Monthly Archives: February 2016

นายกทักษิญ ชินวัตร ออกสื่อ หลังจากเก็บตัวเงียบมานาน

นายกทักษิญ ชินวัตร ออกสื่อ หลังจากเก็บตัวเงียบมานาน

เลขาฯ เสรีไทย เตือน อย่าหูเบา 28 กพ. 59

เลขาฯ เสรีไทย เตือน อย่าหูเบา 28 กพ. 59

รายการ……ชี้ผิดชี้ถูก

12.00 น. อาทิตย์ 28 กุมภา 2559

หัวข้อ “ไทยพุทธ+มุสลิม อย่าหูเบา เขากำลัง แบ่งแยกและปกครองเรา”

วิทยากร: จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ

“วินธัย”ชี้ยูเอ็นหารือแกนนำเพื่อไทย……….ได้ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

270

“วินธัย”ชี้ยูเอ็นหารือแกนนำเพื่อไทยได้ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ

สถุน วินธัย สุนารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กล่าวว่า จาก กรณี นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการที่ได้การพบปะพูดคุยกับผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) และคณะ โดยมีการหารือเรื่องสถานการณ์การเมืองของไทยนั้น เชื่อว่าสังคมจะเกิดข้อสงสัยและมองว่าการพบปะครั้งนี้จะเป็นเป็นเหมือนการมารับฟังหรือให้ข้อมูลทางเดียว จากกลุ่มการเมืองที่มีลักษณะเห็นต่างกับภาครัฐในทุกเรื่องมาตลอด ฉะนั้นเชื่อว่าข้อมูลใดๆ ที่ทางผู้ช่วยเลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ ได้ไปนั้นจะมีความน่าเชื่อถือได้ ก็แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

269

อ่านหัวข้อข้อแล้ว งง นี้มันอะไร ฝรั่งแดกขี้ก็มีด้วยหรือ ในโลกใบนี้

แต่หลังจากที่อ่านเนื้อความข้างในแล้วก็ เข้าใจดี ว่า
ทรราช คสช บริหารไม่เป็น เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนจะมีความสุขได้…. ?

————————————-

‘น้ำผึ้ง’หรือ‘ยาพิษ’ / โดย ลอย ลมบน

On February 26, 2016

คอลัมน์ : ฉกข่าวฉุกคิด
ผู้เขียน : ลอย ลมบน

รัฐบาลทหาร คสช. ออกอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ปลื้มอกปลื้มใจกับข่าวดีที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กจัดให้ไทยเป็นประเทศที่มีความสุขในเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก (The 15 Happiest Economies in the World) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ที่ปลื้มอกปลื้มใจก็เพราะเป็นการจัดอันดับในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลทหาร คสช.และยังเป็นการตอบโต้คนที่พูดว่ารัฐบาลทหารคสช.บริหารประเทศไม่เป็น ทำเศรษฐกิจตกต่ำ

ประมาณว่าถ้าบริหารไม่เป็น เศรษฐกิจไม่ดี ประชาชนจะมีความสุขได้อย่างไร

“ต้องยอมรับความจริงว่า แม้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันอยู่ในภาวะตกต่ำ หลายประเทศกำลังประสบปัญหา รวมถึงประเทศไทย แต่การที่สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานข้อมูลดังกล่าว ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ปั่นป่วน ยังมีประเทศจำนวนมากที่ย่ำแย่กว่าเรา แต่เรามีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงแข็งแรง และต่างประเทศยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย”

นั่นเป็นคำกล่าวของ โฆษก “ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

ไม่รู้เหมือนกันว่าสำนักข่าวที่ว่านี้ไปสำรวจข้อมูลมาจากแถวไหน อย่างไร เพราะดูเหมือนจะค้านความรู้สึกของคนทั่วไปค่อนข้างมาก

ข้อมูลที่ว่าประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อต่ำนั้นก็จริง แต่ต้องดูด้วยว่าที่อัตราเงินเฟ้อต่ำมาจากอะไร มาจากคนไม่มีใช้จ่ายหรือไม่ เกิดภาวะเงินฝืดหรือไม่

