Monthly Archives: March 2016

ทรราชประยุทธ์ ชี้ถ้าไม่อยากเห็นประเทศสงบ ก็ไม่ต้องผ่านร่าง รธน.

9

‘ถามใจเธอดู’ ทรราชประยุทธ์ ชี้ถ้าไม่อยากเห็นประเทศสงบ ก็ไม่ต้องผ่านร่าง รธน.

กระดานสนทนา March 31, 2016 by Woodside New York

พฤหัส ที่ 31 มีนาคม 2559

ทรราชประยุทธ์ ระบุถ้าไม่อยากเห็นประเทศชาติสงบ ก็ไม่ต้องผ่านร่าง รธน. ถามกลับ “ผมร่างเองก็ไม่ได้ ให้คนอื่นร่างก็ไม่ได้ จะเอายังไง หรือไปยืมรัฐธรรมนูญใครเขามา ถ้าไม่รู้ว่าประเทศไทยจะอยู่อย่างไรก็อย่าอยู่เลย”

ทรราชประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แถลงภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ ที่ได้รับจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปบ้างแล้ว ต่อไปก็เป็นเรื่องของประชาชนที่จะพิจารณาว่าผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ต้องมาตรงใจตน แต่ต้องตรงตามประเทศชาติว่าต้องการอะไร ต้องการให้ประเทศสงบสุขหรือต้องการให้ปฏิรูปหรือไม่ หากไม่ต้องการก็ไม่ต้องให้ผ่าน และหากคิดว่านักการเมืองที่เลือกใหม่ทำได้ก็ทำไป ตนจะไปยุ่งอะไรได้ ยืนยันว่าตนไม่มีส่วนตัว แต่ให้เกียรติ กรธ. และแม่น้ำ 4 สาย ถ้าทุกคนรับได้ตนก็รับได้

แล้วจะเอายังไง หรือไปยืมรัฐธรรมนูญใครเขามา ถ้าไม่รู้ว่าประเทศไทยจะอยู่อย่างไรก็อย่าอยู่เลย

เมื่อถามว่าสุดท้ายแล้ว คสช. ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการเข้าทำหน้าที่ตรงนี้ใช่หรือไม่ ทรราชประยุทธ์ กล่าวว่า “เอางี้ถ้าให้ผมรับผิดชอบ เดี๋ยวผมจะเลิกทั้งหมดเลย มันทำได้ ถ้าผมจะทำ แล้วก็ให้ทุกอย่างเดินหน้าไปตามระบอบประชาธิปไตย ถ้าทุกคนอยากได้ก็ทำไป แล้วถ้าเกิดอะไรวันหน้าก็ต้องมีคนรับผิดชอบกับผม หรือประเทศนี้มีผมคนเดียวที่ต้องเสียสละชีวิต เห็นแก่ตัวกันเกินไปหรือเปล่า ก็พิจารณามาจะผ่านหรือไม่ผ่าน ผมร่างเองก็ไม่ได้ ให้คนอื่นร่างก็ไม่ได้ แล้วจะเอายังไง หรือไปยืมรัฐธรรมนูญใครเขามา ถ้าไม่รู้ว่าประเทศไทยจะอยู่อย่างไรก็อย่าอยู่เลย”


ทรราชประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มีความกังวลอะไร ในระหว่างทางที่จะเดินไปสู่ขั้นตอนการทำประชามติ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการ หากเป็นประชาธิปไตยแล้วฝืนกฎหมายตนไม่ยอม ส่วนการรณรงค์ในการทำประชามตินั้นรัฐบาลไม่ได้เตรียมแผนอะไรไว้ ซึ่งหากคิดว่าจะเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องมาลงประชามติ ทำไมต้องให้บังคับทุกอย่าง ทั้งนี้หน้าที่ของตนคือทำให้มีการเลือกตั้ง ร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาถือว่าพอใจในส่วนหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาประชาธิปไตยที่ผิดพลาด หรือเรื่องการทุจริตผิดกฎหมาย และเรื่องการเมืองที่ไม่มีธรรมาภิบาล แม้จะไม่ตรงใจตนมากนักก็ตาม ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้เรื่องความเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่นั้น ตนเชื่อว่าไม่สามารถแก้ได้ เพราะไม่ได้ขึ้นอยู่ที่รัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่คน รวมถึงสื่อมวลชนด้วย


