Monthly Archives: August 2015

ป่วนรายวัน

895

วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2558 Nick Ragan ให้ข้อคิดเรื่อง การสอบสวน ชาว ต่างชาติ ในค่ายทหาร ต้องมีความระมัดระวังโปร่งใส

อำนาจ-บารมีในยุค คสช.ครองเมืองได้ชัดเจน

894

ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ที่ใครๆก็คิดว่าอำนจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้จะอยู่ในมือของ “บิ๊กตู่” เพียงคนเดียว ฟันธงได้เลยว่า

“คิดผิดถนัด”

เพราะคนที่มีอำนาจ-บารมี-คอนเนคชั่น เหนือ “บิ๊กตู่” ยังคงเป็น “บิ๊กป้อม” ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่สามารถขัดใจ “บิ๊กตู่” ชงชื่อคนใกล้ชิดขึ้นยึดหัวหาดตำแหน่งสำคัญได้หมด
อาจจะเพราะหากตัดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี-หัวหน้า คสช. 2 หัวโขนที่ “บิ๊กตู่” สวมอยู่ ดูเหมือนจะไม่ใหญ่เท่าขัวโขน “พี่ใหญ่บูรพาสุนัข” ที่ไม่มีใครมาแย่ง “บิ๊กป้อม” ไปได้

เมื่อ “พี่ใหญ่ป้อม” สั่ง “น้องตู่” ก็ไม่ขัดข้องที่จะทำตาม อาจจะหมองใจนิดหน่อย แต่ก็ไม่กล้าขัดขืนแข็งข้อใส่ ยิ่งพักหลังมี “สัญญาณพิเศษ” ส่งตรงถึง พล.อ.ประวิตรอยู่บ่อยๆ ยิ่งต้องทำให้คนเป็นน้องต้องสงบเสงี่ยมอยู่ในที่ตั้งเหมือนกัน

“บิ๊กป้อม” ทำผลงานทะลุเป้าอีกครั้งหนึ่ง หลังส่งน้องรัก-คนรู้ใจ-คนอกหัก ขึ้นคุมหน่วยงานความมั่นคงหลักของประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีหลุด-ไม่มีตกแม้แต่ตำแหน่งเดียว

เริ่มกันที่ “น้องรัก” อย่าง “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีระชัย นาควานิช ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หากไม่มีอะไรพลิกโผคงได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. ตามใจหมายปอง ท่ทมกลางข่าวลือหนาหูว่า “บิ๊กหมู” ถึงกับหลั่งน้ำตาลูกผู้ชายต่อหน้า “บิ๊กป้อม” หลังมีข่าวออกมาว่าตัวเต็งที่จะนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. เป็นชื่อของ “บิ๊กติ๊ก” ปรีชา จันทร์โอชา ผู้ช่วยผบ.ทบ. น้องรักสุดเลิฟของ ประยุทธ์

ด้วยความที่ “บิ๊กหมู” เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ของบูรพาสุนัข เริ่มต้นรับราชการประจำการอยู่ในค่ายจักรพงษ์ พล.ร.2 รอ.ปราจีนบุรี คุมกำลังในหน่วยรบมาอย่างโชกโชน เคยเป็น ผบ.พัน และ ผบ.กรม ใน พล.ร.2 รอ. ก่อนขยับเข้าสู่กองทัพภาคที่ 1 เป็นแม่ทัพน้อยภาคที่ 1 รองเสนาธิการทหารบก และแม่ทัพภาคที่ 1 ตามลำดับ

เรียกว่าเส้นทางถอดแบบ ผบ.รุ่นพี่มาเป๊ะๆ ทั้งยังเป็นมือทำงานของ ประวิตร อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ ประยุทธ์ มาอย่างใกล้ชิดด้วย

อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันนี้ “บิ๊กป้อม” ต้องหนีบ “สัญญาณพิเศษ” เดินสายเคลียร์ใจ “บิ๊กตู่” รวมถึง “บิ๊กโด่ง” อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ผบ.ทบ.ให้ เพราะมีข่าวว่า “บิ๊กโด่ง” กับ “บิ๊กหมู” ไม่กินเส้นกันอย่างแรง

ที่ร้ายกว่านั้นยังมีข่าวอีกว่า ประวิตรออกแรงไปขอช่วยแกมบังคับให้ อุดมเดชชงชื่อ “บิ๊กหมู” เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการกลาโหม เพื่อให้ที่ประชุมชงชื่อนั่งตำแหน่งผบ.ทบ. ก่อนที่จะส่งให้ “บิ๊กตู่” อย่างไร้กังขา ไร้แรงต้าน เพราะหาก พล.อ.อุดมเดชส่งชื่อ “บิ๊กติ๊ก” นั่ง ผบ.ทบ.ตามแผนเดิมแล้ว ประวิตรขอใช้สิทธิเปลี่ยนตัวกลางที่ประชุมกลาโหมจะเกิดข้อกังขามากมาย แล้วตัว “บิ๊กป้อม” เองจะมีมลทินติดตัวทันที

อาจกลายเป็นปมหมางใจเลยเถิดกันไปของ “พี่ป้อม-น้องตู่” ด้วย

ที่สำคัญอาจจะโดนน้องๆในกองทัพหาว่าลำเอียงเลือกที่รักมักที่ชังเอาได้ ทางรอดเดียวของ “บิ๊กป้อม” คือโยนให้ “บิ๊กโด่ง” ทำเอง ตัวเองลอยตัว น้องรักสมหวังก็เป็นพอ

ผลพวงจากการที่ “บิ๊กป้อม” จัดโผทหารด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด แม้จะมีรายการคุณขอมาบ้าง แต่โอกาสน้อยที่นายทหารที่ไม่ใช่เครือข่ายบูรพาสุนัขจะได้เป็นใหญ่ คนที่ไม่เคยเข้ามูลนิธิป่ารอยต่อที่ ร.1 รอ. หมดสิทธิหวังได้ลาภก้อนโต

ก่อนหน้านี้ “ป๋าป้อม” ก็เคยแสดง ฤทธิ์มาแล้วกับเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามเนื้อผ้าแล้วเป็น “บิ๊กตู่” ที่ตามตำแหน่งแล้วเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (กต.ช.) ต้องเคาะครั้งสุดท้าย แต่กลับมอบอำนาจให้ ประวิตรเลือกเอา “บิ๊กแป๊ะ” จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ชงชื่อขึ้นเป็นผบ.ตร.คนใหม่ แทน “สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” ผบ.ตร.ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ

ทั้งที่ “บิ๊กแป๊ะ” ยังเหลืออายุราชการอีก 5 ปี

ตรงกันข้ามแคนดิเดตคนสำคัญ “พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์” รองผบ.ตร. ที่เหลืออายุราชการเพียงแค่ 1 ปี แต่กลับถูกมองข้ามแบบไม่ใยดี ด้วยเหตุผลสั้นๆว่า พิจารณาจากความเหมาะสมกับสถานการณ์

ชั่วโมงนี้จึงถือว่าขุมกำลังทางงานด้านความมั่นคงอยู่ในมือ “บิ๊กป้อม” แบบเบ็ดเสร็จ สั่งซ้ายหันขวาหันได้หมด แม้จะรับคำสั่งจาก “บิ๊กตู่” แต่คนสั่งตัวจริงคือ “ป๋าป้อม”

นอกจากการจัดโผข้าราชการตำรวจ-ทหารแล้ว “ป๋าป้อม” ยังสามารถจับวางเก้าอี้ในส่วนอื่นๆได้อย่างถนัดถนี่โดยไม่ต้องเกรงใจใคร อย่างตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่ง “อนุสิษฐ คุณากร” เจ้าของตำแหน่งกำลังจะเกษียณอายุราชการ แม้จะมีระบบจัดการภายในวางไลน์ “ลูกหม้อ” ไว้อย่างชัดเจน เพราะเป็นหน่วยงานความมั่นคงที่สำคัญ จนเคยมีปัญหา “คนข้ามห้วย” เมื่อสมัยรัฐบาลเลือกตั้ง ที่ “ถวิล เปลี่ยนศรี” อดีตเลขาฯ สมช.เคยเอาเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลจนเป็นเหตุสำคัญทำให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ตกเก้าอี้มาแล้ว

มายุคนี้หน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ธรรมนงธรรมเนียมปฏิบัติอะไรก็ไม่สำคัญ

เมื่อ “ป๋าป้อม” จะเอาซะอย่าง มีข่าวว่า พอเคลียร์ตำแหน่งใน “กองทัพไทย” ไม่ลงตัว ก็ต้องมองหาที่นั่งในส่วนอื่นมารองรับ อย่างรายของ “พล.อ.ทวีป เนตรนิยม” ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ที่ใจจริงอยากเกษียณอายุราชการในกองทัพ แต่เมื่อเคลียร์ไม่ลงตัว ก็เลยต้องเสนอแกมบังคับให้ พล.อ.ทวีปโยกออกจากหน่วยทหาร โดยเล็งไปที่ตำแหน่ง เลขาธิการ สมช.ที่กำลังจะว่าง

แม้จะมีแรงต้านจากบรรดา “ลูกหม้อ สมช.” ทั้ง “ถวิล” ที่เป็นทีมกุนซือของ “บิ๊กป้อม” เอง รวมไปถึง “ขจัดภัย บุรุษรัตน์” ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแรง โดยสะกิดเตือนว่า ข้อครหาที่ทำให้ “คุณหนูปู” ต้องพ้นเก้าอี้นายกฯ ส่วนหนึ่งมาจากการโยกย้าย “ถวิล” ออกจากตำแหน่ง แล้วเอา “พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร” คนนอก สมช.เข้ามาทำงาน ขณะที่ “กนกทิพย์ รชตะนันทน์” รองเลขาธิการ สมช.อาวุโสสูงสุด ที่จ่อจะจะสร้างประวัติศาสตร์เป็น เลขาธิการ สมช.หญิงคนแรก ได้แต่มองตาปริบๆ

ว่ากันว่า “ลูกหม้อ สมช.”