ส่วนข้อมูลเรื่องอัตราการว่างงานที่บอกว่าอยู่ในอัตราต่ำ ก็ดูจะสวนทางกับข้อเท็จจริงพอสมควร เพราะปัจจุบันพบว่ามีการเลิกจ้างงานในหลายอุตสาหกรรม ถ้าไม่ถึงกับเลิกจ้างก็ลดเงินเดือน รัดเข็มขัด

เคยมีข้อมูลระบุว่าที่อัตราการว่างงานของไทยต่ำนั้นเป็นเพราะสังคมไทยในการสำรวจข้อมูลหากพบว่ามีรายได้แม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่ถือว่าเป็นคนว่างงาน เช่น ถูกเลิกจ้างกลับไปบ้านช่วยงานที่บ้านแม้จะไม่มีรายได้เลยก็ไม่ถือว่าเป็นผู้ว่างงาน

ข้อมูลของสำนักข่าวบลูมเบิร์กถือเป็นกำลังใจให้คนทำงาน เพราะทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศไม่ว่าจะมาด้วยวิธีการใดย่อมอยากให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดี ปัญหาอยู่ที่ว่าแนวนโยบายที่นำมาใช้นั้นได้ผลตามที่ต้องการหรือไม่

ที่ผ่านมารัฐบาลทหารคสช.ก็พยายามทำงานหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ป่วยการที่จะมานั่งตำหนิติเตียน

อย่างไรก็ตาม อยากให้รัฐบาลรับฟังข้อมูลจากข้อเท็จจริงมากกว่าผลการสำรวจ เพราะดูเหมือนว่าผลการสำรวจ ผลการจัดอันดับ ไม่ว่าจะจากสำนักโพลในประเทศหรือต่างประเทศจะค่อนข้างแตกต่างจากข้อเท็จจริงที่ประชาชนประสบอยู่

จึงมักมีคำถามตามออกมาทุกครั้งเมื่อมีผลสำรวจออกมาว่าไปแอบทำกันตอนไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

อย่าให้ความหอมหวานจากผลสำรวจ ผลจัดอันดับ กลายเป็น “ยาพิษ” ทำลายรัฐบาลเพราะมัวแต่หลงปลื้มปริ่ม หลงลืมข้อเท็จจริง ปล่อยปละละเลยประชาชน เพราะถ้าประชาชนทุกข์ยากผลร้ายจะเกิดกับรัฐบาลเอง

‘จาตุรนต์’ ชี้ ช่วงเปลี่ยนผ่าน5ปี ของ ‘บิ๊กตู่’ จะพาประเทศไทยถอยหลัง40ปี

268

‘จาตุรนต์’ ชี้ ช่วงเปลี่ยนผ่าน5ปี ของ ‘บิ๊กตู่’ จะพาประเทศไทยถอยหลัง40ปี

ที่มา มติชนออนไลน์

25 ก.พ. 59

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แสดงความคิดเห็นกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าประเทศน่าจะมีกลไกรับมือกับวิกฤติช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปีนั้น

นายจาตุรนต์ระบุว่า ติดตามข่าวพล.อ.ประยุทธ์พูดถึงการเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแล้ว ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า คสช.และพล.อ.ประยุทธ์ต้องการอะไร

พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าให้มองแผนระยะยาว 20 ปี แผนปฏิรูปครั้งละ 5 ปี ต้องมีไกด์ตรงนี้ แต่ถามว่าต้องมีมาตรการอะไรหรือไม่ มันก็ต้องมีและต้องมีอะไรซักอย่างควบคุมให้ตรงนั้นเป็นไปตามนี้ ซึ่งมีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นคณะอะไรขึ้นมาใหม่หรือจะเป็นส.ว.หรือใครก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ คือกลไกที่จะประเมินเท่านั้นเอง

พล.อ.ประยุทธ์บอกต่อว่าถ้าไม่ได้ขึ้นมาทั้งสองสภาก็คุยกัน จะเป็นไปได้หรือไม่ โดยการเปิดอภิปรายกันได้หรือไม่ว่าทำไมรัฐบาลไม่ทำนี่ทำนู่น แล้วจะแก้ไขกันอย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องตกลงกัน ถ้าได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ต้องมีคนตัดสิน จะไปศาลรัฐธรรมนูญได้หรือเปล่าก็ไม่รู้…ช่วงนี้จะยกเว้นบางส่วนก่อนได้หรือไม่ ถึงเวลาสถานการณ์ปกติกลับมา ทั้งหมดจะกลับเข้าที่เดิมหมด ส.ว.ก็เลือกตั้งใหม่ทั้งหมดก็ได้ เพียงแต่รัฐบาลหน้าต้องเกิดความมั่นใจให้เรา

พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธว่าไม่ใช่สองขยัก แต่ความจริงแล้วพล.อ.ประยุทธ์ได้อธิบายให้เป็นที่เข้าใจกันอย่างชัดเจนว่าที่ว่า 2 ขยักนั้นแปลว่าอย่างไร ฟังทั้งหมดแล้วก็ทำให้นึกถึงรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 ที่เคยทำแบบ 2 ขยักมาแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนั้น มีเนื้อหาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว เช่น ให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีได้และส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด แต่ก็ห้ามไม่ให้ข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรีและให้ส.ว.มีอำนาจอย่างจำกัด เหมือนกับว่าเมื่อประชาชนไปเลือกตั้งแล้วจะสามารถเลือกรัฐบาลตามที่ต้องการได้

แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าในมาตราท้ายๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น ได้บัญญัติสาระที่แตกต่างอย่างสำคัญ จากที่บัญญัติไว้ในตอนต้น คล้ายกับเป็นบทเฉพาะกาลโดยให้ใช้ไปเป็นเวลา 4 ปีนับตั้งแต่วันที่มีการแต่งตั้งสมาชิกที่วุฒิสภาซึ่งก็คือ วันเดียวกับวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั่นเอง

เนื้อหาสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน 4 ปีนั้น ก็คือ การกำหนดให้ข้าราชการประจำเป็นรัฐมนตรีได้ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งทั้งหมดนั้นมีอำนาจที่จะประชุมร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายสำคัญสำคัญเช่น ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ร่างพระราชบัญญัติสำคัญอื่นๆ รวมทั้งร่างพระราชกำหนดและยังสามารถร่วมประชุมในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ด้วย

การกำหนดไว้อย่างนี้ก็เท่ากับทำให้ส.ว.ซึ่งมาจากการแต่งตั้ง โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนด ‘ความเป็นความตาย’ ของรัฐบาล หรือพูดง่ายๆ ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีได้ย่อมขึ้นกับวุฒิสภานั่นเอง

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 มีผลตามที่มีการออกแบบไว้ คือ ทำให้ผู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภาได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อเนื่องกันมาอีกมากกว่า 4 ปี ตามที่บัญญัติไว้ เพราะก่อนจะครบกำหนด 4 ปีก็มีการยุบสภาเสียก่อน ทำให้กติกาในการเลือกตั้งและอำนาจของวุฒิสภาที่มีผลต่อการตั้งรัฐบาลยังคงใช้บังคับอยู่
นี่เอง คือ ระบบที่เรียกกันว่า ‘ประชาธิปไตยครึ่งใบ’

ความจริงระบบอย่างนั้นไม่ควรเรียกว่าประชาธิปไตยครึ่งใบด้วยซ้ำ เพราะมีความเป็นเผด็จการอยู่มาก แต่สาเหตุที่ระบบอย่างนั้นสามารถดำรงอยู่ได้เป็นเวลานานโดยไม่มีการต่อต้านคัดค้านที่รุนแรงเท่าใดนัก เป็นเพราะสังคมไทยในด้านหนึ่ง เพิ่งผ่านการเผชิญกับความคิดที่จะปกครองแบบเผด็จการสุดโต่งเป็นเวลานานถึง 12 ปี อีกด้านหนึ่งก็เพิ่งผ่านความขัดแย้งรุนแรงของคนในชาติ และอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวว่าประเทศไทยจะล้มไปตามทฤษฎีโดมิโนด้วย

แต่ถึงกระนั้น ‘ระบบประชาธิปไตยครึ่งใบ’ ก็ไม่อาจอยู่ยงคงกระพันตลอดไป ในที่สุดประเทศไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความเป็นประชาธิปไตยโดยเฉพาะระบบรัฐสภาและบทบาทของพรรคการเมืองไปได้ เมื่อนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในเวลาต่อมาถูกรัฐประหาร รัฐบาลที่สืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ก็ถูกประชาชนต่อต้านคัดค้าน จนในที่สุดบ้านเมืองก็ต้องเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และพัฒนาต่อเนื่องมาอีกเป็นเวลานานหลายปี

