the prisons. Despite a new constitution being adopted in 1993, the old system of administration remains powerful and the separation of powers principle is not practically recognized, though it is in the constitution. Without basic reforms in this area, torture will continue to be practiced.

India: Yes

Indonesia: It is certainly correct. The current legal setting in Indonesia gives much space for the police to torture individuals with impunity. The police can detain suspects for over 60 days without any judicial supervision. If any abuse happens during this period and the victims wish to file a complaint, they can only report it to the police, who are unlikely to do anything about it, as they themselves are the perpetrators.

The reforms needed are not only those, which are legalistic and formal, but also those that are able to address substantive issues. For instance, although today the police are institutionally separated from the prosecutors and the judiciary, and when it comes to torture cases their power seems to be extended up to the prosecution and trial stages. They can influence the prosecutors and the judges. In rare instances when police officers who practice torture are criminally prosecuted and tried, the punishment has been excessively lenient and the judgment does not reflect what actually happened.

Nepal: Reforming the police is a subject that must be approached from different perspectives. It includes resources, training, changes in the legal framework within which the police force operates, including accountability, and the criminalisation of torture. Since the status quo facilitates corruption and all forms of non-accountability in government, people in power do not want to bring in civilian policing in Nepal.

Pakistan: Torture will, to some extent, cease if police reforms are implemented. However, until the civil society resists and protests against the practice of torture, it cannot be stopped. When we fight against torture, it is actually fighting against the mind set in which it is thought that without this punishment society cannot be purified. Well-off persons bribe the police to torture their employees, servants or subordinates. Another issue is that police officers will lose their opportunity to demand and accept bribes. Other important reason for persistent use of torture is the fear of the powerful in Pakistan, that without the fear of torture, the people of Pakistan cannot be kept under oppression and that they will be free from fear that would help them think free.

The Philippines: Yes. It should start within the police establishment. Before 1986, our police and military functioned and operated as the same entity. They received similar training. After 1986, the police and military were structurally separated. However, despite formal separation, they still function as they did under Marcos. In theory, our policing is civilian, but in practice, it is not.

Sri Lanka: It is entirely correct. However, due to constitutional changes made by the government by adopting the 18th Amendment to the constitution, no police reform can happen without constitutional reform. Thus, until such reforms take place, police torture will remain a serious problem in Sri Lanka.

Thailand: What is required is a thorough police reform, concomitant reform of the judiciary, and extensive grassroots human rights education will be necessary. The police must radically shift their approach to fighting crime and dealing with alleged perpetrators. The accused is often treated as guilty until proven innocent, and this leads to a dangerous dehumanisation. This facilitates torture and simultaneously creates challenges for redressing it.

# # #

About AHRC: The Asian Human Rights Commission is a regional non-governmental organisation that monitors human rights in Asia, documents violations and advocates for justice and institutional reform to ensure the protection and promotion of these rights. The Hong Kong-based group was founded in 1984.

About the video: The video is produced by the AHRC in collaboration with Ms. Josefina Bergsten of www.picturesbythewayside.com

 

Visit our new website with more features at www.humanrights.asia.

You can make a difference. Please support our work and make a donation here

—————————–

Asian Human Rights Commission
#701A Westley Square,
48 Hoi Yuen Road, Kwun Tong, Kowloon,
Hongkong S.A.R.
Tel: +(852) 2698-6339
Fax: +(852) 2698-6367
Web: humanrights.asia
twitter/youtube/facebook: humanrightsasia

Please consider the environment before printing this email.