เสียความรู้สึกไม่น้อยที่ “บิ๊กป้อม” ไม่ได้สนใจเสียงทัดทาน เพราะเห็นประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง และเลือกที่จะทำร้ายจิตใจคน สมช. ทั้งที่ “บิ๊กตู่” เคยไฟเขียวให้ “กนกทิพย์” รอเป็นเลขาธิการ สมช.

ท้ายที่สุดก็เป็น ประวิตรที่ขอไว้ เพื่อให้การแต่งตั้งโยกย้ายใน บก.กองทัพไทยลงตัว

ตามไทม์ไลน์แล้วชื่อ พล.อ.ทวีปจะถูกชงเข้าที่ประชุม ครม.ในตำแหน่งเลขาธิการ สมช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังติดขัดเรื่องการจัดเตรียมเอกสารโอนย้าย โดยคาดว่าสัปดาห์นี้ก็จะได้ว่าที่เลขาธิการ สมช.ที่ชื่อ พล.อ.ทวีป
กลายเป็นว่า คนที่น่าจะมีอำนาจที่สูงสุดต้องเชื่อฟัง “บิ๊กป้อม” ที่ตำแหน่งเล็กกว่า

ปีกว่าที่เข้าสู่อำนาจกันมา สองศรีพี่น้องบูรพาสุนัขขัดใจ-ขบเหลี่ยมกันหลายเรื่อง แต่ก็เคลียร์ใจผลัดกันถอยทำให้ไม่มีปัญหาคาใจกันตามประสาคนบ้านใกล้ ร่วมโต๊ะดินเนอร์อาหารเย็นกันไม่เว้นแต่ละวัน

คงจะมีก็แต่เพียงเมื่อครั้งที่ “ป๋าป้อม” พยายามผลักดัน “เซเลปสาวสวย” ให้รับตำแหน่งรองโฆษกรัฐบาล หนเดียวเท่านั้นที่หัวเด็ดตีนขาดยังไง “บิ๊กตู่” ก็ไม่ยอม นอกนั้นยอมลงให้ลูกพี่หมดทุกเรื่อง

สะท้อนให้เห็นอำนาจ-บารมีในยุค คสช.ครองเมืองได้ชัดเจน

จะไปกลัวอะไรกันนักหนา

893

ผู้นำ กบฏ คสช.

กล่าวภายหลังเดินทางกลับจากการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ ว่า เรื่องสถานการณ์ทางการเมือง ตนได้บอกกับทางฟิลิปปินส์ว่าประเทศไทยกำลังเดินตามโรดแม็ปอยู่ ในเรื่องของการเตรียมการทำรัฐธรรมนูญ เตรียมการทำประชามติ ถ้าขั้นที่ 1 ผ่านก็ขั้นที่ 2 และขั้นที่ 3 สู่การเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันในเจตนารมณ์ของเราจะไม่ไปฝืนในสิ่งที่ทำไว้เดิมก็คือโรดแม็ป ซึ่งคนที่ทำไม่ให้เป็นไปตามโรดแม็ปก็พวกที่ออกมาพูดจากันอยู่ขณะนี้ และทำให้ประชาชนสับสน

“ฉะนั้นอย่าดูถูกประชาชน อย่าไปชี้นำ ไม่ใช่ผมไม่รับผิดชอบ แต่เคยบอกแล้วว่า บ้านเราเมืองเรา การเมืองเราให้ท่านทำมาตั้งนานแล้ว ท่านก็แก้ไขอะไรไม่ได้สักที

ฉะนั้น วันนี้ผมเป็นกรรมการ ก็สามารถกำหนดกติกาออกมาได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนดู ประชาชนที่รับประโยชน์ว่า เขาโอเคไหม ถ้าเขาโอเคควรที่จะมีกติกาใหม่หรือเปล่า ก็ไปว่ากันมา ไม่ได้ต้องการที่จะมีอำนาจเหนือใครทั้งสิ้น”

ดหล่ หมามุ่ย ยังกล่าวต่อ ถึงคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ว่า

จะไปกลัวอะไรกันนักหนา สื่อมวลชนเข้าใจไหม อธิบายได้ไหม หรือวิจารณ์อะไรไปเรื่อยเปื่อย เข้าใจเขาเขียนว่ายังไง อ่านหรือยัง แล้วมันดีหรือไม่ดีในความคิดของสื่อ หรือไม่เป็นประชาธิปไตย

แล้วประชาธิปไตยที่ผ่านมา มันเป็นอย่างไร

คิดให้มันต่อเนื่อง หรือต้องการประชาธิปไตยที่เป็นแบบเก่ามาหลายสิบปี ซึ่งมีรัฐธรรมนูญหลายฉบับมาแล้ว หากฉบับนี้จะเปลี่ยนแปลงก็ให้ขึ้นอยู่กับประชาชน ให้ประชาชนคิดว่า เขาจะได้อะไร หรือไม่ได้อะไร ไม่ใช่เราไปชี้นำ พวกเราต้องออกมาแสดงความคิดเห็นที่เป็นประชาธิปไตย ที่ผ่านมาก็พูดแบบนี้ ตีมาแบบนี้ ก็พูดแบบเดิม

“ไม่รู้จักละอายบ้างนะ ผมว่าคนดีๆ ผมไม่ไปแตะต้องอยู่แล้ว ไม่ไปยุ่งกับท่าน แต่คนที่มีปัญหาชอบมาพูดนี้ พูดโน้น ประชาชนก็ตัดสินเอาแล้วกัน ผมขี้เกียจไปทะเลาะด้วย”

ส่วนกรณีพรรคการเมืองจับมือคว่ำรัฐธรรมนูญ

เหล่ หมามุ่ย กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า

“จะจับมือคว่ำได้อย่างไร เขามีกี่คน ประชาชนมีกี่คน นักการเมืองมีถึงร้อยไหม หรือสองร้อย ประชาชนที่เหลือมีเท่าไร 60 กว่าล้านคน แล้วท่านจะให้เขาชี้นำในเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาหรือเปล่าไม่รู้ ไปเลือกกันเอาเอง ผมทำมาให้ขนาดนี้แล้ว ก็ไปเลือกกันเอาเอง”

********************************

ถุย……………. ๆๆ

กูขอถามมึง ไอ้ เหล่ หมามุ่ย ผู้นำ กบก คสช.

1 ถ้ามึง และคณะ ไม่ร่วมมือกันกับ แมงสาป ฆ่าพี่น้อง ประชาชน เมื่อปี 53 กว่า 99 ศพ เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ไหม

2. ถ้ามึง และคณะ ไม่ร่วมมือกันกับ แมงสาป ปิด กทม กว่า 6 เดือน เมื่อปี 56 – 57 เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ไหม

3. ถ้ามึง และคณะ ไม่ร่วมมือกันกับ แมงสาป โกงกิน งบ 14 จังหวัดใต้ โดย เฉพาะ 3 จังหวัด ชายแดนใต้ กว่า 3 แสนล้านบาท ตายกว่า 7 พัน ศพ ตั้งแต่ปี 47 – 58 เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ไหม

4. ถ้ามึง และคณะ ไม่ร่วมมือกันกับ แมงสาป สั่งศาล ให้ใช้ ความ อยุติธรรม กับคดี ฝ่ายประชาชน ประชาธิปไตย ตั้งแต่ รัฐประหาร 57 เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ไหม

5. ข้อสุดท้าย ถ้ามึง และคณะ ไม่ร่วมมือกันกับ อำมาตย์ชั่ว แต่งตั้ง คณะ เหี้ย ๆ สุมหัวกันร่าง รัฐธรรมนูญโจร เพื่อสืบทอด อำนาจเผด็จการ ทรราชใน ร่าง รัฐธรรมนูญ แล้ว เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ไหม

มึงจะตอบหรือไม่ เรื่องของมึงไอ้ สถุน ประยุทธ์ จันทร์โอชา

แต่กูประชาชน ผู้เป็น เจ้าของประเทศ ที่แท้จริง ก็จะถาม

คน รากหญ้า

ถอดรหัสร่าง รธน. ปรองดองใน ”กรง”

892

สัมภาษณ์พิเศษ : “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”

ถอดรหัสร่าง รธน. ปรองดองใน ”กรง”

หมายเหตุ – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ให้สัมภาษณ์มติชนถึงภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการพิจารณาลงมติของ สปช. และกระแสข่าวการร่วมงานกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และทิศทางทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย (พท.) ในอนาคต
มองร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ สปช.จะมีการลงมติรับหรือไม่รับอย่างไร
พูดในแง่ความห่วงใยที่มีต่อประชาชนก่อน ในฐานะของคนที่เคยทำงานการเมือง ดิฉันต้องเน้นย้ำก่อนว่า

แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเขียนโดยเน้นให้การเมืองอ่อนแอ แต่ดิฉันไม่ห่วงนักการเมืองหรอก ประเด็นนักการเมืองนี้ไม่ว่าใครอยู่พรรคไหนก็เชื่อว่าเขาจะสามารถเอาตัวรอดได้ แต่ที่ห่วงคือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นกติกาสูงสุดและจะต้องนำไปใช้ในการวางกรอบการทำงานของประเทศจะทำให้ประเทศก้าวไม่พ้นหลุมดำนี้เสียทีแม้จะบอกว่าวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือแก้ไขปัญหาในอดีตสร้างความปรองดองให้ประเทศเดินหน้าได้ แต่ยังไม่ทันเริ่มนับ 1 เลย