จากปี 2521 ถึงวันนี้ โลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว สังคมไทยเองก็มีพัฒนาการมามาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนพยายามทำให้ประเทศต้องถอยหลังไปเกือบครึ่งศตวรรษ
แต่ก็อย่าแปลกใจ ถ้าคณะกรรมการร่างชุดปัจจุบันจะไปเปิดกรุเอาแนวความคิดที่เคยใช้กันเมื่อ 40 ปีก่อน มาใช้อีกครั้งหนึ่ง เพราะผู้ที่เข้าใจกระบวนการที่ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญระยะเปลี่ยนผ่าน ที่ละเอียดลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่ง ก็คือ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคนปัจจุบัน เนื่องจากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2521 มากับมือ ทั้งยังเป็นผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากรัฐธรรมนูญช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นมากที่สุดคนหนึ่งด้วย

มาวันนี้ เป็นข่าวว่า ท่านประธานคนเดียวกับที่ถามท่านรองวิษณุ ‘บังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา ทำยังไง’ มาจับเข่านั่งคุยกัน 2 ชั่วโมง จนเข้าใจตรงกัน
เพื่อพาประเทศ ‘ถอยหลัง’ ไป 40 ปี ???

เสื้อแดงอุบลเครียด เส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตหลังเข้ารายงานตัวกับทรราช คสช.

267

จะต้องตายกันอีกเท่าไหร่ ……..?

————————————–

เสื้อแดงอุบลเครียด เส้นเลือดในสมองแตก เสียชีวิตหลังเข้ารายงานตัวกับทหาร

Fri, 2016-02-26 11:54

ศูนย์ทนายฯเปิดบทสัมภาษณ์ก่อนเสียชีวิตของ ช.อ้วน หรือ ศักดิ์สิทธิ์ กิ่งมาลา แกนนำชมรมคนรักทักษิณอุบลฯ เจ้าตัวระบุเกิดความเครียดจากการถูกคุกคาม กดดันอย่างต่อเนื่องจากทหาร ต้องเข้ารายงานตัวกับทหารทุกสัปดาห์ และรู้สึกผิดหวังต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีสลายการชุมนุม เมษา-พฤษภา 53

http://prachatai.org/journal/2016/02/64286

พอกันที ขออีก5 ปี พ่อมึงซิ ประยุทธ์ จันทรโอชา

266

พอกันที ขออีก5 ปี พ่อมึงซิ ประยุทธ์ จันทรโอชา

เรื่องดีน่ะ ไม่มีหรอก ทรราช คสช. โผล่มาทีไร เอาปูนคาดได้เลย ต้องเป็นเรื่องจัญไรต่อบ้านเมืองทีนั้น!

แล้วนี้ จะขอผ่อนถ่ายอำนาจ อีก 5 ปี …. พ่อมึงซิ

คงอยากเปลี่ยนเวลา คืน ประชาธิปไตย ให้ประชาชนซีท่า …. สัส

เห็นทักษิณพูดออกสื่อต่างประเทศ เท่านั้นแหละ ออกมาเห่า หอนทั้ง กองทัพและ แมงสาป …. ถุย

เมื่อวานพ่อใหญ่ บอกให้ทรราช ประยุทธ์สละอำนาจ จัดให้มีเลือกตั้ง เพื่อให้มีรัฐบาลเลือกตั้งภายในปี ๒๕๕๙ และแกก็ด่า อย่างมีเหตุและผลว่า

“ทรราช คสช.บริหารงานมาครบ ๒ ปี แนวโน้มนำไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนเดือดร้อน เศรษฐกิจเข้าสู่ยุคเงินฝืด ประชาชนขาดกำลังซื้อ การส่งออกลดลงอย่างรุนแรง”

พ่อใหญ่ พูดซะ อน่างนั้น ทำเอา ประชาชนทั้งประเทศที่กำลังเบื่อ ผู้นำ ทรราช คสช เจ้าอารมณ์ สันดานหมา สมองควาย อยากกระโดกอด ผู้ใหญ่ กันทั้งประเทศ

เพราะยังไง ก็ยังดีกว่า เปิดช่องให้ “เหลืองฝูงเก่า” ลอดรู “เลือกตั้งใหม่” เข้ามาในช่วงเวลาขณะนี้! และมากดขี่เข่นฆ่า ประชาชนเหมือนเดิม ๆ