กลุ่มญาติวีรชน เมษา-พฤษภา 53 กว่า 40 คน ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เมื่อเช้าไปยื่นหนังสือมาโดยรวมตัวกันที่หน้า UN. ญาติวีรชนเดินทางมาจากต่างจังหวัดหลายคน และ มาจากหลายจังหวัด
ที่จริงไปถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตั้งแต่ ยังไม่ 6 โมงเช้า แต่นัดน้องคนนึงว่าจะโทร.ไปปลุก เห็นยังเช้ามากก็เกรงใจ ไม่อยากโทร.จน 6.15 น.จึงโทร.ไป แต่น้องบอกต้องขอโทษจริงๆติดงาน
ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน รอ 70 นานมากกว่าจะมา มาก็แน่นสุดๆ จึงรอคันหลังเห็นว่าเวลาเหลือเฟือ
ประมาณเกือบ 20 นาที สาย 70 ก็โผล่มาอีกเป็นรถแอร์ โดดขึ้นเลยละ มาได้ครึ่งทางแม่น้องเกดโทร.มาถามว่า ถึงไหนแล้ว เราจึงว่าใกล้ถึงแล้วจ้าแต่รถติดไม่ขยับเลย แม่บอกว่า ญาติวีรชนมาจากต่างจังหวัดโทร.มาบอกว่า มาถึงตั้งแต่ตี 5 กว่า ลงรถหน้า UN. ญาติมารอกันตรึมแระ รวมทั้งแม่น้องเกดด้วย
กลายเป็นเราสายกว่าเขา แม่ว่าโทร.หาจอมดิ่ บอกว่าจะมา มาป่าว? สักพักจอมรับบอก กำลังไปพี่จะถึงแระ
สันติบาล นักข่าว หน่วยข่าวทหารเพียบ เจ้าหน้าที่ UN.ออกมาถามว่า มายื่นหนังสืออย่างเดียวใช่มั้ยครับ
เราจึงว่าไม่ได้มายื่น UN.ค่ะ ยื่นที่่ทำเนียบ
รอญาติจนมาเกือบครบเดินไปประตูด้านตึกแดงกัน ตำรวจเอารถนักโทษมาจอดรอ 1 คัน
พอถึงประตูแม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คุมอยู่ประตูว่า มายื่นหนังสือให้นายก (ระหว่างเดินทางข้ามถนนไปยื่น มีช่างภาพวิ่งกันมาถ่ายภาพหลายคน) สักพัก เจ้าหน้าที่เอากุญแจมาที่ประตู เรานึกว่ามาไขให้เข้า
เปล่าเลย เอาโซ่มาคล้องให้แน่นหนา แล้วหยิบลูกกุญแจมาล็อคอีกต่างหาก
เห็นแค่นั้น ญาติวีรชนคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นว่า ไม่ต้องทำกับพวกกูขนาดนี้หรอก
เราจึงรุมใส่กันใหญ่ ไอ้เจ้าหน้าที่อ้า ปากเถียงว่าทำตามหน้าที่ เราจึงสวนว่า กูรู้พวกมึงก็ทำตามหน้าที่ทั้งนั้นแหละ ตอนออกมายิงพวกกูก็บอกทำตามหน้าที่(เห็นมะ จะด่าซะอย่างหาเรื่องโยงจนได้แหละ)
แม่น้องเกดบอก ไม่ต้องว่าเขา เราได้ภาพแล้ว แค่นี้ก็พอใจ
สงสัยจะเป็นภาพแห่งปี ภาพเจ้าสหน้าที่ทำเนีบยลั่นกุญแจใส่หน้าญาติวีรชน
รอเกือบครึ่งชั่วโมง แรมโบ้อีสาน ชื่อจริงไรไม่รู้จำไม่ได้ ก็ลงรถมารับหนังสือจากด้านนอก แม่น้องเกดจึงมอบเอกสาร และนำญาตวีรชนที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และพี่คนนึงที่โดนทำร้ายจนพิการ และ ดวงตาใกล้บอด(คนนี้เคยเห็นหน้า นักสู้รุ่นแรกสนามหลวง พูดไปน้ำตาคลอเบ้าไป ว่าธงทอง แทงเรื่องว่า ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย (พิการกึ่งอัมพฤกษ์ ตาเริ่มบอดทั้ง 2 ข้าง) มันบอกบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่ยอมปลดธงทองรึ ?พี่น้องเราจึงต้องโดนกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ รู้ทั้งรู้ว่า ธงทองมันคนของใคร?
วันนี้เป็นแค่น้ำจิ้ม ต่อไปจะเป็นการกดดันทุกอาทิตย์ จะมากขึ้นๆ และหนักขึ้นๆ เรื่อยๆ ให้มันรู้ไปว่า คำสั่งที่ออกมาไม่ให้มองเห็นญาติวีรชนนั้น
มันก่อเกิดความปวดร้าวใดๆให้กับพวกเขามั่ง?
การเมืองเป็นเรื่อง สกปรก เกินกว่าพวกเราจะคาดคิด แต่ทั้งๆที่รู้พวกเราก็ยอมไม่ได้ว่ะ ที่จะปฏิบัติกับพี่น้องเราผู้สูญเสียเยี่ยงนี้
อย่าลืมนะ งบปราบปราม 6000 ล้าน
งบเยียวยา 2000 ล้าน มันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะม็อบปราบ 6000ล้านนั้น
มันปราบเสื้อแดงสีเดียวนะ
แต่งบเยียวยา 2000 ล้านนั้น มันแจกทั้งเหลืองทั้งแดง แถมคนแจกเป็นเหลือง
ถามว่าคนเสื้อแดงจะเหลืออะไร?
แล้วไอ้พวกอวยพรรคไม่ต้องมาแหกปาก ว่า เสือกออกมากันเอง พรรคไม่ได้ให้ออก ถุยส์ ใครวะ วีดีโอลิงค์ให้พี่น้องออกกันมาเยอะๆ กระสุนนัดแรกดังเมื่อๆไหร่ ผมจะนำทัพ เข้ามาอ่่ะ
และเงินเยียวยาที่ได้กันคนละ 7.5 ล้านนั้นก็คือเงินภาษีของประชาชนนะ อย่าลิม!

