Monthly Archives: January 2016

‘สถุนมีชัย’งง ร่าง รธน.ไม่เป็นปชต.ตรงไหน

120

‘สถุนมีชัย’งง ร่าง รธน.ไม่เป็นปชต.ตรงไหน

ประชาชนยิ่ง งง กว่านี้มันร่างกฏโจร ทรราช คสช. 100% มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญ

ส.ส.มี 500คน ประชาชนเลือกได้แค่350คน อีก150 ?

ส.ว. ประชาชนก็ไม่ต้องเลือก เพราะ รัฐธรรมนูญไม่ให้เลือกแม้แต่คนเดียว จำนวน 200 คน

นายกฯ ก็ ไม่ให้ประชาชนมีสิทธิเลือก

แล้วจะเป็นรํฐธรรมนูญประชาธิปไตย เพื่อประชาชน ได้ไง

เห็นชัดๆ ว่า รัฐธรรมนูญเพื่อ ทรราช คสช. ขัดๆ

—————–

ส่วน’จาตุรนต์’โพสต์เฟซฯ สับร่างรธน.ฉบับกรธ.เลวร้ายกว่าที่คิด

วันที่ 30 ม.ค.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ว่า เลวร้ายกว่าที่คิค เห็นร่างรัฐธรรมนูญเบื้องต้นแล้วพบว่า เนื้อหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน้านี้มีอยู่ครบถ้วน และยังมีเนื้อหาส่วนที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญนี้ยิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ทำให้อำนาจอธิปไตยไม่เป็นของปวงชนชาวไทย แต่อำนาจทั้งหลายอยู่กับองค์กร และกลุ่มบุคคลที่ไม่ได้มาจากประชาชนและไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน เช่น วุฒิสภา องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เป็นการทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลอย่างสิ้นเชิง

ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างนี้ การเลือกตั้งจะไร้ความหมาย คือ ประชาชนได้ไปเลือก แต่เลือกไม่ได้ โดยรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะบริหารไม่ได้ ตอบสนองความต้องการของประชาชนไม่ได้ และถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอไม่มีเสถียรภาพ และอยู่ไม่ได้นาน ร่างรธน.นี้ เป็นร่างฯที่สร้างเงื่อนไขและแรงจูงใจให้สังคมก้าวสู่วิกฤติที่จะเอื้ออำนวยให้เกิดการล้มรัฐบาล การขัดขวางการเลือกตั้งทำได้ง่าย เปิดช่องให้เกิดการตีความที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิไตย เช่น การให้มีรัฐบาลคนนอกที่อาจปกครองประเทศเป็นเวลานาน เมื่อปรากฏว่า ตัวรัฐธรรมนูญเองสร้างวิกฤติ แต่ก็จะพบว่า รัฐธรรมนูญนี้แก้ไม่ได้แล้ว การแก้ความขัดแย้งจึงเหลือเพียงการฉีกรัฐธรรมนูญเท่านั้น รัฐธรรมนูญแบบนี้ จึงกำลังทำให้ประเทศเดินเข้าสู่วงจรเดิม คือ มีเลือกตั้งแล้วก็เกิดการล้มรัฐบาลและฉีกรัฐธรรมนูญ โดยความร่วมมือกันของกลุ่มคนที่สามารถกระทำผิดกฎหมายได้โดยไม่มีขีดจำกัด เนื่องจากระบบยุติธรรมล้มเหลว และไม่ได้รับการแก้ไข ร่วมกับกลไกในรัฐธรรรมนูญที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชน

“เมื่ออ่านร่างทั้งหมดแล้วจะพบว่า ร่างนี้มีเนื้อหาที่เลวร้ายกว่าที่เคยเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ คือ เป็นรัฐธรรมนูญฉ้อฉลที่วางหมากกลไว้อย่างซับซ้อน แต่ละส่วนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้แน่ใจว่าอำนาจทั้งหลายจะไม่อยู่ที่ประชาชนเลย เป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งรองรับการปกครองที่เป็นเผด็จการอย่างถาวร แต่แม้ว่าเนื้อหาที่เปิดเผยแล้วในขั้นนี้จะเป็นปัญหาอย่างร้ายแรงแล้วก็ตาม กระบวนการที่จะทำให้เกิดการปกครองที่เป็นเผด็จการอย่างถาวรยังไม่สิ้นสุด ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยังได้ปูทางให้กระบวนการนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอีก หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ทั้งการออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปสำคัญๆ ที่ล้วนแต่จะเกิดขึ้นภายใต้กระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และประชาชนไม่มีส่วนร่วมใดๆ แต่จะมีผลไปอีกยาวนาน

คณะกรรมการ กรธ. ยังได้แสดงธาตุแท้ของตนโดยปราศจากความละอายใดๆ ด้วยการเขียนบทเฉพาะกาลที่อาจกล่าวได้ว่า เลวร้ายยิ่งกว่าตัวร่างเอง คือ นอกจากจะกำหนดว่า จะเกิดขึ้นอะไรขึ้นอีกเพื่อให้ระบบเผด็จการที่ออกแบบไว้มีความสมบูรณ์แล้ว ยังรับรองบรรดา ประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคสช. หรือของหัวหน้า คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ หรือที่จะใช้บังคับต่อไปให้เป็นสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังที่ปรากฏในมาตรา 270 มาตรานี้ มีความหมาย คือ เป็นการนิรโทษกรรมให้แก่ คสช. ทั้งเรื่องที่ทำมาแล้ว และที่จะทำต่อไป ซึ่งจะหมายความว่า คสช.และหัวหน้า คสช.จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อรวมเข้ากับมาตรา 257 แล้ว จะมีความหมายว่า ประเทศไทยจะอยู่ภายใต้การปกครองของ คสช.ที่อยู่เหนือกฎหมายทั้งปวงรวมทั้งรัฐธรรมนูญเองแม้ในช่วงที่มีการลงประชามติ และการเลือกตั้งเรื่อยไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ บทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญนี้ กำลังจะยืดเวลาของการที่ประเทศไม่เป็นนิติรัฐ และไม่มีหลักนิติธรรมให้ยาวนานออกไป

ใครที่หลงเข้าใจว่า เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วบ้านเมืองจะเป็นประชาธิปไตย มากขึ้น ประชาชนจะมีเสรีภาพมากขึ้น จึงต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ส่วนใครที่หวังว่า เมื่อมีการเลือกตั้งขึ้นแล้ว บ้านเมืองจะดีขึ้น วิกฤติจะไม่เกิดขึ้น รัฐบาลจะแก้ปัญหาของประเทศตามที่ประชาชนต้องการ เศรษฐกิจจะดีขึ้น และประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั้น คงต้องขอเรียนให้ทราบว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะทำลายความหวังทั้งหลายนั้นอย่างแน่นอน