เรื่องความระยำ ของทรราช คสช ไม่ว่าจะโกงเจ้าอย่างภักดี ที่ราชภักดิ์ หรือการจัดซื้ออาวุธ เป็นว่าเล่น

แม้ประชาชนในชาติยังเดือดร้อน ก็ไม่สน ๆ แต่ค่า คอมมิชั่น ที่จะได้จากการจัดซื้อ อาวุธ เท่านั้น หรือ………. สัส

ทุกวันนี้ ถามจริง ไม่ใช่เพราะทหาร ทรราช คสช. หรือ ที่ทำให้บ้านเมือง ฉิบหายอย่างทุกวันนี้

เหตุจากความระยำ ที่ได้ร่วมมือกับ แมงสาป ฆ่าประชาชน กลางเมืองหลวง และจึงต้องทำรัฐประหาร ไม่ใช่หรือ ?

และขอถามจริงๆ อีกเรื่อง ทหารอย่าง ทรราช คสช. เคยรับผิดชอบ อะไรบ้าง

เรือเหาะยักษ์ GT 200 รถถังเชีงกงยูเครน ค่าหัวทหารผีที่ภาคใต้ เคยคิดจะรับผิดชอบบ้างไหม

เปล่าเลย แม้แต่คำ “ขอขมาโทษ” ให้กับญาติและประชาชนที่ตาย กว่าหมื่นคน ก็ไม่เคยมี ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ทหารถูกหมด

ทำตามกฏหมาย………….ถุย กฏหมา พ่อมึงซิ ………สัส

เรื่องที่จะด่า ทรราช คสช.มีเยอะแยะ แต่คงด้วยสมองความ ปากหมา อย่าง ประยุทธ์ คงไม่เข้าใจ

แค่สื่อนอก ตีข่าว การ คอรัปชั่น และการละเมิด สิทธิ มนุษยชน ในไทย เท่านั้น สั่นเป็นเจ้าเข้า

แล้วนี่มัน “รักชาติ” ตรงใหน เพราะเท่าที่ผ่านมา ทหารไม่เคยทำอะไรเพื่อประเทศชาติเลย

จะจริง-ไม่จริง เป็นอีกเรื่องหนึ่ง….. พี่น้องประชาชนรู้ดี

ที่แน่ๆ มันสมควรมั้ย กับการมาพูดว่า จะขอเปลี่ยนถ่ายอำนาจ อีก 5 ปี

แค่ทรราช คสช. กดขี่ เข่นฆ่า ประชาชนมากว่า 2 ปี ยังไม่พออีกหรือ

ในพื้นที่ภาคใต้น่ะ พี่น้องชาวสวนยาง ผูกคอตายไปเท่าไหร่แล้ว ทำไมไม่คิด มั่งล่ะ?

ทหารทรราช เคยสั่งปราบประชาชน ตายไปเท่าไหร่

ฉะนั้น อย่าหวังว่า จะอีก ๕-๒๐ ปีข้างหน้า…. ทรราช คสช. และพวก อำมาตย์เหี้ย จะมึความสุข

นายพลทรราช อย่าง คสช. ได้นำพาเสียหมา ถึงสถาบันกองทัพหมดแล้ว เมื่อเข้าสู่การรัฐประหาร และทำตัวเหนือรัฐสภาที่เรียก “การเมือง”!

ยิ่งเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญโจร” สู่การเลือกตั้งปี ๖๐ นั้น ที่ดูเหมือนลิเก หลงโรง

เหตุจาก…ทหารเหี้ย คือ “คสช.” ไม่ใช่หรือ

ไม่ว่าจะเป็น “กรธ.” แบบตรงๆ ก็สมุนรับใช้ เผด็ดการทรราช ทั้งนั้น

ไม่เคยคิดเคยทำอะไรเพื่อ ประชาชนเลย

แล้วอย่างนี้ ประชาชน ยังไม่หวัง ความเมตตาจาก ทหารเหี้ย อยู่อีกหรือ

พอกันที………… ต่อแต่นี้ ผองพวกพี่น้องกู จะล้ม ทรราช คสช. ในทุกรูปแบบ

เอาไงเอากัน…… สู้จนกว่า ประชาชน จะได้ ประชาธิปไตย

กระทืบ “ตรงๆ ตัว” พวกเหี้ยและสัส สถุน มันไปเลย………!! พี่น้องครับ

เสรีชน

นี้คือเหตุผล ว่า ทำไม Facebook มันถึงปิดพวกเรา

265

นี้คือเหตุผล ว่า ทำไม Facebook มันถึงปิดพวกเรา

Fecebook ,We port and Fight for our Freedom

——————————–

Social-Networking News.