ในเมื่อคนไทยไม่อยากได้ในสิ่งที่ผมทำก็ไปหาคนอื่นทำไป แต่อย่าทำให้ผมวุ่นวาย


ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่ระบุให้ คสช. เลือกสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 250 คน ว่าทำให้ ส.ว. เหล่านั้นต้องเชื่อฟังคสช. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ตอบมาว่าผมจะได้อะไรจาก ส.ว. ตรงนั้น ที่ผ่านมา ส.ว. ส.ส.ฟังนักการเมืองหรือไม่ ถ้าคุณไม่ไว้วางใจผม คุณก็ต้องไม่ไว้วางใจเขา ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นคุณก็รู้หมด แต่คุณไม่พูดแต่มาไล่ผมทุกวัน ก็ทำงานให้ทุกวันอยู่ ไม่เคยทวงบุญคุณ ผมไม่รู้ว่าจะทำให้ใครแล้ว ในเมื่อคนไทยไม่อยากได้ในสิ่งที่ผมทำก็ไปหาคนอื่นทำไป แต่อย่าทำให้ผมวุ่นวาย วุ่นวายผมก็ไม่เดินหน้า อยู่ของผมแบบนี้ ทำไม หรือใครจะมีปัญหา ใจดีพูดดีด้วยก็ไม่ได้ ก็ต้องพูดแบบผมนี่แหละ”


ถ้าพวกคุณเลือกผมมา คุณจะสั่งผมอย่างไรผมจะทำให้ แต่นี่ไม่ได้เลือกผมสักคน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแถลงข่าวของทรราช.ประยุทธ์ วันนี้ค่อนข้างมีอารมณ์ฉุนเฉียว เนื่องจากไม่พอใจที่ในสังคมออนไลน์ และสื่อบางแห่ง มีการเสนอภาพที่ ทรราช สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ เข้ามาช่วยถอดรองเท้าให้ระหว่างเยี่ยมชมการจัดงาน “การศึกษาสร้างชาติ ตลาดคลองผดุงฯ…สร้างสุข” ในช่วงเช้าก่อนการประชุมครม.


โดยทรราช.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมหงุดหงิดเรื่องรองเท้า ใครเป็นคนถ่าย เรื่องดังกล่าวสมควรหรือไม่ ผมต้องขอโทษที่ทำให้หลายคนไม่สบายใจที่รุ่นน้องของผมถอดรองเท้าเพื่อวัดเท้าให้ แต่เจตนารมณ์ผมไม่ได้มีอะไร แต่คนที่ส่งภาพออกไปจิตใจมันต่ำ ผมไม่เคยดูถูกคน แต่มันเป็นเรื่องความผูกพัน ซึ่งเขามีน้ำใจกับผม แต่มันก็เป็นภาพที่ไม่สมควร ผมก็ขอโทษสังคมด้วยแล้วกัน แต่อะไรที่เป็นเรื่องของผม เรื่องภายใน เป็นเรื่องพี่น้องของผม แยกแยะให้ออก จะมาบอกว่าเป็นนายกฯทรราช แล้วต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าพวกคุณเลือกผมมา คุณจะสั่งผมอย่างไรผมจะทำให้ แต่นี่ไม่ได้เลือกผมสักคน”

ร่างรัฐธรรมนูญ: ผิดตั้งแต่อารัมภบท

8

ร่างรัฐธรรมนูญ: ผิดตั้งแต่อารัมภบท

กระดานสนทนา March 31, 2016 by Woodside New York

พฤหัส ที่ 31 มีนาคม 2559

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

นักกฎหมายอิสระ


เมื่อได้ผลิกอ่าน ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ฉบับล่าสุดที่จะนำไปลงประชามติ ก็เศร้ากับอนาคตของ ‘ประเทศไทย’ ที่คงต้อง ‘ขัดแย้ง’ กันไปอีกหลายปี