โดยส่วนตัว เรารักนายกทักษิณนะ เพราะรักท่านนี่แหละจึงทนอยู่ไม่ได้
ต้องออกมาต่อสู้
รักเพราะในวันน้น ท่านรักประชาชน
รักเพราะในวันนั้น ท่านเลือกทำเพื่อประชาชน
รักเพราะไม่เคยมีนักการเมืองคนไหน กล้าทำประโยชน์ให้กับประชาชนเช่นท่าน

วันนี้ อย่าให้คำว่า นักธุรกิจ พ่อค้า นักการเมือง มาเปลี่ยน หัวใจรัก ที่เคยมีต่อท่าน ท่านอยู่เมืองนอก ท่านอาจไม่ได้มารู้ ไม่ได้มาสัมผัส ความรู้สึก เจ็บช้ำร้าวราน ที่พวกมันเหยียบย้ำซ้ำลงในหัวใจประชาชนคนเสื้อแดงซ้ำๆซากๆ
เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายๆปี
ว่ามันต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน?
สามปีแล้ว พี่น้องเรายังอยู่ในคุก คนสั่งฆ่ายังลอยหน้า คนลงมือยิงยังลอยนวล
พรรคท่านเหลือเวลา อีกเพียง ปีเดียวเท่านั้นนะ
อย่าผลักไส มิตร ไปเป็นศัตรูเลย พวกท่านคิดจริงๆหรือว่า?
พวกท่านจะอยู่ได้จริงๆบนแผ่นดินนี้ ถ้าไม่มีประชาชน.

Nithiwat Wannasiri

กลุ่มญาติวีรชน เมษา-พฤษภา 53 กว่า 40 คน นำโดยแม่พยาบาลกมนเกด
และพ่อน้องเฌอ รวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ประกาศจุดยืนต่อต้านพรบ.ปรองดองล้างผิดฆาตกร(ฉบับเฉลิม) ซึ่งมีเนื้อหานิรโทษกรรมให้คนสั่งฆ่าประชาชนรวมอยู่ด้วย และคัดค้านเนื้อหาส่วนที่นิรโทษกรรมให้”ทหารทุกระดับ”ที่สอดใส้มาในพรบ.นิรโทษกรรม(ฉบับวรชัย)นี้ด้วย