Thai Junta Pressures Facebook, Line to Censor Online Posts

Thailand’s military government will try to persuade media companies Facebook and Line to comply with court orders to remove content it considers harmful to peace and order, a senior official said Sunday.

The junta-appointed NRSA advisory council plans to meet executives from the two companies in the next three months, council member Major General Pisit Paoin told Reuters.

The government has been granted court orders for the removal of content that damages the country and the monarchy and affects peace and order, which companies have rarely complied with. The firms would be asked to in future respond quickly to such rulings, he said.

Thailand’s junta has faced repeated criticism for what rights groups say is a deepening slide into authoritarianism since the army took power in May 2014.

Its previous attempts to get social media platforms to take down political postings have been largely ineffective, although the country has blocked thousands of websites hosting lese majeste content.

Numbers of people arrested under the laws against criticising the monarchy have also risen sharply.

Thai representatives for Facebook and Google could not immediately be reached for comment.

Thai authorities made a similar request over content on January 22 to technology giant Google, which owns the YouTube video sharing platform, Pisit said.

Authorities have also increasingly cracked down on criticism of the junta.

A former politician from the Pheu Thai party of deposed Prime Minister Yingluck Shinawatra was charged on Friday for violating the country’s Computer Crime Act for sharing on line a video mocking junta leader General Prayuth Chan-ocha.

© Thomson Reuters 2016

THAILAND: Letter to EU Commission regarding yellow card designation for Thailand

AHRC-FOL-002-2016
25 February 2016

An Open Letter from Rights Coalition forwarded by the Asian Human Rights Commission (AHRC)

To,
Karmenu Vella
EU Commissioner for fisheries, maritime affairs and environment
European Commission
1049 Brussels
Belgium

Respected Commissioner Vella,

THAILAND: Letter to EU Commission regarding yellow card designation for Thailand

As the European Commission assesses whether Thailand has taken sufficient measures in the international fight against illegal, unregulated and unreported fishing (IUU), we write to you to urge the Commission to maintain pressure on Thailand to build upon positive reforms that have recently been made to its fishing industry, ensure that they have longevity and address the structural problems that facilitate both IUU fishing and human rights abuses. The undersigned are part of a coalition of human rights, labour and environmental organizations that closely track human rights and labour conditions for fishers in the Thai seafood industry. We urge the European Union to extend the yellow card designation for at least another six-month period and ensure that Thailand implement a time-bound action plan that goes beyond legal reforms, focusing also on effective enforcement to ensure substantial, measurable progress toward legal, sustainable and ethical fisheries products and the protection of the rights of all workers in this industry.

The EU’s yellow card designation has already brought about significant legal reforms and changes in the ways that the Thai government monitors and seeks to manage marine resources and control fishing operations. But it is unclear whether effective enforcement of these new regulations will be achieved once the EU lifts immediate pressure. Thailand is somewhat infamous for producing documents and plans that, for various reasons, have little real-world impact on the problems they seek to address. Since 1963, with the first National Economic and Social Development Plan, Thailand has acknowledged depletion of fish stocks as a serious issue in need of comprehensive action to curb overfishing, but such action was only introduced in 2015. Similarly, Thailand has had national action plans in place to combat human trafficking since at least 2004, but labor trafficking on fishing vessels has continued unabated. We strongly urge and encourage the Commission to insist on demonstrated results in curbing illegal fishing practices and, importantly, combating human trafficking, bonded and forced labour across the entire seafood industry, before determining Thailand has made sufficient progress.