แค่ร่างเสร็จความหวังในเรื่องของความปรองดองก็มองแทบไม่เห็น
เพราะว่าทันทีที่ประกาศออกมา ก็มีเสียงคัดค้านจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรค พท. นักวิชาการ และผู้คนที่ติดตามการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ทำให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะมองต่างมุม แต่มุมของคนที่เคยทำงานและรู้เรื่องการเมืองเกือบทั้งหมดคัดค้าน ยกเว้นผู้ที่ยกร่างฯ พอเริ่มต้นอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่ามีปัญหา

เรามีความขัดแย้งทางการเมือง 10 ปีกว่ามาแล้ว ข้ออ้างในการรัฐประหารครั้งนี้คือ ปัญหาการเมืองและความแตกแยกแล้วทำให้เดินหน้าไม่ได้ เมื่อเขียนรัฐธรรมนูญแบบนี้ อย่างแรกเลยคือเราเห็นเสียงแล้วว่าคู่ขัดแย้งต่างไม่ได้เห็นด้วย มีไม่กี่ครั้งที่เห็นพรรค ปชป.และพรรค พท.เห็นตรงกัน

วันนี้บอกว่าจะสร้างความปรองดอง ดีไซน์ให้มีรัฐบาลแห่งชาติเพื่อที่จะให้เกิดความปรองดอง ถามว่าหลักการดีไหม ก็ต้องบอกว่าหลักการดีนะ แต่วิธีปฏิบัติที่จะเกิดขึ้นจริงตามการร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้แทบจะมองไม่เห็นเลย

เพราะถ้าจะเปรียบง่ายๆ เลยคือ เมื่อเห็นว่าคู่นี้ขัดแย้งกัน คุณก็สร้างกรงหรือดีไซน์กรงมาให้เขาเข้าไปอยู่ด้วยกัน จะได้ไม่ทะเลาะกัน มันใช่ไหม เขาก็ทะเลาะกันต่อ

ความเป็นไปได้ของการปรองดองภายใต้รัฐบาลแห่งชาติ

หลายคนคงพูดแล้วเรื่องรัฐบาลแห่งชาติส่วนตัวขอมองภาพรวมแล้วกันว่าการเขียนรัฐธรรมนูญให้การเมืองอ่อนแอ พอการเมืองอ่อนแอก็มีรัฐบาลแห่งชาติมารองรับ เพราะเมื่ออ่อนแอก็คือระบบของการเลือกตั้ง คือไม่ต้องการให้ใครมีเสียงเด็ดขาด ก็ให้มีพรรคเล็กพรรคน้อยเฉลี่ยกันไป

เพราะคิดว่าการมีเสียงข้างมากอาจทำให้เกิดการทำร้ายประเทศ เกิดปัญหาต่างๆ ไปตั้งสมมุติฐานแบบนั้น ขั้นต่อไปก็ไปวางกรอบรั้งไว้อีกว่า คุณจัดตั้งรัฐบาลกันให้ได้นะภายในกรอบ 30+15 วัน ถ้าจัดตั้งกันไม่ได้ก็ต้องไปเลือกตั้งใหม่ ก็เหมือนกับไปบังคับเขาว่าต้องรีบตัดสินใจ ต้องตกลงประโยชน์ให้ตรงกันเพื่อที่จะจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งตาอินกับตานาตกลงกันไม่ได้อยู่แล้ว ก็ได้แต่นายกฯคนนอกมา

ส่วนที่บอกว่าไม่ห่วงนักการเมืองนั้น หากมองดูอีกมุมหนึ่ง นักการเมืองหลายกลุ่มอาจจะพอใจกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ เพราะให้พรรคเล็กพรรคน้อยมีความสำคัญขึ้นมา เพราะต้องใช้เสียง 4 ใน 5 ต้องไปเก็บเอาทุกพรรคมารวมกัน ดังนั้นทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นพรรคเล็กพรรคน้อย ก็มีโอกาสที่ได้ต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีหรือผลประโยชน์ต่างๆ เมื่อรัฐบาลออกมาในลักษณะรัฐบาลผสมแบบนี้ ปัญหาที่ตามมาคือกระทรวงที่เขาต่อรองมาได้ เขาก็แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ความยากก็จะเกิดขึ้นคือ

1.จะไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรที่เป็นนโยบายของชาติได้ จากสภาวะการเมืองที่อ่อนแอและแบ่งแยกเป็นกระทรวงใครกระทรวงมันแบบนี้

2.การควบคุมการทุจริตคอร์รัปชั่นก็จะยากขึ้น ที่พูดมานี้ก็คงเป็นความห่วงใยจากประสบการณ์ที่ได้เห็นมาในช่วงก่อนปี 40 หรือก่อนที่เราจะปฏิรูปการเมือง ปัญหาประเทศไทยคือการที่มีพรรคเล็กพรรคน้อยผสมกันจนไม่สามารถผลักดันนโยบายอะไรออกมาได้ เช่น กระทรวงด้านเศรษฐกิจที่ไม่ใช่กระทรวงการคลังกระทรวงเดียว มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ถ้าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
แต่กระทรวงนี้เป็นของพรรคนี้ กระทรวงนี้เป็นของพรรคนั้น อีกกระทรวงของอีกพรรค ความเป็นเอกภาพของนโยบายไม่เกิดนะ

ปัญหานี้เคยเกิดก่อนปี 40 มาแล้ว เราถึงมีการปฏิรูปกันในปี 40 แต่วันนี้กลับไปเขียนรัฐธรรมนูญที่จะทำให้เกิดปัญหามากกว่าปี 40 เสียอีก

ดังนั้นแก้ปัญหาประเทศไม่ได้ไม่พอ การจะเดินหน้าไปสู่การพัฒนาในด้านต่างๆ ก็จะยากพอสมควรจากความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ต่อมาคือทุกคนมารวมกันเป็นรัฐบาลจริงแต่เหมือนแค่แบ่งผลประโยชน์กันลงตัว ต่างคนต่างเป็นเจ้าของกระทรวงนั้นกระทรวงนี้ และที่พูดนี้ไม่เกินความจริง

ดูได้อย่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีพรรคร่วมผสม รัฐบาลในขณะนั้นยังพูดเลยว่านโยบายนี้ผลักดันไม่ได้เพราะว่าต่างพรรคกัน เราเคยได้ยินอย่างนี้มาตลอด

มาถึงการตรวจสอบถ่วงดุล เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลนี้แทบจะไม่เหลือเลย เพราะถ้าใช้เสียง 4 ใน 5 จัดตั้งรัฐบาล ก็เท่ากับว่าเหลือฝ่ายค้าน 1 ใน 5 เท่านั้น ฝ่ายค้านครึ่งๆ กับรัฐบาลยังตรวจสอบกันยากเลย เหลือ 1 ใน 5 จะตรวจสอบอะไร

แล้วมันหมายความว่าอย่างไร?

การตรวจสอบถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยนั้นหายไปเลย

ดิฉันคิดว่า ถ้าจะทำอย่างนี้ จะแก้ปัญหาโดยการทำให้การเมืองอ่อนแอโดยการสร้างกรงให้มาอยู่รวมกันโดยไม่ได้เต็มใจ ก็จะเป็นเพียงการมาอยู่รวมกันให้รอดไป ให้ประโยชน์สมกัน นักการเมืองทุกคน ดิฉันเชื่อว่าเลือกตั้งมาจะให้ยุบสภาแล้วกลับไปเลือกตั้งใหม่ไม่มีใครอยากหรอก ก็มาเจรจาสมประโยชน์กัน ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการฮั้วกันทางการเมือง

ระหว่างผู้ที่อาจจะไม่ได้อยากลงเลือกตั้ง แต่อยากมีอำนาจในการปกครองประเทศ บวกกับนักการเมืองมาบังคับให้เขาฮั้วผลประโยชน์กัน แต่ฮั้วผลประโยชน์ของผู้ที่เล่นเกมอำนาจ ไม่ได้ฮั้วกันเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ อันนี้คือสิ่งที่ดิฉันกลัว

ถ้าจะทำแบบนี้ สู้ไปเพิ่มอำนาจให้ประชาชนตรวจสอบนักการเมืองทุกระดับตั้งแต่ท้องถิ่นถึงระดับชาติให้มากกว่านี้ดีไหม ไปเพิ่มบทลงโทษผู้ทุจริต และการควบคุมผู้ที่ทุจริตให้ง่ายขึ้นดีกว่าไหม ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาการเมืองโดยการทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ

สำหรับดิฉันเองที่เคยทำงานมาก่อนปี 40 ถึงจุดหนึ่งดิฉันคิดเสมอว่า ถึงแม้ว่าดิฉันจะรักในอาชีพการเมือง แต่ ณ ช่วงนั้นที่ยังไม่มีการปฏิรูปการเมืองก็คิดอยากเลิก เพราะมีความรู้สึกว่าไม่สามารถผลักดันนโยบายใดที่เป็นนโยบายแห่งชาติหรือนโยบายระยะยาวได้เลย

เรื่องที่น่าห่วงยังมีอีกหรือไม่

อีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของซุปเปอร์รัฐบาล หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) การดีไซน์แบบนี้ดูดีเหมือนกับการดีไซน์รัฐบาลแห่งชาติ คือมีกรรมการมากำกับให้มีการปฏิรูปการเมือง แต่การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือการมาจากประชาชนโดยผ่านการเลือกตั้ง เวลาที่เราเลือกตั้ง เราก็นำเสนอสิ่งที่จะไปแก้ปัญหาให้ประชาชน เขาก็เห็นว่าพรรคไหนมี

นโยบายอย่างไรก็เลือกมา แล้วพรรคการเมืองก็เข้ามาผลักดันนโยบายนั้น แต่วันนี้ ถ้าพรรคหนึ่งหาเสียงว่าจะทำนโยบาย ก. เช่น นโยบายเอสเอ็มอี เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจไม่ดี จะให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ แล้วสมมุติถ้า คปป.ที่ต้องทำทั้งในเรื่องของการปฏิรูปและการปรองดองซึ่งเป็นคำที่กว้างมากนี้เห็นว่าถือเป็นประชานิยม ยังไม่ให้ทำ