พร้อมเรียกร้องให้เร่งรัดคดีสังหารประชาชนรวมถึงการนิรโทษกรรม”เฉพาะประชาชน”ทุกสีทุกฝ่าย โดยไม่รวมแกนนำ และเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารประชาชน

ซึ่งหากรัฐไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้(ไม่นิรโทษฆาตกรทุกระดับ) ทางกลุ่มญาติวีรชนจะรวมตัวกันร่างพรบ.นิรโทษกรรมประชาชนเสนอเข้าสภาเองอีกฉบับหนึ่งก่อนเปิดสภา

/นิธิวัต วรรณศิริ รายงาน — กับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ 4 อื่นๆ

เมื่อเช้าไปยื่นหนังสือมาโดยรวมตัวกันที่หน้า UN. ญาติวีรชนเดินทางมาจากต่างจังหวัดหลายคน และ มาจากหลายจังหวัด 
ที่จริงไปถึงสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินตั้งแต่ ยังไม่ 6 โมงเช้า แต่นัดน้องคนนึงว่าจะโทร.ไปปลุก เห็นยังเช้ามากก็เกรงใจ ไม่อยากโทร.จน 6.15 น.จึงโทร.ไป แต่น้องบอกต้องขอโทษจริงๆติดงาน
ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน รอ 70 นานมากกว่าจะมา มาก็แน่นสุดๆ จึงรอคันหลังเห็นว่าเวลาเหลือเฟือ 
ประมาณเกือบ 20 นาที สาย 70 ก็โผล่มาอีกเป็นรถแอร์ โดดขึ้นเลยละ มาได้ครึ่งทางแม่น้องเกดโทร.มาถามว่า ถึงไหนแล้ว เราจึงว่าใกล้ถึงแล้วจ้าแต่รถติดไม่ขยับเลย แม่บอกว่า ญาติวีรชนมาจากต่างจังหวัดโทร.มาบอกว่า มาถึงตั้งแต่ตี 5 กว่า ลงรถหน้า UN. ญาติมารอกันตรึมแระ รวมทั้งแม่น้องเกดด้วย
กลายเป็นเราสายกว่าเขา แม่ว่าโทร.หาจอมดิ่ บอกว่าจะมา มาป่าว? สักพักจอมรับบอก กำลังไปพี่จะถึงแระ
สันติบาล นักข่าว หน่วยข่าวทหารเพียบ เจ้าหน้าที่ UN.ออกมาถามว่า มายื่นหนังสืออย่างเดียวใช่มั้ยครับ
เราจึงว่าไม่ได้มายื่น UN.ค่ะ ยื่นที่่ทำเนียบ 
รอญาติจนมาเกือบครบเดินไปประตูด้านตึกแดงกัน ตำรวจเอารถนักโทษมาจอดรอ 1 คัน
พอถึงประตูแม่แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คุมอยู่ประตูว่า มายื่นหนังสือให้นายก (ระหว่างเดินทางข้ามถนนไปยื่น มีช่างภาพวิ่งกันมาถ่ายภาพหลายคน) สักพัก เจ้าหน้าที่เอากุญแจมาที่ประตู เรานึกว่ามาไขให้เข้า
เปล่าเลย เอาโซ่มาคล้องให้แน่นหนา แล้วหยิบลูกกุญแจมาล็อคอีกต่างหาก
เห็นแค่นั้น ญาติวีรชนคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นว่า ไม่ต้องทำกับพวกกูขนาดนี้หรอก
เราจึงรุมใส่กันใหญ่ ไอ้เจ้าหน้าที่อ้า ปากเถียงว่าทำตามหน้าที่ เราจึงสวนว่า กูรู้พวกมึงก็ทำตามหน้าที่ทั้งนั้นแหละ ตอนออกมายิงพวกกูก็บอกทำตามหน้าที่(เห็นมะ จะด่าซะอย่างหาเรื่องโยงจนได้แหละ)
แม่น้องเกดบอก ไม่ต้องว่าเขา เราได้ภาพแล้ว แค่นี้ก็พอใจ 
สงสัยจะเป็นภาพแห่งปี ภาพเจ้าสหน้าที่ทำเนีบยลั่นกุญแจใส่หน้าญาติวีรชน
รอเกือบครึ่งชั่วโมง แรมโบ้อีสาน ชื่อจริงไรไม่รู้จำไม่ได้ ก็ลงรถมารับหนังสือจากด้านนอก แม่น้องเกดจึงมอบเอกสาร และนำญาตวีรชนที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และพี่คนนึงที่โดนทำร้ายจนพิการ และ ดวงตาใกล้บอด(คนนี้เคยเห็นหน้า นักสู้รุ่นแรกสนามหลวง พูดไปน้ำตาคลอเบ้าไป ว่าธงทอง แทงเรื่องว่า ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย (พิการกึ่งอัมพฤกษ์ ตาเริ่มบอดทั้ง 2 ข้าง) มันบอกบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะไม่ยอมปลดธงทองรึ ?พี่น้องเราจึงต้องโดนกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นนี้ รู้ทั้งรู้ว่า ธงทองมันคนของใคร?
วันนี้เป็นแค่น้ำจิ้ม ต่อไปจะเป็นการกดดันทุกอาทิตย์ จะมากขึ้นๆ และหนักขึ้นๆ เรื่อยๆ ให้มันรู้ไปว่า คำสั่งที่ออกมาไม่ให้มองเห็นญาติวีรชนนั้น
มันก่อเกิดความปวดร้าวใดๆให้กับพวกเขามั่ง?
การเมืองเป็นเรื่อง สกปรก เกินกว่าพวกเราจะคาดคิด แต่ทั้งๆที่รู้พวกเราก็ยอมไม่ได้ว่ะ ที่จะปฏิบัติกับพี่น้องเราผู้สูญเสียเยี่ยงนี้
อย่าลืมนะ งบปราบปราม 6000 ล้าน
งบเยียวยา 2000 ล้าน มันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว เพราะม็อบปราบ 6000ล้านนั้น
มันปราบเสื้อแดงสีเดียวนะ
แต่งบเยียวยา 2000 ล้านนั้น มันแจกทั้งเหลืองทั้งแดง แถมคนแจกเป็นเหลือง
ถามว่าคนเสื้อแดงจะเหลืออะไร?
แล้วไอ้พวกอวยพรรคไม่ต้องมาแหกปาก ว่า เสือกออกมากันเอง พรรคไม่ได้ให้ออก ถุยส์ ใครวะ วีดีโอลิงค์ให้พี่น้องออกกันมาเยอะๆ กระสุนนัดแรกดังเมื่อๆไหร่ ผมจะนำทัพ เข้ามาอ่่ะ
และเงินเยียวยาที่ได้กันคนละ 7.5 ล้านนั้นก็คือเงินภาษีของประชาชนนะ อย่าลิม!