*****

#เสรีชน

รัฐธรรมนูญเผด็จการแบบถาวร เขียนซ่อน คำข้อ ความฉ้อฉล

119

สถุน มีชัย ฤชพันธุ์ ไม่กังวลกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกโจมตี

116

118

117

มีชัย ฤชพันธุ์ ประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่กังวลกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญถูกโจมตี เพราะคนไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่แล้ว แต่เราก็จะเอี้ยวหูฟังเฉพาะคนที่ติติงในเรื่องที่เป็นเหตุเป็นผล ที่ผ่านมากรธ.ก็ฟังมาตลอด แต่เมื่อความเห็นบางพรรคมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ เพราะบอกแต่เพียงว่ามันไม่ดี รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยประชาชนต้องมีส่วนร่วม ซึ่งเราก็ได้เขียนไว้หมดแล้ว จึงไม่รู้จะไปเพิ่มตรงไหน หรือจะขอเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองใช่หรือไม่ ก็เสนอมาได้ แล้วจะเขียนให้ ส่วนฝ่ายการเมืองมองว่า เป็นร่างที่ทำให้รํฐบาลอ่อนแอนั้น ถามว่า อ่อนแอตรงไหน ซึ่งตนขอแนะนำเลยว่า หากพรรคการเมืองใดที่ไม่ประสงค์ให้คนนอกเข้ามายุ่งเกี่ยวนั้น เวลาที่จะร่างกฏหมายพรรคการเมืองจะเปิดโอกาสให้แก้ โดยห้ามเสนอคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.เป็นนายกรัฐมนตรี หรือ ถ้าพรรคใดเสนอไปแล้ว แต่คนๆนั้นไม่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.ก็จะไม่มีสิทธิเป็นนายกรัฐมนตรีบังคับไว้เลย โดยที่ไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ง่ายดี

นายมีชัย กล่าวต่อว่า ส่วนการกำหนดกรอบไว้ให้รัฐบาลในการบริหาราชการแผ่นดินที่ต้องซื่อสัตย์สุจริตไม่นำเงินหลวงเข้ากระเป๋าต้องการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ เว้นแต่ข้อมูลลับ รวมไปถึงการส่งเสริมให้มีความเสมอภาค ซึ่งทั้งหมดนี้ จะทำให้รัฐบาลอึดอัดตรงไหน เพราะเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือ กรธ.ไม่ได้ไปกำหนดว่า ต้องทำด้วยวิธีใด เพราะรัฐบาลจะทำด้วยวิธีไหนก็เป็นนโยบายของรัฐบาลนั้นอยู่แล้ว ทั้งนี้ กรธ.ไม่ได้ตัดประเด็นที่กำหนดให้รัฐต้องมีส่วนร่วมกับการพัฒนาการเมืองออก แต่ในประเด็นดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะทุกวันนี้ก็มีอยู่ตามกฏหมายปกติ แต่ถ้าเมื่อไรที่มีอำนาจบังคับต่อองค์กรอื่นถึงจะต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่การตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อเป็นที่ปรึกษา เสนอแนะ หรือเป็นที่เรียนรู้ ก็ตั้งได้ สถาบันพระปกเกล้าก็มีขึ้นโดยไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ

*****

#เสรีชน

“อุทัย”เตือนทรราช คสช. ทำผิดมาตลอด-อย่ามาโทษปชช.

115

“อุทัย”เตือน”บิ๊กตู่”ดูนักปฎิวัติรุ่นพี่ไปไม่รอดซักราย ซัดทำผิดมาตลอด-อย่ามาโทษปชช.

อุทัย ตั้งชื่อ รธน.ฉบับมีชัย รธน.ใส่หมวก เพื่อปกปิดบางอย่าง ติง ส.ว.แขนคอก ไม่ใช่เพื่อ ปวงชน เหน็บบิ๊กตู่ ไม่มีความอดทน เลือกตั้งมาตกแน่ ชี้ ผู้นำต้องมีความกล้าหาญแต่ไม่ใช่กล้าหาญแบบทหาร เตือน ฟังรุ่นพี่ทหารที่เคยปฏิวัติ ไม่มีใครมีจุดจบดี อย่าอ้างปรองดองเป็นสาระสำคัญ สภาจะจัดการเรื่องนี้เอง ร้องเพลงไม่ช่วย

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่โรงแรมรามา การ์เดนส์ ถ.วิภาวดีรังสิต สภาพัฒนาการเมืองได้จัดงานวันสถาปนาพัฒนการเมืองครบรอบรอบ 8 ปี ภายใต้แนวคิดที่ว่า “พลเมืองไทยร่วมใจพัฒนาการเมือง” ภายในงานประกอบผลงานการวิจัย บทความเชิงวิชารเกี่ยวกับการเมืองการปกครองในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การสัมมนาเชิงวิชาการและการแสดงนิทรรศการต่างๆ โดยนาย ธีรภัทร์ เสรรีรังสรรค์ ประธานสภาพัฒนาการเมือง ทำหน้าที่เป็นประธานเปิดงานและกล่าวว่า สภาพัฒนาการเมืองเป็นขั้นตอนแรกของการกล่อมเกลาทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์วัฒนธรรมทางการเมืองในสังคมไทยต่อไป โดยสภาพัฒนาการเมือง ตั้งขึ้น ตาม พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2551 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง ทั้งนี้การจัดงานในวันนี้ก็เป็นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งทางการเมือง

ต่อมานายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในเรื่อง การพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ว่า การเมืองทุกวันนี้ถูกย่ำยี น่าอับอายขายหน้า จนคนไม่เห็นประโยชน์ของการเมือง คำว่านักการเมืองถูกมองเป็นเหมือนตัวเสนียดจัญไรของบ้านเมือง ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ตนต้องมาพูดในวันนี้และตนรอไม่ได้ให้บ้านเมืองไม่มีการเมือง โดยหากพูดถึงการเมืองระบอบประชาธิปไตย บางคนไม่เข้าว่าคืออะไร นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของของสหรัฐอเมริกาได้อธิบาย ว่าคือ การปกครองเพื่อประชาชนโดยประชาชนของประชาชน จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ได้ ไม่ใช่การปกครองโดยประยุทธเพื่อประยุทธ อันนั้นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ทั้งนี้ท่านก็เข้าใจว่าตัวเองไม่ใช่ประชาธิปไตย รอเพียงเวลาเปลี่ยน แต่เวลาเปลี่ยนผ่านนั้นจะนานเท่าไหร่เราก็เดาใจยากเพราะเลื่อนไปเรื่อยๆ