ถามว่ามีโอกาสเกิดแบบนี้ได้ไหม แล้วใครจะรับรองว่าจะไม่เกิดอะไรแบบนี้
ที่ดิฉันห่วงจริงๆ เลยคือนโยบายที่จะเข้าไปแก้ปัญหาให้กับประชาชน และนโยบายที่ผลักดันเพื่อการก้าวเดินของประเทศ ใครที่อาสาเข้าไปทำงานแทบจะทำไม่ได้เลย เพราะเริ่มแรกมีพรรคร่วมก็

ขัดแย้งกันเองแล้ว แล้วยังมีซุปเปอร์รัฐบาลมาคุมอีก ดังนั้น นักการเมืองที่อยากทำงานให้กับประเทศชาติและประชาชนจริงๆ ต้องคิดหนักแล้ว
ในฐานะนักการเมือง ถ้ารัฐธรรมนูญผ่านออกมาในลักษณะนี้จริงๆ พร้อมที่จะทำงานภายใต้รัฐธรรมนูญแบบนี้หรือไม่

โดยส่วนตัว อายุอานามเปลี่ยนไป ช่วงที่ดูแลแม่ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรม ทำให้ดิฉันรู้สึกพอในหลายอย่าง ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เรายังเด็ก การทำงานเราก็อยากมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่วันนี้ความอยากได้ในตำแหน่งแห่งหนนั้นหมดไปแล้ว แต่เรื่องของการทำงานเพื่อส่วนรวมดิฉันก็ถือว่า แม้จะไม่ได้เป็นนักการเมืองแต่ก็ทำอยู่เรื่อยด้านใดด้านหนึ่งเท่าที่ศักยภาพมี และดิฉันก็พยายามสงบปากสงบคำ เพราะเราไม่อยากให้ตัวเราเองเป็นเงื่อนไขในความขัดแย้งอะไร แม้จะถูกกระทำมาเยอะพอสมควร ไม่อยากให้ตัวเองเป็นปัญหาของประเทศ

วันนี้ถ้าถามถึงการกลับเข้าไปทำงานทางการเมือง ถ้ากลับเข้าไปแล้วสามารถทำงานได้ สามารถผลักดันการพัฒนาประเทศ หรือผลักดันการแก้ไขปัญหาประเทศได้ ดิฉันว่าหลายคนก็คงอยากจะทำ ถึงแม้ว่าจะผิดหวังกับการเมืองมากันบ้างหรือกับปัญหาบ้านเมืองที่มีมาเป็นสิบๆ ปี แต่ถ้าทำอะไรไม่ได้เลยมันก็เป็นเรื่องที่คิดหนัก อย่างกติกาที่ออกมาแบบนี้ ดิฉันเองก็คิดหนัก อย่างถ้าวันหนึ่งมีคนชวนไปลงสมัครรับเลือกตั้งก็ต้องบอกว่าคิดหนัก และเชื่อว่าคนที่อยากทำงานทุกคนก็คงคิดในเรื่องนี้เหมือนกัน

นอกจากนี้อยากจะบอกว่ากติกาแบบนี้เสี่ยงที่จะทำให้เราเสียคนมาก เช่น วันหนึ่งเกิดมีคนชวนดิฉันไปลงสมัครรับเลือกตั้ง พอไปลงแล้วไปหาเสียงไปบอกว่าเลือกเราเถอะ เราจะทำ 1 2 3 ให้ พอเข้าไปแล้วทำไม่ได้ จาก 2 ล็อก คือ

1.พรรคเล็กพรรคน้อยต่อรองกัน กับ

2.ซุปเปอร์รัฐบาลที่มาคอยบอกว่าสิ่งไหนทำได้ ไม่ได้ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราจะทำได้หรือไม่ได้ เสี่ยงที่จะทำผิดศีลตั้งแต่วันแรกที่ลงเลือกตั้งแล้ว แล้วถ้าเริ่มต้นมาผิดศีลข้อหนึ่ง มันก็จะผิดต่อไปหมด

ดังนั้น ถ้ากติกาแบบนี้หลายคนคงคิดหนัก รวมถึงตัวดิฉันเองด้วย

อนาคตสมาชิกบ้านเลขที่ 111, 109 จะเป็นอย่างไร

วันนี้ดิฉันไม่คิดว่าคนบ้าน 111, 109 จะกลับมาเล่นการเมืองได้ แต่ดิฉันไม่ได้เรียกร้อง ถ้าคิดว่าพวกบ้าน 111, 109 เป็นตัวปัญหาของประเทศก็ตัดทิ้งเสีย หากประเทศจะสงบสุข จะเดินได้ก็เอา แต่ขอให้ประเทศเดินได้จริงๆ

ดังนั้นก่อนจะพูดถึงเรื่องการกลับสู่การเมือง เรามาดูกติกากันก่อนดีกว่า ที่มาทั้งหมดนี้ ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ได้กังวลเกี่ยวกับปัญหาในรัฐธรรมนูญที่จะเกี่ยวข้องกับนักการเมือง

ยกตัวอย่าง อย่างบ้านเลขที่ 111 สมมุติอยากกลับไปลงเลือกตั้ง ก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วก็ลงไม่ได้ เพราะมาตรา 108 เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.นั้นเขียนไว้ชัดเจน แต่ กมธ.ยกร่างฯบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวจะไปเขียนไว้ในเจตนารมณ์ให้ แต่การไม่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญสามารถตีความได้ทั้งนั้น ท้ายที่สุดเมื่อคนสมัครก็จะมีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความวุ่นวายกันอีกครั้ง

ในฐานะที่เป็นแกนนำพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นฐานของพรรคพท.มองว่า

ทิศทางของพรรค พท.นับจากนี้ควรเป็นอย่างไร

วันนี้พรรค พท.น่าจะใช้โอกาสนี้พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเสีย ใช้เวลานี้ในการพัฒนาพรรค ร่วมแรงร่วมใจกันในการเดินหน้าให้เป็นพรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งให้กับประชาชน เพราะพรรค พท.เองก็เป็นผู้ที่ต้องเผชิญมรสุมมาหลายลูก ทั้งถูกปฏิวัติ 2 ครั้ง ถูกยุบพรรค 2 ครั้ง บุคลากรถูกตัดสิทธิ 2 ครั้ง

ตั้งแต่เป็นพรรคเดิมคือไทยรักไทยก็ถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมือง น่าจะเป็นพรรคเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เป็นแบบนี้ แต่เชื่อว่าพรรค พท.สามารถทำได้ เพราะพรรค พท.เองก็มีบุคลากรที่มีความสามารถมาก เป็นพรรคที่ยังเป็นที่หวังของประชาชนได้อยู่ เพราะจากการเลือกตั้งทุกครั้งก็ชนะ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหน

อยากให้กำลังใจ ให้ใช้โอกาสที่เขาบังคับให้ปิดเทอมในการพัฒนาพรรค
ดิฉันเป็นคณะต้นๆ ในการทำพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นรากฐานมา ในขณะนั้นเราให้ความสำคัญกับการศึกษาปัญหาของประเทศโดยหลักวิชาการ และเป็นพรรคแรกที่ชูนโยบายหาเสียงอย่างเป็นรูปธรรม ดิฉันก็คิดว่า พรรค พท.ในขณะนี้ที่มีบุคลากรที่มีความสามารถจำนวนมากจะทำงานวิชาการ เตรียมการศึกษาการแก้ไขปัญหาของประเทศ รวบรวมความรู้ ความสามารถ และรวมใจเป็นหนึ่งก็จะสามารถใช้วิกฤตตรงนี้ในการพัฒนาได้

กระแสข่าวการขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกับความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ในคสช.ถึงขั้นชวนไปร่วมครม.เป็นอย่างไร

ข่าวลือหัวหน้าพรรค ข่าวไปเป็นรัฐมนตรีร่วมกับ คสช. ข่าวลือก็คือข่าวลือ ยังไม่สามารถจับต้นชนปลายได้ว่ามาจากไหน ไม่รู้ใครพูด ไม่รู้จะห้ามอย่างไร แต่ดิฉันก็ได้ปฏิเสธข่าวไปทั้งหมดแล้วว่าไม่ได้มีข้อเท็จจริงใดๆ เช่น ลือว่าไปพบผู้มีอำนาจที่เขาใหญ่บ้าง ไปสิบสองปันนาบ้าง ยืนยันอีกครั้งไม่มี ไม่ได้ไปที่ไหนทั้งสิ้น

การเมืองไทยวันนี้ไม่ได้แก้ปัญหาด้วยตัวบุคคลเพียงคนเดียว ต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ทำใหม่ เริ่มจากนักการเมืองด้วยกันเองนี่แหละ ที่ต้องปฏิวัติตนเอง ต้องตระหนักถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และต่อประเทศชาติอย่างจริงจัง สร้างระบบการเมือง พรรคการเมืองให้เข้มแข็ง บนพื้นฐานของผลประโยชน์ประเทศชาติ มีธรรมาภิบาลและยึดหลักประชาธิปไตย ดำเนินงานด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความสามัคคีกัน

วันนี้การเมืองไทยไม่ยึดทั้ง 2 หลักสำคัญนี้ คือ ไม่ยึดผลประโยชน์ชาติและไม่ยึดหลักประชาธิปไตย

การเมืองเมื่อจบการเลือกตั้ง ต้องใช้สภาเป็นเวที ทั้งตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่ใช้ท้องถนนแทนสภาเพื่อแย่งอำนาจกัน แล้วก็กวักมือเรียกอำนาจพิเศษมาปฏิวัติ ทั้งที่นักการเมืองต้องเป็นผู้รักษากติกาและรักษาประชาธิปไตย
ส่วนความสัมพันธ์กับทหารบางท่านที่เป็นสมาชิกอยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ก็รู้จักกันจริง แต่การรู้จักไม่ได้มารู้จักกันทางการเมือง ไม่ใช่ต้องทำการเมืองร่วมกัน ทหารบางท่านดิฉันรู้จักมานานก่อนเข้ามาเล่นการเมืองเสียอีก ไม่ได้มีนัยยะอะไรเลย