หากไม่พูดซ้ำถึงเรื่องที่มาและกระบวนการ เนื้อหา ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ฉบับนี้ก็มีปัญหาตั้งแต่อารัมภบทในหน้าแรกเสียแล้ว

ผู้ร่างบรรจุอารัมภบทโดยกล่าวถึงการทำรัฐประหารในประเทศไทยเพื่อ “จัดระเบียบ” ประชาธิปไตย ประหนึ่งสามารถใช้กำลังจัดเรียงวัตถุสิ่งของให้เข้าที่

ทั้งที่ ‘ประชาธิปไตย’ เป็นผลจากประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งไม่มีใครไป “จัดระเบียบ” ได้


แต่สิ่งที่ทำได้ คือ การสร้างเงื่อนไขและบรรยากาศที่เอื้อให้ประชาชนเรียนรู้จากประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดของตน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองตนเองที่ต้องเติบโต ผิดพลาด และสำเร็จไปตามกาลเวลา

เมื่อผู้ร่างเข้าใจผิดตั้งแต่อารัมภบทหน้าแรก จึงไม่แปลกใจที่ ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ทั้งฉบับจะเต็มไปด้วยความคิดที่ปิดกั้นและตัดตอนการเรียนรู้ของประชาชน ตั้งแต่ ต้นทาง กลางทาง และ ปลายทาง


ต้นทาง – ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ทำให้การเลือกตั้งไม่มีความแน่นอน เพราะเปิดช่องรองรับเหตุจำเป็นให้เลื่อนเลือกตั้งได้อย่างไม่จำกัดเวลาจนกว่าเหตุจำเป็นจะสิ้นสุด หากประชาชนออกไปเลือกตั้ง ก็ใช่ว่าจะได้นับคะแนน


กลางทาง – ถึงจะได้เลือกตั้ง แต่ ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ก็ทำลายความเชื่อมโยงระหว่าง ‘ประชาชน’ กับ ‘ผู้แทน’ ทางการเมือง ทั้งการออกแบบการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ไม่สะท้อนความต้องการของประชาชน การแต่งตั้ง ส.ว. หรือการเปิดช่องให้ ‘นายกรัฐมนตรี’ ไม่ต้องมาจากการยอมรับของประชาชน


ปลายทาง – แม้ได้เลือกผู้แทนมาดำรงตำแหน่งแล้ว แต่ ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ตัดโอกาสไม่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินเรื่องในทางการเมือง โดยสร้างกลไก ‘มาตรฐานจริยธรรม’ ที่ให้องค์กรอิสระและศาลสามารถนำมาบังคับจัดการกับนักการเมืองให้พ้นตำแหน่งแทนที่จะให้ประชาชนได้มีโอกาสตัดสินใจว่าจะเลือกคนเหล่านี้ให้ดำรงตำแหน่งต่อหรือไม่ แม่เรื่องจริยธรรมเหล่านี้อาจไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนเหมือนประเด็นความถูกผิดในทางกฎหมายก็ตาม


ซ้อนเข้าไปกับปัญหาเหล่านี้ คือ การฝังรากของระบอบอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนที่ครอบกลไกการปกครองอีกชั้น ไม่ว่าจะเป็น คสช. ที่ยังคงมีอำนาจต่อไปไม่ว่าผ่านตนเองก่อนมี ครม. หรือ ผ่านอำนาจและคำส่ังที่สร้างไว้ให้มีผลหลังมี ครม. ได้ หรือ อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเขียนกว้างให้ตีความอำนาจองค์กรอื่นได้หมด และอำนาจที่อ้างนาม “ปฏิรูป” ให้ ส.ว. แต่งตั้งกำหนดทิศทางกฎหมายที่พรรคการเมืองและประชาชนอาจไม่ได้เห็นพ้องด้วย