นายอุทัย กล่าวว่า การปกครองเพื่อประชาชนโดยประชาชนของประชาชน นั้นต้องมีการตกลงปรึกษาหารือกัน มีการเลือกตั้ง มีสภาที่ดี โดยสภา คือ ที่พูด ให้พูดกันเพื่อไม่ให้ตีกันหรือคว้างแฟ้มกัน ซึ่งตรงนี้อยากให้นักการเมืองอธิบายให้ประชาชนเจ้าใจ ว่าทำไมสภาถึงมีแต่คนเลว เปิดสภาก็มีแต่การพูดเรื่องเลว ขอทำความเข้าใจ ว่าเพราะสภาเป็นที่พูด ให้พูดเรื่องเลวกับคนเลวเท่านั้น เรื่องดีไม่ต้องพูด มีคนเลวช่วยกันรุม เพื่อป้องกันคนเลวกระเทือนความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประชาชนเสียโอกาส ทำหน้าที่ปกป้องประชาชน ใครมาทำร้ายประชาชนผู้แทนต้องสู้อภิปรายอย่าทำเลย ไม่ควรอยู่ไปเลยจึงมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อย่างไรก็ดีคนทั้งสภาไม่มีเสียหมด อย่างดีก็เสียเพียงสองสามคน และการพูดในที่สภาก็จะทำให้เราทราบว่าต่อไปอย่าเลือกคนเลวนี้มาอีก และโอกาสนี้เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่

นายอุทัย กล่าวว่า ทั้งนี้การเลือกตั้งใกล้เข้ามา รัฐธรรมนูญกำลังจะคลอด โดยรัฐธรรมนูญหลายฉบับมีฉายา บางฉบับก็ว่าฉบับฟันปลอม มาคราวนี้นายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธาน กรธ.กลับมาร่างอีกและเมื่อเวลาร่างก็ใส่หมวกทุกครั้ง ฉบับนี้จึงน่าจะมีฉายาฉบับใส่หมวก การใส่หมวกเพื่อปกปิดบางอย่าง จะกันลมเพราะกระหม่อมบางเป็นไปได้ กันเย็นเป็นไปได้ก็แล้วแต่ แต่ทั้งนี้การใส่หมวกนั้นก็เพื่อปกปิดอะไรบ้างอย่าง เช่น การบอกว่าให้ผู้แทนมาจากการคัดสรรดีกว่าเลือกตั้ง ซึ่งคนภูมิใจ ว่าการคัดสรรบุคคลมาเป็น ส.ว. คือ ได้ตัวแทนแต่ละกลุ่มอาชีพมีความรู้จริง แต่ท่านรู้ไหมผู้แทนกลุ่มอาชีพมา กลายเป็นผู้แทนแขนคอก คือ ยืดแขนไกลตัวไม่ได้ เข้าหาตัวได้ แต่ไกลตัวไปไม่ได้ ดังนั้นเลือกคนจากกลุ่มอาชีพก็จะเกาะอาชีพตัวเป็นหลักไม่ไปอย่างอื่นไม่งั้นเสียประโยชน์ กลายเป็นคอกใครคอกมัน อย่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 มีผู้แทนแขนคอกเข้ามา ยืดอายุข้าราชการจาก 60 ปีเป็น 70 ปี ซึ่งผู้แทนกลุ่มอาชีพเป็นผู้แทนปวงชนไม่ได้ เป็นผู้แทนอาชีพใครผู้แทนอาชีพมัน ดังนั้นจึงให้มีการเลือกตั้งเพราะการเลือกตั้งเป็นระบบคัดผู้นำ

นายอุทัย กล่าวต่อว่า เราเป็นมนุษย์และมนุษย์เป็นสัตว์ฝูง สัตว์ไปไปไหนไปตามกันเพราะผู้นำชำนาญ โดยมนุษย์ต้องมีผู้นำ ซึ่งการหาผู้นำก็ด้วยการเลือกตั้งเป็นระบบคัดผู้นำที่ดี โดยพระพุทธเจ้ากล่าวว่าการเป็นผู้นำที่ดีตามหลักพุทธศาสนานั้นสามารถนำมาจับกับการเมืองได้คือ ต้องมีความกล้าหาญ แต่ต้องขอทำความเข้าใจ ว่า ทหารกับความกล้าหาญคนละเรื่องกัน ซึ่งผู้ที่มีความกล้าหาญต้องมีคุณสมบัติในตัว 5 อย่าง คือ 1.มีศรัทธา เช่น หากบอกว่ามาเพื่อความจำเป็นก็ให้รีบไปให้เร็ว ถ้าบอกว่ามาเพราะชอบเชื่อ มั่นใจ ข้อที่หนึ่งผ่าน 2.มีศีล 3.รู้มาก ฟังมากเห็นมาก และที่เขาบังคับให้หาเสียก็เพื่อให้คุณรู้มาก ฟังมาก เห็นมาก บางที่ตำบลนั้นเราไม่รู้เป็นไงก็ไปฟังให้รู้ ไม่รู้เขาสอนก็ต้องฟัง แล้วนำมาประกอบการพิจารณาการปกครอง 4.มีความอดทน โดยเฉพาะความอดทนกับประชาชน ถึงแม้จะโดนด่าก็ต้องทนฟัง แต่นายกรัฐมนตรีเราเก่งนะแต่ความอดทนไม่มี ถ้าเลือกตั้งก็ตกแน่ แต่ดีที่ท่านไม่คิดเลือกตั้ง อีกอย่างผู้ช่วยรัฐมนตรีท่านหนึ่งไปฟังปัญหายางไปไม่ถึงครึ่งทาง คนถามอะไรไม่รู้หนีเลย นี้ขาดภาวะผู้นำแต่ตนไม่ว่าท่านนะเพราะท่านไม่คิดเป็นผู้นำและ 5.มีปัญญา คือต้องเป็นคนฉลาด แต่ทั้งนี้ซึ่งที่เหนือกว่าปัญญา คือ ปาก หากรู้ดีแต่ปากหมาก็เจ๊งเหมือนกัน