ดังนั้นขอเรียนว่าข่าวทั้งหมดก็คือข่าวลือ

ก็แล้วแต่คนว่าจะมองกันไปอย่างไร

หากไม่กลับมาเล่นการเมือง ตั้งใจทำงานอะไร

งานด้านสังคมเป็นงานที่มีความสุขมากกว่า โดยเฉพาะงานด้านศาสนามีความสุขมาก ก็ทำโครงการเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย และคิดว่าเป็นงานที่ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็คงทำต่อ ทั้งนี้ ดิฉันไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเมืองมานานแล้ว เพราะถือว่าตัวเองออกจากการเมืองมานานแล้ว

แต่ที่ออกมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญในวันนี้ พูดด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

เครดิต

by Woodside New York
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558
โดย ศุภกาญจน์ เรืองเดช

http://www.matichon.co.th/online/2015/08/14409209801440920992l.jpg

*****
Admin
เสรีไทย

ขอคว่ำ “รัฐธรรมนูญ” มาตรา 260 อันตราย

891

วีระกานต์ มุสิกพงศ์

คลองไม่ได้มีไว้ถอยหลัง

“มาตรา 260 คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการจำนวนไม่เกินยี่สิบสองคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้

(1)กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

(2) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งจากผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ซึ่งเลือกกันเองในแต่ละประเภท ประเภทละหนึ่งคน และ

(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสิบเอ็ดคนซึ่งแต่งตั้งตามมติรัฐสภา จากผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการปฏิรูปด้านต่างๆ และการสร้างความปรองดอง
ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกผู้ซึ่งมีความเหมาะสมคนหนึ่งให้เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ

คุณสมบัติลักษณะต้องห้ามหลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง อำนาจหน้าที่ และการอื่นที่จำเป็น ของคณะกรรมการตามมาตรานี้ รวมทั้งเงินประจำตำแหน่งและผลตอบแทนอื่นของประธานกรรมการและกรรมการ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์การปฏิรูป และการปรองดอง

ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติฯลฯ
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. ตกลงใจจะบัญญัติมาตรา 260 ดังความที่ยกมาให้เห็นนี้ไว้ใน รธน.ฉบับใหม่ของไทย

ท่านผู้อ่านกรุณาอ่านซ้ำหลายครั้งหลายหน เพื่อจะได้จำไว้เป็นพื้นฐานสำหรับการถกเถียงในโอกาสข้างหน้า เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไร ก่อนจะมีการประกาศใช้ซึ่งจะสายเกินการ

ข้อแรกที่จะต้องแสดงความคิดเห็นไว้ก็คือ กรรมาธิการยกร่าง รธน. นั้นประกอบไปด้วยบุคคลที่มี มีความรู้ มีเกียติคุณเป็นที่น่าเชื่อถือจากหลายๆ วงการ จำเพาะประธานกรรมาธิการนั้นเป็นที่พูดกันมาว่ามีคุณวุฒิ และวิทยฐานะสูงพอที่จะรับตำแหน่งสำคัญๆ ของบ้านเมืองในอนาคตได้อีกมาก
จึงเป็นที่หวังกันว่า รธน. ที่ออกมาจะไม่ทิ้งหลักการประชาธิปไตยไปไกล และไม่ว่า คสช. จะใช้อำนาจสิ่งการชี้นิ้วให้ทำอะไร อย่างไรก็คงไม่เป็นผลสำเร็จ เพราะกรรมาธิการยกร่างฯ ชุดนี้คงไม่โอนอ่อนผ่อนตาม

แต่ทั้งหมดนี้ก็ผิดหวังเพราะกรรมาธิการเป็นที่พึ่งไม่ได้

ข้อที่ 2 พิจารณาจากผลงาน มาตรา 260 นี้แล้วทำให้เห็นว่าพวกเราพากันเข้าใจผิด หลงฝากอนาคตบ้านเมืองไว้กับกรรมาธิการ เหมือนฝากเนื้อไว้กับเสือ กรรมาธิการไม่กินเองดอกครับ แต่ชงให้คนอื่นขย้ำกินคล่องๆ คอ
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ การปฏิรูป และการปรองดองแห่งชาติประกอบด้วยคน 22 คนซึ่งมีที่มาตาม (1)(2) และ(3) ตามร่าง ม.260 จำเพาะที่มาตาม (1) นั้นได้คัดเอาคนจากราชการประจำมาทำหน้าที่ ทางการเมืองสำคัญแบบเนียนๆ จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าไหนตำแหน่งราชการประจำ ไหนตำแหน่งการเมืองซึ่งนี่ก็คือปัญหาหลักที่แก้ไม่ได้ ของประเทศนี้ มาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง

การยอมรับอำนาจของราชการประจำในตำแหน่งเหล่านี้ จนต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง จะเป็นปมปัญหาทิ้งไว้ให้ลูกหลานต้องแก้กันอย่างดุเดือดเสียเลือดเนื้อ และชีวิตอีกในอนาคต ไม่ใช่การมอบบ้านเมืองเป็นมรดกที่ดี และน่ารักน่าหวงแหนให้ลูกหลานแน่นอน และพวกเราก็ไม่อาจนับเป็นบรรพบุรุษที่น่าเคารพบูชาของลูกหลานด้วย

อาจมีคนอธิบายว่าการเอาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการทหารบกผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มานั่งในตำแหน่งกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ให้มีอำนาจหน้าที่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์จะทำให้สามารถป้องกันการปฏิวัติได้ เพราะทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ ก็มีบุคคลเหล่านี้ แหละนั่งเรียงแถวประกอบกันเป็นคณะปฏิวัติ

ข้าพเจ้ากลับมองไปในทางที่ตรงข้ามว่า ทำอย่างนี้ก็เปรียบเหมือนเหมือนเอาหัวหน้ามิจฉาชีพทั้งหลายมาดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในราชการตำรวจเสียแล้ว จะทำให้มิจฉาชีพทั้งหลายหยุดการปล้น อันเป็นอาชีพถาวรของพวกเขาลงได้ ซึ่งเป็นยุทธวิธีปราบมิจฉาชีพของนายตำรวจบางคนตามหลักเลี้ยงโจรไว้ปราบโจร

ขอถามตรงไปตรงมาสักคำเถอะว่าตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้น ใครผู้ใดจะมีเสียงดังกว่าผู้บัญชาการทหารบกบ้าง?

และในบรรดากรรมการยุทธศาสตร์ทั้งหลาย จะมีใครมีเสียงดังจนสามารถคัดค้านผู้บัญชาการทหารบกบ้าง เห็นมีแต่จะโอนอ่อนนอบน้อม เข้าหาถึงตอนที่ท่านแผลงฤทธิ์ขึ้นมา

ดีไม่ดี จะเป็นการง่ายเสียอีกที่จะทำการยึดอำนาจภายในห้องประชุมกรรมการยุทธศาสตร์นั่นแหละ ไม่ต้องเคลื่อนรถถัง ไม่ต้องเคลื่อนกำลังให้อึกทึกครึกโครม

จากประสบการณ์ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า

ไม่มีองค์กรใด และไม่มีบุคคลใดจะสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดการยึดอำนาจขึ้นในสังคมไทยได้ นอกจากจะมีใครสามารถทำให้กองทัพบกง่อยเปลี้ยเสียขาจนทำปฏิวัติไม่ไหว แต่นั่นก็เป็นการเสี่ยงที่ประเทศจะเสียหายอยู่ไม่น้อย
ทีนี้ มาพิจารณาอำนาจพิเศษที่จะมีอายุเพียง 5 ปีเท่านั้น ขยายไม่ได้ ซึ่งอยู่ในบทเฉพาะกาล มีความดังนี้

“มาตรา… ภายในห้าปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ถ้ามีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นเอกราชของชาติ บูรณภาพแห่งดินแดน หรือเพื่อป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยหรือความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศหรือมีกรณีที่เกิดความขัดแย้งอันอาจนำไปสู่ความรุนแรงขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร

ทั้งการดำเนินการตามปกติของสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญและคณะรัฐมนตรีไม่อาจดำเนินการเพื่อยุติกรณีดังกล่าวได้คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมดเท่าที่อยู่มีอำนาจใช้มาตรการที่จำเป็นสำหรับจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวแทนได้ภายหลังจากที่ได้มีการปรึกษาหารือกับประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานศาลปกครองสูงสุดแล้วทั้งนี้เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว”

เมื่อได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ประธานกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติมีอำนาจสั่งการระงับยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหาร และให้ถือว่าคำสั่ง การกระทำ และการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว เป็นคำสั่ง การกระทำ

หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญนี้ และเป็นที่สุด ทั้งนี้ เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์และการปรองดองแห่งชาติรายงาน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานวุฒิสภา ประธานศาลปกครองสูงสุด ทราบโดยเร็ว และแถลงให้ประชาชนทราบถึงการใช้มาตรการดังกล่าว

เมื่อได้มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ถือว่าเป็นการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาโดยไม่ต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุม และให้ถือว่าในระหว่างที่มีการใช้อำนาจตามมาตรานี้ เป็นสมัยประชุมของสภา”

ทั้งโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์นี้ไม่ทราบว่าจะเหมือนกับโปลิตบูโรของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วไปหรือไม่ข้าพเจ้าความรู้ไม่ถึง แต่พอจะบอกได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในอนาคตคงจะทำให้ลูกหลานไทยต้องออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกจนต้องเสียชีวิตเลือดเนื้อกันอีกไม่น้อยแน่นอน

ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไรข้าพเจ้ายังเห็นว่านี่เป็นการริบอำนาจอธิปไตยของปวงชนที่ได้มาจากการทำอภิวัฒน์ของคณะราษฎร เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 โน้น เป็นการขัดต่อหลักอำนาจอธิปไตยที่มี 3 คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ

ซึ่งก็หมายถึงการทำลายประชาธิปไตย และเป็นการทรยศต่อประชาชน
ใครจะยอมรับข้อ รธน. ฉบับนี้ก็เชิญเถอะ แต่ข้าพเจ้าไม่รับ ขอประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ไม่เอา รธน. นี้ ข้าพเจ้า นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ขอคว่ำ รธน. นี้ผู้
ใดเห็นด้วย โปรดร่วมด้วยช่วยกัน

เครดิต มติชนสุปสัปดาห์
by Woodside New York
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2558

*****
Admin
เสรีไทย

ชี้ขาดร่าง รัฐธรรมนูญโจร

890 10 ประเด็นร้อน

ชี้ขาดร่าง รัฐธรรมนูญโจร

ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว

ขั้นตอนในวันลงมติ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำหนดให้ลงคะแนนแบบเปิดเผยด้วยการขานชื่อ สปช.เป็นรายบุคคล โดยการตัดสินว่าร่างรัฐธรรมนูญจะได้รับความเห็นชอบหรือไม่ จะใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิก สปช.เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน

คือ 124 เสียง จากสมาชิก สปช.จำนวน 248 คน

ประเด็นร้อนในร่างรัฐธรรมนูญอย่างน้อย 10 ข้อ ที่อาจเป็นตัวชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญฉบับโจร คือ

1.ที่มานายกรัฐมนตรี อาจเรียกได้ว่าเป็นประเด็นที่ถูกเพ่งเล็งมากที่สุด

2.การเลือกตั้ง ส.ส.

3.การได้มาซึ่ง ส.ว.

4.การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

5.การดำเนินคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

6.เครื่องมือป้องกันประชานิยม

7.อำนาจศาล

8.มาตรการให้รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ที่ผ่านมามีหลายกรณีที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ

9.การแก้ไขรัฐธรรมนูญ กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบให้การแก้ไขได้ยากกว่าเดิม

10.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ

ซึ่ง10 ประเด็นร้อนทั้งหมดนี้ อาจไม่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับ กมธ.ยกร่างฯ แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับ สปช.และ ประชาชน ผู่เป็นเจ้าของประเทศ จนส่งผลต่ออนาคตของร่างรัฐธรรมนูญฉบับโจร นี้ จะถูกคว่ำในวันออกเสียงของ สปช.

แต่ถ้า สปช. ผ่าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับโจร นั้นก็หมายความว่า

” ข้าวของประชาชนไม่มียาง”

นั้นก็หมายความ พี่น้องประชาชนก็ต้องพึ่ง พลังประชาชนของพวกเราๆ แล้วล่ะครับ ที่จะต้องคว่ำ รัฐธรรมนูญฉบับโจร และโจร ในเครื่องแบบ ในอนาคต อันใกล้นี้

เครดิต by Woodside New York

*****
Admin
เสรีไทย

จะเอาโหวตโนหรือโนโหวตฉันใดดี

889Mon, 2015-08-31 01:51

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ

ในที่สุด ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2558 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของคณะทหาร คสช.(คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ก็เสร็จเรียบร้อย ด้วยการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน ที่นำโดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประเมินว่า คณะกรรมการนี้ใช้งบประมาณการร่างมากกว่า 3000 ล้านบาท(ตามการวิเคราะห์ของประชาชาติธุรกิจ 9 สิงหาคม 2558) ร่างรัฐธรรมนูญมี 285 มาตรา ลงลดจากฉบับต้นร่างที่มี 315 มาตรา แต่ยังคงเนื้อหาอันไม่เป็นประชาธิปไตยเสียยิ่งกว่าเดิม ขั้นตอนต่อไปจากนี้คือ การลงมติรับร่างของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 6 กันยายน ซึ่งถ้าผ่านมติก็จะนำไปสู่การทำประชามติทั่วประเทศ

ในขณะนี้ มีสมาชิกสภาส่วนหนึ่ง ที่นำโดย นายวันชัย สอนศิริ เคลื่อนไหวที่จะให้มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้ว พบว่าไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ จึงจะขอไม่รับร่างเพื่อให้รัฐบาลทหารของคณะ คสช. เดินหน้าปฏิรูปประเทศต่อไปให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งหมายถึงว่า รัฐบาลเผด็จการทหารจะบริหารประเทศต่อไปได้อย่างน้อยอีก 2 ปีจึงค่อยมีการพิจารณาเรื่องการเลือกตั้ง นอกจากกลุ่มนี้แล้ว สมาชิกคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ยังมีข้อทักท้วงในขั้นตอนและเนื้อหารัฐธรรมนูญหลายเรื่อง แต่กระนั้น ก็เป็นที่ประเมินว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะผ่านการลงมติของ สมาชิก สนช. อย่างแน่นอน เพราะการลงคะแนนไม่ผ่านจะสร้างความวุ่นวายทางการเมืองในกลุ่มชนชั้นนำมากกว่านี้

ดังนั้น ก็จะถึงเวลาที่ขบวนการฝ่ายประชาชนจะต้องตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

เรื่องการพิจารณาลงมติสนับสนุนให้ผ่านรัฐธรรมนูญคงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเนื้อหายากที่จะได้รับการยอมรับ เช่น ดังที่ จาตุรนต์ ฉายแสง อธิบายว่า รัฐธรรมนูญนี้ทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่สามารถบริหารประเทศตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในสภาพอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพและจะถูกล้มไปได้โดยง่าย รัฐธรรมนูญนี้จึงวางระบบที่ออกแบบไว้เพื่อเปิดทางและเอื้ออำนวยให้คนนอกมาเป็นนายกรัฐมนตรี

มีระบบการถอดถอนที่ทำลายหลักการของการตรวจสอบถ่วงดุล คือ ให้วุฒิสภาที่มาจากการลากตั้งมีอำนาจถอดถอนทุกฝ่าย ให้อำนาจอย่างมากมายแก่ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหลายจนสามารถล้มล้างรัฐบาลและรัฐสภาที่มาจากประชาชนได้ทั้งหมด และมีการวางระบบการสืบทอดอำนาจของ คสช.และกองทัพ โดยการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ปฏิรูปฯควบคุมกำกับการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภาต่อไปอีกยาวนาน ไม่กำหนดอายุ

ความจริงประเด็นที่แย่ที่สุดประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ การกำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยากจนแทบจะทำไม่ได้ แต่กระนั้น เป็นที่เข้าใจกันดีในกลุ่มชนชั้นนำของประเทศไทยว่า หมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความหมาย เพราะสามารถที่จะใช้ให้กองทัพก่อรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้เสมอ รัฐธรรมนูญที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ สปช.นี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ที่มีการประกาศใช้ในประเทศไทย แต่ไม่มีใครคิดว่าจะเป็นฉบับสุดท้าย

เพราะยิ่งรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาแย่เท่าใด กำหนดให้มีการแก้ไขยากเท่าใด ก็กลายเป็นตัวเร่งการรัฐประหารฉีกทิ้งทั้งฉบับเร็วขึ้นเท่านั้น

สรุปแล้ว ในเฉพาะหน้านี้ ฝ่ายประชาชนคงจะต้องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่จะไม่รับในลักษณะใดยังคงจะต้องเป็นประเด็นในการพิจารณา

ความเห็นหนึ่ง เสนอว่า ฝ่ายประชาชนควรจะคว่ำบาตรการลงประชามติ คือ โนโหวต นอนหลับทับสิทธิ์ไม่ไปร่วมกระบวนการที่จะสร้างความชอบธรรมแก่รัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลว่า การลงประชามติไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นอย่างบริสุทธิ์โปร่งใส ภายใต้ระบอบเผด็จการสุดขั้วของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อธิบายในเรื่องนี้ว่า ถ้าหากไปลงประชามติ และได้ผลคือคว่ำรัฐธรรมนูญได้ ก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น

เพราะยังต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ พ.ศ.2557 ที่มีมาตรา 44 ใช้อยู่ต่อไป แต่ถ้าคว่ำรัฐธรรมนูญไม่ได้คือ ร่างรัฐธรรมนูญผ่านการโหวตด้วยเสียงข้างมาก การไปลงคะแนนจะกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทันที แต่ถ้ารณรงค์ให้ประชาชนไม่ไปลงประชามติ แล้วทำให้คนที่ไม่ไปลงมีจำนวนมากกว่า ก็สามารถบอกได้เช่นกันว่า ประชาชนไม่เอาด้วย

แต่อีกความเห็นหนึ่งเสนอว่า ควรจะรณรงค์ให้ไปลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้มากที่สุด คือ โหวตโน หรือตั้งเป้าที่จะล้มรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยเสียงประชาชน โดยการลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เกี่ยงเนื้อหาเสียด้วยซ้ำ หมายถึงว่า ต่อให้นายบวรศักดิ์และคณะร่างรัฐธรรมนูญมางามหรูดีเลิศ ก็ต้องคว่ำ ตราบเท่าที่เป็นรัฐธรรมนูญจากการรัฐประหาร ซึ่งเป็นที่มาอันไม่ชอบธรรมตามหลักการสถาปนาอำนาจรัฐธรรมนูญ ที่ถือว่า อำนาจสูงสุดต้องมาจากประชาชนเสมอ

โดย พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เห็นว่า ถ้าคว่ำบาตรไม่เข้าร่วมการลงประชามติ จะไม่เกิดผลในทางการเมืองเลย เพราะเท่ากับปล่อยให้กระบวนการของรัฐธรรมนูญชั่วคราวดำเนินไปอย่างลื่นไหลจนถึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ไม่เป็นไปตามหลักประชาชนธิปไตยจะเป็นไปโดยไร้อุปสรรค บทเรียนครั้งสำคัญ คือ การเคลื่อนไหว “โหวตโน” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการเลือกตั้ง พ.ศ.2554 ที่กลายเป็นการละทิ้งเวทีการต่อสู้และทำลายความน่าเชื่อถือของตัวเองไปในที่สุด