We commend the EU’s statement urging the Thai government to address human rights issues as well as IUU fishing practices in the wake of the most recent report from the Associated Press about forced labour among migrant workers toiling in factories in Thailand’s seafood export industry. The linkages between illegal fishing and forced labour are increasingly apparent. As fish stocks continue to be overfished, fishing vessels travel further and stay out longer at sea, with an associated increase in cost. In order to remain profitable, workers at sea are required to work longer hours and fish in remote areas with fewer visits to shore, increasing their vulnerability to exploitation and abuse, including forced labour. Thailand should be pressured to investigate and prosecute unscrupulous fleet owners and captains who are willing to break laws to make unsustainable practices seem profitable. Evidence suggests, and the Thai government recognizes, that the Thai fishing fleet has massive over-capacity and the depletion of fish stocks in Thai territorial waters due to over-fishing has led to a corresponding, on-going decline in catch per unit effort over a considerable period of time, which, in turn, has made some vessels operating in the Thai fleet simply unprofitable without the use of cheap, precarious labour.

At the end of 2015, Thailand passed a new Royal Ordinance and adopted some monitoring, control and surveillance measures that, if properly and fully enforced, could help it gain control over rampant human trafficking in the seafood sector. Increased labour inspections at sea under Royal Thai Navy coordination are an important addition to enforcement efforts, but we have yet to see whether the current arrangement will be an improvement over the previous system, which lacked interpreters to communicate with migrant workers and in some cases failed to provide an opportunity for fishers to speak with officials without being closely observed by the captain and other officers on board who could retaliate against them. Despite the existence of relatively detailed plans, the method of screening and identifying crew in need of assistance remains largely inadequate.

Despite claims that it is taking the human trafficking problem seriously, the Thai government has done little to hold government officials complicit in trafficking accountable for their crimes and demonstrate such action through well-publicized prosecutions, successful convictions and appropriate deterrent penalties. Police Gen. Paween Pongsirin, the lead investigator into government complicity in Rohingya boat people trafficked via trafficking camps on the Thai/Malaysia border, fled to Australia to seek asylum after receiving death threats and facing a transfer that would have placed him in Yala province, an area in which he contended the trafficking networks could easily harm him. Rather than protecting the investigator, senior Thai police are now considering charging him with criminal defamation.

Criminal defamation has often been used to silence those who speak out about human trafficking. Similarly, the Thai government did nothing to halt the Thai Navy from suing Alan Morison and Chutima Sidasathian, two journalists with Phuketwan who reported on the trafficking of Rohingya, for criminal defamation and violating the Computer Crimes Act simply because they reproduced portions of an article by Reuters alleging naval forces’ involvement in trafficking. They were ultimately acquitted, although public prosecutors successfully applied for several extensions requesting more time for the Royal Thai Navy to appeal the acquittal, with no notice to the defendants. Government prosecutors also joined a Thai company to sue migrant worker rights defender Andy Hall for criminal defamation and violating the Computer Crimes Act in connection with his efforts to document labour abuses at pineapple and tuna processing facilities for the NGO Finnwatch. Witnesses in human trafficking prosecutions against government officials have also been harassed and threatened without the perpetrators facing serious consequences.

In addition, Thailand has done very little to change legal structures that govern the rights of migrant workers that must be addressed to make anti-trafficking efforts viable and sustainable. Thailand’s current push to register migrant fishers is similar to previous migrant registration efforts in that it provides temporary working documents but still falls short in fixing the complex, expensive registration system that makes workers vulnerable to abuse and exploitation by labour brokers. Migrant workers are still prohibited by law from forming and serving in the leadership of trade unions and fishers still lack mechanisms to enforce their rights at sea. To address these shortcomings, Thailand should ratify International Labour Organization (ILO) conventions 87 on freedom of association, 98 on the right to organise and collectively bargain, and 188 on rights of work in fishing.

The European Union cannot be confident that Thailand has sufficiently addressed illegalities in its seafood sector, including forced labour and human trafficking, until the government of Thailand demonstrates sustained enforcement and meaningful results. Thailand should demonstrate the political will and enforcement capacity required to investigate and uncover egregious human rights violations in seafood production, prosecute perpetrators, ensure protection of human rights defenders and journalists from judicial and other harassment. Migrant workers must be protected from further abuses by recognizing their right to freedom of association and improving the systems that govern how they find employment, maintain legal working status and access justice.

We encourage you to continue pushing for meaningful change by extending Thailand’s yellow card status. If six months from now, Thailand still fails to demonstrate improved enforcement of laws to protect human rights in its seafood sector, the Commission should consider issuing a red card and take appropriate further steps until Thailand can demonstrate results from actions taken against human traffickers and their enablers, who force men and boys from Myanmar, Cambodia, Thailand and Laos to endure a life of misery as victims of trafficking in the Thai seafood industry.