โดยส่วนตัว เรารักนายกทักษิณนะ เพราะรักท่านนี่แหละจึงทนอยู่ไม่ได้ 
ต้องออกมาต่อสู้ 
รักเพราะในวันน้น ท่านรักประชาชน
รักเพราะในวันนั้น ท่านเลือกทำเพื่อประชาชน
รักเพราะไม่เคยมีนักการเมืองคนไหน กล้าทำประโยชน์ให้กับประชาชนเช่นท่าน

วันนี้ อย่าให้คำว่า นักธุรกิจ พ่อค้า นักการเมือง มาเปลี่ยน หัวใจรัก ที่เคยมีต่อท่าน ท่านอยู่เมืองนอก ท่านอาจไม่ได้มารู้ ไม่ได้มาสัมผัส ความรู้สึก เจ็บช้ำร้าวราน ที่พวกมันเหยียบย้ำซ้ำลงในหัวใจประชาชนคนเสื้อแดงซ้ำๆซากๆ
เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เป็นหลายๆปี
ว่ามันต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน? 
สามปีแล้ว พี่น้องเรายังอยู่ในคุก คนสั่งฆ่ายังลอยหน้า คนลงมือยิงยังลอยนวล
พรรคท่านเหลือเวลา อีกเพียง ปีเดียวเท่านั้นนะ 
อย่าผลักไส มิตร ไปเป็นศัตรูเลย พวกท่านคิดจริงๆหรือว่า? 
พวกท่านจะอยู่ได้จริงๆบนแผ่นดินนี้ ถ้าไม่มีประชาชน.