นายอุทัย กล่าวว่า ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้กล่าวว่าคนที่จะเป็นผู้นำได้ต้องมีความกล้าหาญและคนที่มีความกล้าหาญได้ต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติสำคัญดังข้างต้น ซึ่งทหารกล้าหาญมันคนละเรื่อง ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ว่ามีความสำคัญอย่างไร เพราะหลายคนมองว่าประชิปไตยไว้ก่อน ปากท้องก่อน เนื่องจากคนจนเยอะ ทำให้คณะปฏิวัติทุกคณะที่ประสบความสำเร็จเนื่องจากบอกว่าขณะนี้บ้านเมืองแตกความสามัคคีประชาชนยากจน คนเลวเข้าสภา ก็เข้ามาปฏิวัติ แต่ถามว่านักปฏิวัติอยู่รอดปลอดภัยกี่คน อย่าง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ประชาชนขับไล่ด้วยซ้ำ จอมพล ผินไปไหน นี้ระดับจอมพล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดียมบาลนำตัวไปก่อนอยู่นานก็โดนประชาชนขับไล่เหมือนกัน นี่ทหารทั้งนั้นที่ยุ่งการเมืองไปไม่รอดสักราย ไปไม่ช้าด้วยไปเร็ว

“ไหนพูดแล้วมีทหารมาฟังหรือไม่ ถ้าฟังขอบใจมาก ถ้าไม่มีพูดแล้วไร้ค่า ผมอยากปรับทัศนคติบางคน ว่า นี่ดูรุ่นพี่ๆบ้างนะ ล้วนเป็น พล.อ. จอมพลทั้งนั้นจุดจบตรงไหน คุณก็เป็นรุ่นน้อง หากคิดว่าเก่งกว่าเขาก็อยู่ต่อไปแต่หากคิดว่าไม่เก่งกว่าเขาก็รีบถอยออกไป และทุกวันนี้อย่าไปเชื่อคำพูดคนสองพวกที่พูดว่าอยู่ต่ออย่างนี้ต่อไปดีแล้ว และที่บอกว่าให้อยู่ต่อเพราะยังทำหลายเรื่องที่ไม่เรียบร้อยจะทำให้การปฏิรูปเสียของ แต่ผมห่วงว่าจะเสียคนมากกว่าซึ่งเป็นการเสียคนทางการเมือง และผมอยากให้มีคนดีเหลือไว้บ้าง เพื่อมีวิกฤติจะได้เข้ามาได้อีก ทั้งนี้คนที่บอกนายกฯว่าให้อยู่ต่อไป คนพวกนั้นคือคนที่สบายแล้ว มีอันจะกิน แต่คนพวกอื่นนั้นเขาสบายหรือไม่ก็ไม่รู้ และหากเรื่องที่ค้างอยู่ เรื่องที่ทำไม่ได้ก็ปล่อยให้รัฐบาลที่เขามาจากการเลือกตั้งทำต่อไปก็ได้”นายอุทัยกล่าว

นายอุทัย กล่าวว่า ทั้งนี้คำพูดของผู้นำถือเป็นสัญญาประชาคม ท่านพูดทำตามโรดแมป ทำไปเถอะ ไม่มีบ้านเมืองไหนเรียบร้อยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะในต่างประเทศแม้จะสถานการณ์ไม่สงบ มีสงครามกับต่างประเทศก็ยังมีเลือกตั้ง และการเลือกตั้งทำให้ผู้มีข้อขัดแย้งได้มาพบกันในสภา ไม่งั้นคนที่มีความขัดแย้งคงต้องไปพบกันตามป่าเขา และอย่าห่วงเรื่องการปรองดอง ตนเป็นห่วงแทนฟังที่ท่านพูดเพลงที่ท่านร้อง ท่านคงยังไม่รู้ว่าปรองดองไม่ได้เกิดได้เพราะเสียงเพียง เพราะงั้นอย่าเอาคำว่าปรองดองมาเป็นสาระสำคัญมากนัก ขนาดพี่น้องพ่อแม่เดียวกันมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ยังไม่ปรองดองกันเลย บางครั้งฆ่ากัน แล้วประชาชนผลประโยชน์ต่างกันจะปรองดองได้อย่างไร อย่าฝืนธรรมชาติเป็นไปไม่ได้ หากต้องการทำให้บ้านเมืองสงบหาผลประโยชน์ให้ลงตัว โดยวิธี คือ ปล่อยให้เลือกตั้ง อยู่ในสภาเจอกัน มันต้องพูดกันได้ด้วยเหตุผลชัดเจน ตรงนี้คือที่มาของความปรองดอง ตรงนี้ทั่วโลกห่วงไทย เนื่องจากประชาธิปไตยมีค่า มีราคา มีความหมาย แต่ตนก็ยังกังวลว่าหากมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกอย่างนี้ก็ไม่แน่ใจ แต่ทั้งนี้คนไทยไม่ได้กินแกล็บ ซ้อนอะไรไว้เขาเห็น และนี่ก็ใกล้วันรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่างๆซึ่งคิดว่าจะไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพราะเขาคิดว่าเขาทำดีแล้ว แต่ถ้าประชาชนบอกไม่ดีก็อย่ามาโทษประชาชน เพราะคุณทำผิดมาตลอด และ อย่าบอกว่าที่ไปไม่รอดต้องโทษคนที่บอกว่าไปไม่รอด เพราะมันจะเหมือนทำของบูดให้กินแล้วคนท้องเสีย จะโทษคนกินไม่ได้ และนี่ก็พูดเพื่อผู้นำทั้งหลาย ใครทำไม่ดีก็ไปไม่รอด เพราะสภาทำให้คนไม่ดีไปไม่รอดอย่างจอมพลถนอม เจอสภาเล่าความเลวร้ายก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้น หากมีประชาธิปไตย อย่าห่วง ทั้งนี้การที่ผู้นำจะอยู่ได้นานเมื่อมีปัญหา ต้องมีการถ่ายยา นั้น คือการยุบสภา โดยในยุคพล.อ.เปรม ที่ถือว่าอยู่นานสุด ก็ยุบสภาบ่อยสุดเพราะถ่ายยานั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุด ยุบเอาคนไม่ดีออก คนดีเข้ามาแทน

ต่อมานายอุทัย ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ผ่าน ตนไม่อยากชี้นำ เดี๋ยวร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะมาโทษตนอีก ซึ่งแนวทางประชาธิปไตยจะไปอย่างไร คิดว่าประชาชนมีความรู้เยอะอยู่แล้ว โดยตนเสนอว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็อาจให้นายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรงแล้วอยู่ต่อ 4 ปีและถ้านายกฯมาจากการเลือกตั้งโดยตรงก็ไม่ต้องห่วงว่า ส.ส.จะมีความผูกพันกับรัฐบาลอย่างไรเพราะสามารถแยกฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารได้ และให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี โดยทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล รวมถึงการตรวจสอบงบประมาณว่าเหมาะสมหรือไม่

*****

#เสรีชน

หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการต่อไปอย่างไร

114

สถุนมีชัย ชี้แจงว่าองค์กรอิสระต้องเป็นอิสระ (ไม่ต้องยึดโยงกับประชาชน)