We thank you for your consideration. Please direct all replies to Abby McGill at the International Labor Rights Forum, abby@ilrf.org, +1 (202) 347-4100, ext. 113.

Sincerely,

1. American Federation of Labor-Congress of Industrial Organizations (AFL-CIO)

2. Anti-Slavery International

3. Chab Dai Coalition

4. Environmental Justice Foundation

5. Fairfood International

6. Finnwatch

7. FishWise

8. Food Chain Workers Alliance

9. Fortify Rights

10. Greenpeace

11. Human Rights and Development Foundation

12. Human Rights at Sea

13. Human Rights Watch

14. Humanity United

15. International Labor Rights Forum

16. International Transport Workers Federation

17. The International Union of Food, Agricultural, Hotel, Restaurant, Catering, Tobacco and Allied Workers’ Associations (IUF)

18. Lawyers’ Rights Watch Canada

19. Legal Support for Children and Women (LSCW)

20. Migrant CARE

21. Migrant Workers Rights Network

22. Oceana

23. Serikat Buruh Migran Indonesia (SBMI)

24. Trades Union Congress

25. Transient Workers Count Too (TWC2)

26. Uniting Church in Australia, Synod of Victoria and Tasmania

27. Walk Free

CC:

• Jesús Miguel Sanz, EU Ambassador to Thailand

• Thomas Bender, Head of Unit, External Relations, Neighbourhood Policy, Enlargement, IPA, Employment, Social Affairs and Inclusion Directorate General, European Commission

• Joao Aguiar Machado, Directorate General for Maritime Affairs and Fisheries

• Cesar Deben Alfonso, Principal Adviser in the EU’s Directorate-General for Maritime Affairs and Fisheries

• Ernesto Penas Lado, Director, Directorate A, Policy Development and Coordination

• András G. Inotai, member of Karmenu Vella’s team

# # #

The Asian Human Rights Commission (AHRC) works towards the radical rethinking and fundamental redesigning of justice institutions in order to protect and promote human rights in Asia. Established in 1984, the Hong Kong based organisation is a Laureate of the Right Livelihood Award, 2014.

 

Visit our website with more features at www.humanrights.asia.

902 คนแล้วเป็นอย่างน้อยที่ถูกเรียกปรับทัศนคติ ในยุคทรราช คสช.

263

902 คนแล้วเป็นอย่างน้อยที่ถูกเรียกปรับทัศนคติและเยี่ยมถึงบ้านในยุค คสช.

จากการติดตามสถานการณ์การจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกตลอดปีที่ผ่านมา
หลายคนอาจไม่ทันติดตามมาก่อน
และบางคนอาจติดตามมาโดยตลอด
ซึ่งไอลอว์ขอเชิญทุกท่านมาชมภาพรวมของการคุกคามด้วยวิธีที่เปลี่ยนไปจากการเรียกรายงานตัวสู่การติดตามถึงบ้านที่ปรากฏเป็นความเปลี่ยนแปลงในปีนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าข้อสังเกตที่ไอลอว์พบ
ขณะที่ข้อค้นพบอื่นที่น่าสนใจได้แก่
การดำเนินการกับนิสิต
นักศึกษาและอาจารย์ที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวสารไม่ตรงใจรัฐบาล กลุ่มชาวบ้านและนักกิจกรรมที่ไม่ได้มาประท้วง คสช. ให้ออกจากอำนาจ
และปิดท้ายด้วยแนวโน้มในอนาคตอันใกล้ที่ดูจะยังไม่เป็นที่พึงหวังเกี่ยวกับเสรีภาพในประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเราท่านทั้งหลาย

ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ไอลอว์ประมวลมาจากการคุกคามที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยอย่างน้อย 902 คน นับแต่การรัฐประหารจนถึงปัจจุบัน!

คลิกที่นี่ http://freedom.ilaw.or.th/blog/902abusedbyncpo เพื่ออ่านบทความ ‘902 คนเป็นอย่างน้อยที่ถูกเรียกปรับทัศนคติและเยี่ยมถึงบ้าน ในยุครัฐบาล คสช.’ กับห้าข้อสังเกตที่ไอลอว์พบและทุกคนควรรู้.,