Nithiwat Wannasiri

กลุ่มญาติวีรชน เมษา-พฤษภา 53 กว่า 40 คน นำโดยแม่พยาบาลกมนเกด 
และพ่อน้องเฌอ รวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ประกาศจุดยืนต่อต้านพรบ.ปรองดองล้างผิดฆาตกร(ฉบับเฉลิม) ซึ่งมีเนื้อหานิรโทษกรรมให้คนสั่งฆ่าประชาชนรวมอยู่ด้วย และคัดค้านเนื้อหาส่วนที่นิรโทษกรรมให้"ทหารทุกระดับ"ที่สอดใส้มาในพรบ.นิรโทษกรรม(ฉบับวรชัย)นี้ด้วย

พร้อมเรียกร้องให้เร่งรัดคดีสังหารประชาชนรวมถึงการนิรโทษกรรม"เฉพาะประชาชน"ทุกสีทุกฝ่าย โดยไม่รวมแกนนำ และเจ้าหน้าที่รัฐที่สังหารประชาชน

ซึ่งหากรัฐไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้(ไม่นิรโทษฆาตกรทุกระดับ) ทางกลุ่มญาติวีรชนจะรวมตัวกันร่างพรบ.นิรโทษกรรมประชาชนเสนอเข้าสภาเองอีกฉบับหนึ่งก่อนเปิดสภา

/นิธิวัต วรรณศิริ รายงาน — กับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ 4 อื่นๆ

A Thai garment workers leader was warned to watch out in “Messing with the Highness”.

Jittra Cotchadet

Jittra Cotchadet, former head of the Triump Garment Workers Union, posted a note on her Facebook page on May 27, 2013 expressing her grave concern that she had been harassed and threatened by a recent incident when some men  came in an Air Force color (Grayish blue) vehicle and asked questions about her identity in Supanburi province, her hometown.

Her Monday note reads:

“This morning around 8:00 a.m., I received a phone call from my older sister in Supan (buri). My sister said the head of her village came by to inform her that there had been two men in a grayish blue color pick-up truck asking many questions about Jittra. “Where is Ning who lives at the house number 54?” The village head replied, “She works in Bangkok.” “Does she come home often?” they asked.

The mysterious men asked more questions.
“Are there many Red-shirts around here?”
“Did a lot of them go to the big rally (in Bangkok)?”

The village head told them he did not pay much attention or know anything about it. Then the men said they came from Pratumtani and told the village head, “You tell Chittra to watch out because she is messing with the highness” before driving away. (Note that this time they referred to her as Jittra, instead of Ning).

“My sister then asked her dad and uncle whether they had seen any suspicious looking people going around the house. They confirmed having seen some men in a similar blue color truck driving by the house. “They drove past the house and turned around three or four times,” they reported.

 

Jittra did not know who these guys were, but assumed from her past experiences they might have had harmful intention to threaten her.  During the years 2007-2012, she encountered many kinds of harassment, including several threats to kill her by phone, by putting up a sign in front of the factory in which she worked, and by calling her name on the radio and through social media.

She was even attacked by some men at her house in Samutpragarn. There were men in black and men in military fatigue uniform taking pictures of her house, and at one time a soldier was lying in front of her office.

Furthermore, the Internal Security Operations Command took her neighbor across the street for training as an operative then assigned a task to watch over her movements.  A friend in the garment worker union also told her that in 2008 the security command was contemplating a plan to abduct and kill her. (There is evidence that it was an actual plan.)

“When can the Thai society be fully democratic?

When will this kind of harassment vanish from Thailand?”

Such incidents reported above symbolize a savage and backward society.  Some of the laws in Thailand are already considered cruel, but these actions of harassment are even more barbaric.

 It is now time to stop.”