ไม่ใช่ลงคะแนนเอาเสียงข้างมาก ในสากลไม่ว่าประธานาธิบดี หรือ นายกรัฐมนตรี ทำผิดก็ต้องไปที่ศาลเป็นไปตามกลไกปกติ ซึ่งประชาชนในทุกประเทศก็ไม่ได้เชื่อมโยงประชาชนเป็นคนละเรื่องกับการเลือกตั้งส.ส. ย้ำองค์กรอิสระทุกองค์จะถูกตรวจสอบเป็นวงจรหมด

นอกจากนี้สถุนมีชัยกล่าวถึง กลไกในการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปนั้น กรธ.มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นไปอย่างจริงจัง โดยใช้ระบบจัดสรรปั่นส่วนผสม ขณะที่การจัดให้มีวุฒิสภาในระบบทางอ้อมนั้น เพื่อให้ประชาชนที่สนใจได้เข้ามามีส่วนร่วมในใจกลางการเมือง โดยไม่ต้องพึงพานายทุน หรือ พรรคการเมือง พร้อมย้ำว่า ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกยังไม่สมบูรณ์เต็มที่เพราะต้องรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำความคิดเห็นมาปรับแก้ให้สอดคล้องกัน กรธ.พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเสมอ

” หากบอกรัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยขอให้แก้ ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร แต่ต้องบอกเหตุผลมาทำให้รัฐธรรมนูญสมบูรณ์ พร้อมย้ำว่า ร่างนี้ออกไปเพื่อมุ่งประโยชน์ของประเทศ มุ่งผลประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติสำคัญ พร้อมกำหนดนิยามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าฉบับปฏิรูปประเทศ”สถุนมีชัยกล่าว

สถุนมีชัย กล่าวอีกว่า สำหรับอำนาจมาตรา44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. เมื่อรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ประกาศใช้ ยังคงมีอำนาจตามมาตรา44 อยู่ แต่จะไม่มีอำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ ให้มีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ได้บางอย่างเท่านั้นและอาจคุมองค์กรอิสระได้ ถ้ามีใครสงสัยในอำนาจมาตรา44 ก็ให้ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน กรธ.ไม่ให้แม้น้ำ4สาย คณะรัฐมนตรี คสช. สนช. สปท.ต้องเว้นวรรคการเมือง 2 ปีเหมือน กรธ. เพราะแม่น้ำ4 สายไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ หาก คสช.ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ก็ต้องลาออจากตำแหน่งคสช. ใน90 วันหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้

สถุนมีชัยกล่าวว่าส่วนโรดแม็ปตามบทเฉพาะกาลที่ทำให้การเลือกตั้งต้องขยับออกไปจากโรดแม็ปที่รัฐบาลวางไว้นั้น เพราะ กรธ.จะต้องทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่จำเป็น 10ฉบับให้เสร็จใน8 เดือน และให้เพิ่มตัวกรรมการอีกได้แต่ไม่เกินเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แต่ถ้ายังไม่มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ยังเลือกตั้งไม่ได้ โดยยอมรับว่าการจัดทำกฎหมายดังกล่าวจะทำให้การเลือกตั้งต้องขยับออกไปจากโรดแม็ปเดิม2-3 เดือน แต่กฎหมายที่จำเป็น5-6ฉบับหากเสร็จก่อนก็จัดเลือกตั้งได้

เมื่อถามว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะดำเนินการต่อไปอย่างไร นายมีชัย กล่าว่า “ไม่รู้ อย่าผมให้ผมตอบเดี๋ยวตกใจ” เมื่อถามย้ำว่า ขอให้ช่วยตอบให้ตกใจได้หรือไม่ สถุนมีชัย กล่าวว่า “อย่าเลย เดี๋ยวเป็นลม”

และเมื่อถามว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จำเป็นหรือไม่ที่ต้องบัญญัติการนิรโทษกรรมให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) สถุนมีชัยกล่าวว่า คงต้องมีกำหนดการกำหนดไว้เหมือนกับรัฐธรรมนูญในอดีต เพราะเป็นสูตรที่ต้องมีไว้ในรัฐธรรมนูญ

——————-

สูตรพ่อสูตรแม่พวกมึง ซิ ไอ้ สัสสถุน…. ทำความผิดแล้วไม่ต้องรับผิดชอบ

*****
ไม่รับร่าง รัฐธรรมนูญ ทรราช คสช.

#เสรีชน

นี้คือ ผู้พิพากษาไทย ทำตัวจังไร ไร้เทียมทาน

106

จะปกครองในระบอบไหนก็ถ้าความยุติธรรมไม่เป็นมาตรฐานและสังคมยังโสโครก ในค่านิยมที่มีการเอารัดเอาเปรียบกันสักวันคุณจะได้เห็นกลียุกต์ เพราะกติกาที่ไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำที่กัดกร่อนประเทศเมื่อถึงวันที่มันถึงที่สุดของความอดทน คุณพร้อมที่จะล้างบางความไม่เป็นธรรมด้วยกันรึป่าว ในเมื่อมันไม่เห็นหัวประชาชนคนรากหญ้าเลยมันอยากทำอะไรมันก็ทำเพราะประชาชนจะไปมีอำนาจต่อรองอะไรกับรัฐถ้าสักวันนึง ประชาชนหยิบปืนขึ้นมาสู้กับมันจะได้รู้สึกถ้าคุณคิดเหมือนผมเราคือเพื่อนกัน

———–

ผู้พิพากษาสลิ่มประสาท ล่าสุดครับที่สน.บางเขน วันนี้เลย(27 มกรา 59) ใครก็ได้กระทืบมันที…เดี๋ยวก็มีคนรุม

Cr. รุ่ง รัตนศิริฤกษ์

นี้แหละศาลเหี้ยแห่งประเทศไทย

105

ศาลใช้ส้นตีนพิเคราะห์แล้วเห็นว่า

แม้การปราศรัยของนายการุณทั้งสองครั้ง คือวันที่ 3 และ 12 มิ.ย. 2554

แม้จะไม่ระบุชื่อชัดเจน แต่เนื้อหาในคำปราศรัยทำให้ศาลเหี้ยเข้าใจได้ว่า หมายถึงนายแทนคุณ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องจริง …. นี้แหละศาลเหี้ยแห่งประเทศไทย

คราวปราศรัยของแมงสาป กล่าวหาว่า เสื้อแดงเผ่าบ้าน เผ่าเมือง ไม่ผิด

แหย็ดแหม่ หัวดอ ศาล

——————————–

คุก 16 เดือน-การุณ โหสกุล หาเสียงหมิ่นประมาท แทนคุณ จิตต์อิสระเมื่อปี 54
Wed, 2015-01-21 21:58