สำหรับผู้เขียนเอง ก็ยังสนับสนุนการไปร่วมลงประชามติโหวตโน คือ ไม่รับรัฐธรรมนูญ แทนที่จะนอนหลับทับสิทธิ์ โดยถือว่า การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่ก็มีการอธิบายว่า ถ้าหากโหวตโน คือ การลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะเป็นการช่วยให้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ คณะ คสช.อยู่ในอำนาจต่อไป เพราะจะต้องนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่อีก ซึ่งก็จะออกมาลักษณะเดิม

ในกรณีนี้ ฝ่ายประชาชนต้องยืนยันว่า การลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญนั้น คือ การแสดงเจตนารมณ์ต่อต้านการรัฐประหาร ถือว่า การรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งหมดเป็นโมฆะ จึงเท่ากับว่า สถานะแห่งรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ยังคงอยู่ การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญอื่นหลังจากนั้น ก็คือหลักการว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีความชอบธรรม

แม้ว่าจะมีส่วนใดไม่ถูกต้องเหมาะสม ต้องดำเนินการด้วยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นประชาธิปไตย การใช้อำนาจทหารมาฉีกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้น ถ้าประชาชนไม่รับรัฐธรรมนูญ คณะ คสช.ทั้งหมด ต้องพิจารณาความชอบธรรมของตนเอง และดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยให้เร็วที่สุด

แต่ประเด็นในทางวิธีการคงยังแลกเปลี่ยนถกเถียงกันต่อไปได้ มีเพียงแต่ข้อเสนอประเภทที่ว่า ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 เข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถูกใจประชาชน คงเป็นข้อเสนออันเหลวไหล ที่ไม่อาจยอมรับได้

เครดิต ประชาไท

*****
Admin
เสรีไทย

องค์กรสิทธิฯ ไทยแถลงเนื่องในวันผู้สูญหายสากล

888

องค์กรสิทธิฯ ไทยแถลงเนื่องในวันผู้สูญหายสากล

ชี้รัฐต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา

คำแถลงการณ์เนื่องในโอกาสวันสากลแห่งการระลึกถึงบุคคลผู้สูญหาย 30 สิงหาคม 2558

เนื่องด้วยวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันสากลแห่งการระลึกถึงบุคคลผู้สูญหาย โดยองค์การสหประชาชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา ด้วยเล็งเห็นปัญหาการละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ที่มีความสำคัญยิ่ง

การบังคับบุคคลให้สูญหาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่มิอาจยอมรับได้ เพราะเป็นรูปแบบที่ร้ายแรงรูปแบบหนึ่งที่ได้ปรากฏขึ้นทั้งในสังคมไทย และสังคมมนุษย์ ที่เรารู้จักกันดีก็คือ “การอุ้มฆ่า” ซึ่งไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาดจาก “การถูกบังคับให้สูญหาย” ซึ่งบ่อยครั้ง และแทบทุกครั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็มักจะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคคลในเครื่องแบบ ที่มีหน้าที่ในการ “พิทักษ์สันติราษฎร์” หรือดูแล “กิจการด้านความมั่นคง” ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างอยู่เสมอ

การบังคับให้สูญหาย ถือเป็นหนึ่งในปัญหามนุษยธรรม และเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนรูปแบบหนึ่งที่ถูกใช้เป็นยุทธศาสตร์ในการสร้างความสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้นภายในสังคม ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในความปลอดภัย ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อครอบครัวผู้ใกล้ชิด หากแต่ส่งผลกระทบต่อชุมชน และสังคม โดยรวมอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ถูกครอบงำโดยเผด็จการอำนาจนิยมทหาร ในสถานการณ์ความขัดแย้งภายในที่มีความสลับซับซ้อน ถือได้ว่าเป็นการบ่อนทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ที่ประชาคมระหว่างประเทศให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องจากสิทธิในการมีชีวิต และสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างมีหลักประกันในด้ายความปลอดภัย ถือเป็นสาระสำคัญในหลักการแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (พ.ศ. 2491) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง (พ.ศ. 2519)

การบังคับให้หายสาบสูญ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างสืบเนื่องนับตั้งแต่บุคคลสูญหาย จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข และเยียวยาโดยสมบูรณ์ ในที่นี้ญาติมิตรของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางกายภาพ และทางจิตใจ ถือเป็นการละเมิดสิทธิที่มีความซับซ้อน และ ซ้ำซ้อนในหลายมิติที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญสิทธิในความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต สิทธิในการที่จะได้รับรู้ความจริง (ว่าบุคคลที่รักของเขาหายไปไหน) สิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยาอย่างเป็นธรรม ต้องได้รับการเคารพ

ในต่างประเทศและทางสากล ปัญหาการบังคับบุคคลให้สูญหาย ยังดำรงอยู่ จากรายงานของคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการสูญหายโดยไม่สมัครใจและถูกบังคับ (United Nations Working Group on Enforced and Involuntary Disappearances – UNWGEID) ระบุว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีการสูญหาย จำนวน 53,000 กรณี จาก 84 รัฐ/ประเทศ จนถึงปัจจุบัน รวมทั้ง กรณีนายสมบัด สมพอน นักพัฒนาสังคมอาวุโสจากประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว) ที่สูญหายไปกว่า 990 วัน กลางกรุงเวียงจันทน์ กรณีนายโจนัส เบอร์โกส์ นักพัฒนาด้านสิทธิเกษตรกร ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยไปเมื่อปี 2552 กรณีของไทย นอกจากนายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานแล้ว ยังมีการสูญหายในเหตุการณ์พฤษภา 2535 จำนวน 31 ราย และทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อปี 2547 ก็อยู่ในระบบฐานข้อมูลผู้สูญหาย ของคณะทำงานสหประชาชาติด้วย

การประชุมสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติยังมีมติที่ 47/133 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2535 รับรองปฏิญญาว่าด้วยการปกป้องบุคคลทั้งมวลให้ปลอดจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ ถือเป็นจังหวะก้าวสำคัญในการที่ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติได้จัดทำร่างอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองบุคลทั้งมวลจากการบังคับให้หายสาบสูญ และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (ที่ได้จัดตั้งขึ้นใหม่แทนคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2549 และได้รับการรับรองจากที่ประชุมสมัยที่ 61 ของสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2549 มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ภายหลังจากที่มีประเทศภาคีร่วมลงนามครบ 20 ประเทศ

นอกเหนือจากการที่รัฐพึงจะต้องมีพันธกิจในการคุ้มครองปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนตามหลักการสากลแล้ว ยังจะต้องมีเจตจำนงที่ชัดเจนและมาตรฐานคุณธรรมขั้นสูงในการใส่ใจในสิทธิมนุษยชน เพื่อดูแลทุกข์สุขของประชาชนทุกผู้คนอีกด้วย

รัฐบาลไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 ตามที่ได้มีการแถลงต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก่อนหน้านั้น โดยยังไม่ได้ให้สัตยาบัน ทำให้ยังไม่มีผลบังคับผูกพันตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

ที่ผ่านมาแนวนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐไทยในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวยังขาดความชัดเจน ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ในการจัดการกับปัญหาการหายสาบสูญในกรณีต่าง ๆ แม้ว่าจะมีการประกาศใช้แผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับแรก (พ.ศ. 2544-2548) ฉบับที่สอง (พ.ศ. 2552-2556) จนถึงฉบับที่ 3 ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2557-2561) แล้ว ก็แทบไม่มีความคืบหน้าใดๆ นับแต่กรณี นายทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำสภาแรงงานแห่งประเทศไทย (สูญหายเมื่อ พ.ศ. 2534 สมัย รสช.)

กรณีการปราบปรามประชาชนเมื่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 ซึ่งผ่านไปแล้วกว่า 23 ปี แต่ผู้สูญหายอย่างน้อย 31 คน (จากรายงานของคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ระบุไว้ว่า 48 ราย) ยังคงไร้วี่แวว กรณีทนายความนักสิทธิมนุษยชน นายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2547 กรณีประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวนไม่น้อย อีกทั้ง กรณีนายกมล เหล่าโสภาพันธ์ สมาชิกเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชั่น ที่จังหวัดขอนแก่น บางกรณีสูญหายไประหว่างที่รัฐใช้นโยบายปราบปรามยาเสพติด เมื่อปี พ.ศ. 2546 – 2547 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ในภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ รวมทั้งล่าสุดกรณีนาย “บิลลี่” พอละจี รักจงเจริญ อดีตสมาชิก อบต. ผู้นำชนชาติพันธุ์กระเหรี่ยงที่สูญหาย ไปเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2557 ที่บริเวณเขตอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี องค์กรสิทธิมนุษยชนได้ประมวลรายชื่อ และจำนวนผู้สูญหาย ในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา นับแต่ พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน มีรายชื่อผู้สูญหายกว่า 100 รายที่ยังไร้วี่แวว ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย

อย่างไรก็ดี องค์กรสิทธิมนุษยชน และผู้ที่ร่วมลงชื่อท้ายคำแถลงนี้ มีข้อเสนอรูปธรรมต่อรัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. รัฐ และหน่วยงานทุกภาคส่วนในสังคม ต้องตระหนักว่า “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นอาชญากรรม

2. รัฐ พรรคการเมือง นักการเมือง บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องแสดงเจตจำนงในการร่วมผลักดันให้ สิทธิมนุษยชน เป็นวาระแห่งชาติ และสาระสำคัญของสังคมอย่างชัดแจ้ง

3. รัฐบาลให้สัตยาบันต่อพิธีสารเลือกรับ (Optional Protocol) ของอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการประติบัติ หรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (Convention Against Torture – CAT) โดยมิชักช้า

4. รัฐบาลให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลถูกบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) ในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่ องค์การสหประชาชาติที่กำลังจะมีขึ้นเร็ว ๆ นี้ โดยมิชักช้า

5. รัฐสภา หรือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ต้องเร่งพิจารณาบทบัญญัติกฎหมายเพื่อรองรับอนุสัญญาทั้งสองฉบับอันได้แก่ ความผิดกรณีการซ้อมทรมาน การปฏิบัติที่เลวร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรี รวมทั้งการอุ้มหาย (สูญหายโดยการถูกบังคับ) กำหนดมูลความผิดตามอนุสัญญาดังกล่าวว่าเป็นความผิดทางอาญา และมีโทษทางอาญา เพื่อแสดงให้เห็นถึงเจตจำนง และความจริงใจของรัฐที่มีต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และให้มีการดำเนินการมีผลในทางปฏิบัติ โดยเร็ว

6. รัฐต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยให้มีกลไกที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดการแก้ไขปัญหา ป้องกัน และเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส รวดเร็ว สามารถตรวจสอบได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญและองค์กรภาคส่วนต่าง ๆ ทางสังคมได้เข้าร่วม อาทิเช่น องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน สื่อสารมวลชน นักกฎหมาย นักวิชาการ นักวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิติเวชศาสตร์ นิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

7.รัฐต้องเร่งปฏิรูประบบและกลไกในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปตำรวจ ทั้งกระบวนการสร้างเสริมพฤตินิสัย ความสำนึก และ กลไกในการตรวจตราอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ด้วยการสร้างสำนึกสิทธิมนุษยชน สำนึกแห่งความถูกต้อง และเป็นธรรมให้กับบุคลากรในความดูแลของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ให้สามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง และเที่ยงธรรม

หากรัฐไทยไร้ซึ่งความเป็นกลาง และระบบยุติธรรมขาดความน่าเชื่อถือ อาจส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะ ลูกเล็กเด็กแดง หญิงชาย ผู้สูงวัย ยากดีมีจน ต่างชาติพันธุ์ ศาสนาและความเชื่อ ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายทั้งในประเทศ และกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติใดๆ

สังคมจึงต้องมีส่วนร่วมกันในการดูแล และร่วมสร้างหลักประกันในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีความเห็นพ้องกันว่า “การบังคับบุคคลให้สูญหาย” เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ในสังคมของเรา

ประการสำคัญ รัฐต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นด้วยมาตรการที่เหมาะสม อันจะเป็นภารกิจสำคัญของการส่งเสริม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม ยุติปัญหาการซ้อมทรมาน และการอุ้มหายอย่างจริงจัง

กลุ่มเพื่อนประชาชน
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา
มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
สถาบันสังคมประชาธิปไตย
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ศูนย์ข้อมูลชุมชน
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติธรรม

นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ กลุ่มเพื่อนประชาชน
สุณัย ผาสุข Human Rights Watch
งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
ดวงหทัย บูรณเจริญกิจ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ม.มหิดล
ศาสตราจารย์ สุริชัย หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธนภัทร อารีพิทักษ์
เพลินใจ อัตกลับ
ชนะ จันทร์แช่ม
ฤทธิชัย โฉมอัมฤทธิ์
บดินทร์ สายแสง
บัณฑิต หอมเกษ
สมฤดี พิมลนาถเกษรา
วริสรา มีภาษณี
ปฐมพร แก้วหนู
ชานนท์ ลัภนะทิพากร
วชิรวิทย์ สร้อยสูงเนิน
ณัฐฏ์ชนนท์ อัครมณี
นิอับดุลฆอร์ฟาร โตะมิง
เลิศศักดิ์ ต้นโต
บารมี ชัยรัตน์

เครดิต ประชาไท

*****
Admin
เสรีไทย

“ทีมโฆษก” ให้ข้อมูล-ความเห็นมั่ว

887

“สมศักดิ์ เจียม” เเนะ

คสช.-รบ. ปลด”ทีมโฆษก” ให้ข้อมูล-ความเห็นมั่ว ทั้งหมด

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อดีตอาจารย์ด้านประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว เเสดงความเห็นถึง การแถลงข่าวและนำเสนอข้อมูลของ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเห็นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และรัฐบาล ควรดำเนินการปลด “โฆษก”ทั้งหมด

ทั้ง พลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กรณีการแถลงข่าวโดยใช้ภาพประกอบซึ่งไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

รวมถึงกรณีที่ออกมาฟันธงในช่วงแรกว่า กรณีดังกล่าวเป็นฝีมือของกลุ่มผู้ที่เสียผลประโยชน์ รวมถึงกรณี พล.ต.คงชีพ โฆษกกระทรวงกลาโหม ที่มองว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความตั้งใจของกลุ่มเสียผลประโยชน์ทางการเมือง ที่ต้องการทำลายบรรยากาศเวลาแห่งความสุขของคนไทยทั้งประเทศ

ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ เห็นว่า กรณีนี้เป็นเฉพาะกรณีระเบิดเอราวัณกรณีเดียว อันที่จริง ตลอดปีกว่าที่ผ่านมา มีกรณีที่ “ทีมโฆษก” ทหารเหล่านี้ ทำงานไม่เอาไหนอีกหลายต่อหลายครั้ง

เครดิต มติชน
วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2558 เวลา 16:35:58 น.

*****

Admin
เสรีไทย

ปัญหาสำคัญในเวลานี้ คือ

Presentation6 .2

เรื่องปากท้อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนทุกหย่อมหญ้า ได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า ยกตัวอย่าง เรื่องราคาพลังงาน ที่ปัจจุบันนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงเกือบครึ่ง แต่ราคาพลังงานในประเทศ กลับลดลงเพียงเล็กน้อย บางชนิดปรับตัวสูงขึ้นด้วยซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาล คสช.ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ

กลับปล่อยให้มีการบิดเบือนราคาสินค้า และค่าบริการ ทั้งที่สินค้าและบริการเหล่านั้น อ้างการขึ้นราคา เพราะราคาน้ำมันแพง แต่ ณ วันนี้น้ำมันถูกลง ก็ไม่เห็นมีสินค้า หรือ บริการใดลดราคาลงตาม โดยเฉพาะบรรดาธุรกิจขนส่ง ทั้งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถโดยสาร และแท็กซี่มิเตอร์ เป็นต้น หรือกระทั่งค่าไฟฟ้าที่ควรจะลดลง ในเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงไปมากแล้ว

“รัฐบาล คสช.ปล่อยให้แท็กซี่มิเตอร์ขึ้นราคา ปล่อยให้ขึ้นค่าทางด่วนโทลล์เวย์ ซ้ำเติมความทุกข์ของประชาชน โดยอ้างสัญญาที่มีอยู่ ทั้งที่มีอำนาจในการสั่งชะลอหรือแก้ไขสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ไม่ต่างกับการแก้ไขปัญหาลอตเตอรี่ราคาแพง ที่จนถึงตอนนี้ ก็ยังแพงกว่าราคาหน้าสลากเหมือนเดิม”

ส่วนการปรับขึ้นค่าครองชีพและเงินเดือนของข้าราชการด้วยว่า ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ ส่งผลกระทบกับประชาชนรากหญ้าชัดเจน เพราะข้าราชการซึ่งมีสวัสดิการในด้านต่างๆ ดีอยู่แล้ว กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 2 ครั้ง ในยุครัฐบาล คสช. ขณะที่ประชาชนคนเดินถนน กลุ่มรากหญ้า และกลุ่มผู้ใช้แรงงาน รายได้เท่าเดิมหรือลดลงกว่าเดิม อันเนื่องจากผลประกอบการที่แย่ลงของนายจ้างที่ตัวเองทำงานอยู่ด้วยจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่คนสองกลุ่มนี้กลับต้องมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการในราคาเดียวกัน

“ข้าราชการรวย แต่กลับคนรากหญ้า จนลง พวกแคะฝุ่นกลื่อนเมือง

ชาวบ้าน บ่น ข้าวแกงในราคาที่เท่ากัน แต่ข้าราชการกลับมีรายได้เพิ่มขึ้น ตรงนี้ คือ ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น เป็นสองมาตรฐานที่รัฐบาลเอาอกเอาใจข้าราชการ ำม่เคยเห็นหัวประชาชน

มีแต่จะเหยียบย้ำ กระทืบซ้ำ ไม่ว่าจะปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ราคาพืชผลผลิต ตกต่ำ ซำ่ร้าย ค่าเงินไทยตกไปอยู่ที่ 36 บาทต่อ USD แล้ว

และน่าเจ็บใจมากที่สุดคือ

ผลกระทบที่มี ทหารทั้งโง่ และบ้าอำนาจ เป็นต้นเหตุของการทำร้ายประชาชนอย่างชัดเจน

ถ้า ทหาร และ ข้าราชการไทย ไม่ว่าจะเป็น ศาล ส้นตีน หรือ อัยการเฮงซวย ยึดถือหลัก กฏหมายอย่างเคร่งครัด ไม่เล่นพรรค เล่นพวก จับมือกันกับ กปปส และ ทหาร ช่วยก่อม๊อบ ปิด กรุงเทพ แล้ว เหตุการณ์จะเป็นอย่างนี้ไหม

เหล่ หมามุ่ย พูดประจำ ว่า ก็ประเทศ มันเดินต่อไป ไม่ได้ ผมเลยต้องยึด อำนาจ

ถามกลับ

ที่ประเทศ เป็น อย่างนี้ ไม่ใช่ ความเหี้ยและโลภ อำนาจ และ ตำแหน่งเงินทองของพวกมึงหรือ …….ทหาร