คดี ‘เก่ง การุณ’ หาเสียงหมิ่นประมาทแทนคุณ จิตต์อิสระ เมื่อปี 54 ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าแม้การปราศรัยไม่ได้ระบุชื่อ แต่เนื้อหาทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงแทนคุณจริงจึงให้ลงโทษจำคุก 16 เดือน ลงโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 3 วัน ขณะที่ก่อนหน้านี้การุณถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี จากการปราศรัยดังกล่าว

21 ม.ค. 2557 – ศาลอาญาพิพากษาจำคุก การุณ โหสกุล อดีต ส.ส.เพื่อไทย เขตดอนเมือง เป็นเวลา 16 เดือนไม่รอลงอาญา คดีหมิ่นประมาท แทนคุณ จิตต์อิสระ ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554

โดยตามรายงานของ ไทยรัฐ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้การปราศรัยของนายการุณทั้งสองครั้ง คือวันที่ 3 และ 12 มิ.ย. 2554 แม้จะไม่ระบุชื่อชัดเจน แต่เนื้อหาในคำปราศรัยทำให้เข้าใจได้ว่า หมายถึงนายแทนคุณ จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้องจริง พิพากษาลงโทษ จำคุก 2 ปี คำให้การจำเลยเป็นประโยชน์อยู่บ้าง ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 16 เดือน พิเคราะห์พฤติการณ์แล้วเห็นว่า จำเลยหมิ่นประมาทโจทก์ในที่สาธารณะ ช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง กระทบต่อความน่าเชื่อถือ และคะแนนนิยมของโจทก์ จึงเป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ และให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ 1 ฉบับ เป็นเวลา 3 วัน ด้านนายการุณ เตรียมประสานทนายความเตรียมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลแล้ว

โดยหลังคำพิพากษา นายการุณ ได้โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊คคู่กับผู้ช่วย และแก้วกาแฟเย็น เขียนข้อความว่า “ผ่านไปอีกวันครับ ขอบคุณครับ”

ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคมปี 2556 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ตัดสินให้นายการุณ มีความผิดจากกรณีปราศรัยดังกล่าว ฐานเป็นการปราศรัยใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในคะแนนนิยม ของนายแทนคุณและพรรคประชาธิปัตย์ โดยถือว่าฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 53 (5) มีผลทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม โดยเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี และให้จัดการเลือกตั้งใหม่


*****
#เสรีชน

ปิยะ: ความหวังของพ่อ รอยยิ้มของปิยะ…ที่เลือนหายไป

104

+ 112 The series

ปิยะ: ความหวังของพ่อ รอยยิ้มของปิยะ…ที่เลือนหายไป

“ผมรับไม่ได้ครับ ผมไม่ได้ทำ ผมไม่รู้เรื่องจริงๆ” ปิยะพูดด้วยนำเสียงที่หนักแน่นแต่สดใส น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยกำลังใจนี้เองที่ส่งให้การต่อสู้คดียืดยาวมาปีเศษ

ปิยะเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงใหญ่ บุคลิกเหมือนคนมีการศึกษาและมีฐานะ เวลาตอบคำถามก็พูดจาฉะฉานชัดเจนแสดงถึงความมั่นใจในตัวเอง วันที่ถูกจับปิยะอายุ 48 ปี เขาจบการศึกษาด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยทำงานซื้อขายหลักทรัพย์ให้กับธนาคารขนาดใหญ่ แต่เส้นทางธุรกิจของเขาผกผันต่อเนื่อง ก่อนถูกจับปิยะทำอาชีพอิสระเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมแอพลิเคชั่น

หลังผ่านประสบการณ์มาครึ่งค่อนชีวิต สิ่งที่ปรากฏเป็นจุดเด่นของปิยะเสมอ คือ “รอยยิ้ม” แม้ขณะพูดคุยเรื่องคดีความ หรือเรื่องคุกตาราง ปิยะยังคงมีรอยยิ้มกว้างสดใส อยู่คู่กับตัวเขาเสมอ

“ปิยะมันเป็นคนมนุษย์สัมพันธ์ดี มันเป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น มีข้อเสียอย่างเดียว มันเชื่อคนง่าย” พ่อของปิยะเล่า

พ่อของปิยะอายุเจ็ดสิบกว่าปี เป็นลูกจีนแท้ๆ พูดจาเนิบช้าติดสำเนียงจีนเล็กน้อย พ่อของปิยะไม่ได้ร่ำรวยนัก เมื่อก่อนเคยประกอบอาชีพค้าขาย แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำงานแล้ว หลังปิยะถูกจับ พ่อของเขาเป็นคนเดียวที่คอยไปเยี่ยมที่เรือนจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และฝากเงินเป็นค่าใช้จ่ายให้ปิยะเดือนละ 2,000 บาท เนื่องจากบ้านอยู่ไกลจากเรือนจำ พ่อของปิยะจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อนั่งรถเมล์หลายต่อกว่าจะถึงที่หมาย แทบทุกครั้ง พ่อของปิยะจะต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับเกือบทั้งวันเพื่อเยี่ยมเจอหน้าลูกชายในเวลา 20 นาที

“ผมอายุเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว ยังไม่เคยขึ้นโรงขึ้นศาลเลย แม้แต่โรงพักก็ยังไม่เคยไปสักครั้ง ต้องมาทำอะไรแบบนี้ตอนแก่ มันทำใจยากจริงๆ” พ่อปิยะตัดพ้อด้วยความน้อยใจ

ปิยะถูกจับเมื่อ 11 ธันวาคม 2557 ตำรวจตั้งข้อหามาตรา 112 กล่าวหาว่าปิยะโพสต์เฟซบุ๊กหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ หลักฐานในคดีนี้มีเพียงภาพหนึ่งภาพ ซึ่งในภาพประกอบด้วยภาพย่อยๆ จากการแคปหน้าจอมือถือรวมอยู่ด้วยกัน มีภาพของปิยะ มีภาพถ่ายจากหน้าเฟซบุ๊กที่โพสต์ข้อความหยาบคายอยู่ข้างๆ พระบรมฉายาลักษณ์ ในภาพนั้นเป็นเฟซบุ๊กที่ใช้รูปของปิยะเป็นรูปประจำตัวใช้ชื่อบัญชีเฟซบุ๊กว่า “นายพงศธร บันทอน”

“ผมชื่อปิยะครับ ผมไม่ได้ชื่อพงศธร ผมไม่ได้ทำเฟซบุ๊กนี้ครับ ใครก็ไม่รู้เอารูปผมไปใช้” ปิยะบอกกับศาลในวันนัดสอบคำให้การ

ศาลบันทึกไว้ในสำนวนว่า จำเลยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา …

ภาพที่มีรูปของปิยะปรากฏอยู่ถูกแชร์ต่อกันบนเฟซบุ๊ก มีพลเมืองดีอย่างน้อยสามคนจากจังหวัดน่าน นครปฐม และกรุงเทพฯ เห็นภาพนี้แล้วทนไม่ได้จึงนำไปมอบให้ตำรวจเพื่อดำเนินคดี ตำรวจทั้งสามท้องที่มีหลักฐานคือภาพใบเดียวกัน แต่ไม่มีทั้งพยานบุคคล หมายเลขไอพีแอดเดรส และเมื่อยึดโทรศัพท์กับคอมพิวเตอร์ของปิยะไปตรวจเจ้าหน้าที่ก็ไม่พบร่องรอยการเข้าถึงเฟซบุ๊กเจ้าปัญหา

ในชั้นพิจารณาคดี อัยการแสดงหลักฐานการเปลี่ยนชื่อที่บ่งบอกว่าปิยะเคยเปลี่ยนชื่อหลายครั้ง และเคยสวมสิทธิเอาหมายเลขบัตรประชาชนของผู้อื่นมาใช้เป็นของตัวเองและใช้ชื่อ “นายพงศธร บันทอน” เป็นชื่อของเลขบัตรประชาชนนั้น ปิยะยอมรับต่อศาลว่าสาเหตุที่เปลี่ยนชื่อครั้งแรกเป็นเพราะความเชื่อเรื่องโชคลางหลังประสบอุบัติเหตุ ต่อมาต้องเปลี่ยนชื่ออีกหลายครั้งเพราะเหตุผลทางด้านธุรกิจ แต่ยืนยันว่าไม่ได้โพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้อง

“ผมมีเฟซบุ๊กจริงๆ ของผมครับ ใช้ชื่อว่าปิยะ” ปิยะบอก

“รูปที่เขาเอาของผมไปจริงๆ เป็นรูปผมถ่ายคู่กับแฟน แต่เขาไปตัดแฟนออกแล้วเอารูปผมไปใช้ รูปนี้ผมก็ใช้ที่เฟซบุ๊กผม คุณดูสิ” ปิยะเล่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เขาพูดถึงสิ่งที่เขาถูกกล่าวหาด้วยรอยยิ้ม

“ไม่รู้ครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าใครจะทำแบบนี้กับผมทำไม” ปิยะตอบ เมื่อถูกถามว่าเคยมีเรื่องโกรธแค้นกับใครหรือไม่

พ่อของปิยะมีทรัพย์สินไม่มากพอ และตัดสินใจไม่ยื่นขอประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี ปิยะถูกคุมขังนานกว่าหนึ่งปี ก่อนศาลพิพากษา ปิยะอ่านคำฟ้องของเขา อ่านเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เขามีรอยยิ้มกว้างตลอดช่วงการพิจารณาคดี เพราะมั่นใจว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้

“คดีนี้ไม่มีอะไรเลยครับ คอมพิวเตอร์ของผมตรวจแล้วก็ไม่เจออะไร ผมมั่นใจครับ” ปิยะมีรอยยิ้มเต็มหน้า เมื่อพูดถึงการต่อสู้คดีของเขา

แม้ปิยะจะมั่นใจในคดีของเขา แต่สำหรับพ่อของเขาคดีความถือเป็นเรื่องใหม่ โดยเฉพาะคดีของปิยะที่มีความซับซ้อนเพราะสู้กันด้วยหลักฐานทางอิเล็กทรอนิคส์และเฟซบุ๊ก

“ผมฟังไม่เข้าใจว่าตกลงเราได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เห็นปิยะมันบอกว่าเราได้เปรียบอยู่ ในเมื่อมันบอกว่ามันไม่ได้ทำ ผมก็เชื่อมัน” พ่อของปิยะให้ความเห็นต่อคดีความของลูกชาย

“ดูจากข้อความที่ปรากฏในภาพนี้ก็ค่อนข้างรุนแรง ผมเป็นคนมีการศึกษาครับ มีอาชีพสุจริต ผมไม่มีเหตุผลต้องทำอะไรแบบนี้” ปิยะเบิกความต่อศาล

12 พฤศจิกายน 2558 ขณะที่การต่อสู้คดี112จากการโพสต์เฟซบุ๊กยังไม่จบ ปิยะก็ถูกพาตัวไปที่ศาลอาญาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว เขาถูกอัยการยื่นฟ้องคดีที่สองด้วยข้อหาเดิม คดีที่สองเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นคนส่งอีเมล์ไปยังอีเมล์ info ของธนาคารกรุงเทพ หลังอ่านคำฟ้องคดีที่สองเขายังยิ้มร่าได้อยู่เช่นเคย

“ผมปฏิเสธครับ ผมถูกใส่ร้าย อีเมล์ที่ส่งก็ไม่ใช่อีเมล์ของผม แล้วผมจะไปทำแบบนั้นทำไม” ปิยะยังเต็มเปี่ยมด้วยความมั่นใจ และรอยยิ้มกว้าง

ด้านพ่อของปิยะเมื่อทราบข่าวคดีที่สองของเขาเริ่มสงสัยในโชคชะตาของตัวเองและครอบครัว ความหวังที่เคยมีระหว่างการต่อสู้คดีแรกเริ่มเลือนลางออกไปเมื่อได้ยินข่าวคดีที่สอง

“ผมไม่รู้ว่าโชคชะตาหรืออะไรที่เล่นตลกกับเรา หรืออาจจะเป็นกรรมของผมตั้งแต่ชาติไหน” พ่อของปิยะตัดพ้อ

“ผมอ่านข้อความที่เขาฟ้องมันแล้ว คนปกติเขาไม่น่าจะทำอย่างนี้กันนะ ไอ้คนที่จะเขียนไปแบบนี้นี่ต้องเป็นบ้าเท่านั้นแหละ” พ่อปิยะให้ความเห็น หลังอ่านข้อความใส่ร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์อีกหลายพระองค์ ตามที่ปรากฏในคำฟ้อง ข้อความถูกเรียงขึ้นอย่างหยาบคายและไม่เป็นเหตุเป็นผล คนทั่วไปที่มีสติสปชัญญะสมบูรณ์อ่านแล้วย่อมทราบได้ว่าไม่เป็นความจริง และอีเมล์ที่เขียนขึ้นถูกส่งไปยังผู้รับที่เป็นหน่วยงานไม่ใช่บุคคล คดีที่สองของปิยะจึงดูแปลกพิศวงกว่าคดีแรก

“บอกพ่อให้หน่อยนะว่าไม่ต้องห่วง คดีนี้ผมไม่ได้ทำ ตอนนี้ผมอยู่ได้ บอกพ่อว่าผมไม่เป็นไร” ปิยะตะโกนผ่านลูกกรง ฝากมายังคนข้างนอกด้วยท่าทางสบายใจ

20 มกราคม 2559 ศาลนัดปิยะฟังคำพิพากษาคดีแรก แม้ในการสืบพยาน ศาลอาญาจะสั่งพิจารณาคดีเป็นการลับ แต่ในการอ่านคำพิพากษาก็ทำโดยเปิดเผย และมีสื่อมวลชนหลายสำนักมารอฟังคำพิพากษา

ก่อนหน้านี้ศาลเคยเลื่อนการอ่านคำพิพากษามาแล้วครั้งหนึ่ง โดยระบุเหตุผลว่า เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญจึงต้องปรึกษากับอธิบดีผู้พิพากษาก่อน บรรยากาศแวดล้อมก่อนการอ่านนัดฟังคำพิพากษาจึงไม่สู้จะดีนักสำหรับปิยะแต่นั่นก็ยังไม่ทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางหายไป

“ผมโดนเต็มๆ เลย นักข่าวเขามารอถ่ายรูปผมเต็มๆ เลย” ปิยะเล่าด้วยรอยยิ้มและสีหน้าตื่นเต้น

“ถ่ายก็ได้ครับไม่เป็นไร ผมไม่ได้ทำอะไรผิด วันนี้ผมมั่นใจนะครับ” ไม่กี่นาทีก่อนการอ่านคำพิพากษา ปิยะยังพูดอย่างมั่นใจ

“ข้อความที่ประกอบภาพพระบรมฉายาลักษณ์เข้าใจได้ทันทีว่ามีเจตนา ดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14” ศาลกล่าว

“พฤติการณ์ของจำเลยในคดีนี้มีการเปลี่ยนชื่อและสวมชื่อหลายครั้ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ส่อเจตนาเพื่อไม่ให้ผู้อื่นสามารถทราบถึงตัวตนได้ พยานจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) (5) ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ในฐานะกฎหมายที่มีโทษหนักสุด กำหนดโทษ 9 ปี เนื่องจากการให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อทางพิจารณา ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 6 ปี” ส่วนหนึ่งจากเนื้อหาของคำพิพากษา ที่ศาลอ่านให้ฟัง

“ทำไมเอาตรงนี้มาตัดสินเรา ทั้งที่หลักฐานอื่นไม่มีเลย” ปิยะพูดเสียงอ่อย เขาไม่ยิ้มแล้ว ใบหน้าเขาดูเครียดและสับสน

“โอ้โห ทำไมต้องลงโทษกันขนาดนี้นะ ไม่ได้ไปฆ่าใครตายซะหน่อย” พ่อปิยะรำพึง

“ผมเป็นพ่อ ถ้ามันจะเอายังไงผมก็คงต้องแล้วแต่มัน เรื่องคดีผมไม่รู้จะทำยังไง ผมก็คงจะฝากเงินให้ทุกเดือนแล้วก็จะไปเยี่ยมมันแบบนี้แหละ” พ่อปิยะบอก

“ผมอุทธรณ์ครับ ผมต้องยืนยันว่าผมไม่ได้ทำ เพราะหลักฐานมันไม่มี ผมไม่สนใจเรื่องขออภัยโทษ” ปิยะก้มหน้าตอบ ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าเขาอีกต่อไป

ดูรายละเอียดคดีปิยะที่ –> http://freedom.ilaw.or.th/th/case/645

*****
#เสรีชน

อาจจะนอกประเด็น หรือเป็นแค่เศษเดน ของความคิด

102

อาจจะนอกประเด็น หรือเป็นแค่เศษเดน ของความคิด

แค่อยากจะบอกพี่น้องผู้รักประชาธิปไตย และ ความเสมอภาค ทุกท่าน ว่า

ลุกขึ้น สู้กันเถอะครับ หากไม่สู้ก็ต้องตายหรือไม่ก็ต้องติดคุกเพราะกฏหมายทรราช 112 -116 ที่ใช้กำจัดพวกเรา หากสู้ เพื่อลูกหลานเรา ถึงตายและติดคุก ก็คุ้ม เพื่ออนาคตที่ดีกว่า ที่พวกเราทิ้งมรดกอันล้ำค่า ให้พวกเขา ครับ…

จงสู้อย่างฉลาด อย่าให้อำมาตย์ทรราชมันรู้ ว่าเรากำลังสู้อยู่กับมัน ทำทุกวิธีเพื่อให้ อำมาตย์ชั่ว ล้ม และฉิบหายให้ได้ นั้นคือหน้าที่ ของพวกเรา …. ฝากไว้แค่นี้ครับ

#เสรีชน

ทรราช คสช. จะออกมาบอกว่า ทหารมีไว้ทำไม

103

ถึงคราวที่ทรราช คสช. จะออกมาบอกว่า ทหารมีไว้ทำไม

——————————————–
Cr. veerachon Santirattanakun

เหล่..บอกว่า
ในวันนี้จะเป็นการตอบคำถามที่ดีได้
ว่า “ประเทศไทยมีทหารไว้เพื่ออะไร”

ให้รับรู้โดยทั่วกันว่า ทหารไม่ได้น่ารังเกียจ
ไม่ได้หวงสถาบันไว้เป็นอำนาจของตนเอง
แต่เราเข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนประเทศในขณะนี้ หากไม่พอใจในการทำงานใด ๆ
จะเกลียดตนก็ได้ เกลียดรัฐบาลก็ได้ แต่ขออย่าเกลียดประเทศไทย

ไม่มีใคร เกลียดประเทศไทย หรอก
แต่เขา เกลียด ทหารเลวๆ

ที่เข้ามาทำให้ประเทศชาติ เสียหาย

เกลียด ทหารหน้าตัวเมียที่ทำร้ายประชาชน
เกลียด ทหารที่ทุจริต
เกลียด กฎโจรที่เอามากดหัวประชาชน
เกลียด ที่ทหารปกป้องคนทุจริต โดยการจับประชาชน
เกลียด ที่ทหารตอแหล หน้าด้าน กลับดำเป็นขาว
เกลียด ที่ทหารอยากคงอำนาจตัวเองไว้
โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นตัวบังคับ ให้ประชาชนต้องอยู่ใต้อุ้งตีนทหาร
เกลียด ทหารเหี้ยๆที่ไม่รู้จักพอ !

และอย่ามาทวงบุญคุณจากประชาชน
เพราะเงินที่มึงใช้ ก็มาจากภาษีประชาชน
ไม่อยากเป็นทหาร ก็ลาออกไป !

เพราะประชาชนเริ่มถึงจุดที่
ไม่ต้องการทหารแล้ว โว้ยยยย !!!!