แน่นอนว่าเมื่อ ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ ออกแบบกลไกมากดประชาชนไว้ ผู้ร่างก็ต้องป้องกันไม่ให้ประชาชนลุกขึ้นมาแก้ได้โดยง่าย จึงสร้างกลไกประชามติและศาลรัฐธรรมนูญมาเพิ่มความลำบากในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนที่กดประชาชนไว้อีกชั้น


สิ่งที่ผู้ร่างไม่เข้าใจก็คือ ความพยายามใด ๆ ที่จะจัดการให้นักการเมืองมีคุณภาพ ต้องเกิดจากประสบการณ์และความรู้สึกนึกคิดร่วมกันของประชาชน แต่หากผู้ร่างมุ่งจัดการนักการเมืองโดยสร้างกลไกที่เป็นปฏิปักษ์กับประชาชนเสียแล้ว ก็คงไม่น่าแปลกใจหากประชาชนจะยังคงเลือกที่จะทนกับนักการเมืองที่ด้อยคุณภาพ เพื่อแลกกับการไม่ต้องอยู่ภายใต้กลไกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตน


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแคสิ่งที่เขียนให้เห็นไว้ใน ‘ร่างรัฐธรรมนูญ’ แต่เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะยังมีกลไกกดทับตัดตอนประชาชนอื่นใดอีกที่อาจปรากฏมาในรูปแบบ คำสั่งของ คสช. หรือ กฎหมาย เอกสาร นโยบาย และการต่อสู้กันแย่งชิงอำนาจที่จะปรากฏตามมาในบรรยากาศการปกครองที่ฝืนธรรมชาติและสุมเชื้อความขัดแย้งตลอดอีกหลายปีที่จะมาถึงนี้.

อยากรู้ไหม ……………………….?

7

อยากรู้ไหม ……………………….?

( ผมอ่านบทความนี้ ตอนแรกว่าจะตัด จะเอามาลงให้พี่น้องได้อ่านต่อ แต่พอ อ่านไปแล้ว ทบทวนว่า ไม่สมควรตัด ประโยคใด ๆ ออกเลย แม้คำบางคำ พี่น้องผู้รักประชาะิปไตยจะรู้ ๆ กันอยู่แล้ว ก็ตาม )

อ่านเต็มฉบับได้ที่ http://npcusa.info/


โง่_จน_เจ็บ ใครเป็นคนทำ

——————————-
กระดานสนทนา March 31, 2016 by Woodside New York


พฤหัส ที่ 31 มีนาคม 2559


พสิษฐ์ ไชยวัฒน์


นิยามที่คนทั่วไปรู้จัก ก็คือ รวยกระจุก จนกระจาย สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเป็นปัญหาที่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง ชนชั้นกลุ่มหนึ่ง จงใจทำให้เกิดขึ้นกันแน่ โดยเป็นการจงใจให้เกิดการจัดชั้นและแบ่งแยกเพื่อง่ายต่อการปกครอง ใช่หรือไม่ จึงเป็นคำถามที่ยังค้างคาใจมาจนทุกวันนี้


จริงหรือไม่ที่ว่า รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงที่ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงมาก่อนก็คือ การรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อคงอำนาจการตัดสินใจให้อยู่กับกลุ่มคนกลุ่มเดียว รวมทั้งไม่ต้องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง นี่อาจเป็นการควบคุมชนบทให้อยู่ในระเบียบอย่างแยบคายก็เป็นไป เพราะคนชนบทส่วนใหญ่ยังอยู่นอกสังคมประชาธิปไตย ยังคงโง่เขลาเบาปัญญา ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล ตื้นเขินทางความคิด ถูกชักจูงได้ง่ายเพียงแค่เศษเงิน ขาดความเจริญทางวัตถุ ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดี จึงต้องใช้ระยะเวลาในการขัดเกลาจิตใจอย่างน้อย 2 เจนเนอเรชั่นหรืออย่างน้อย 50 ปี เพื่อพัฒนายกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้นและมีความพร้อมในการเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นจึงยังไม่ไว้วางใจและไม่อาจมอบสิทธิ์ทางการเมืองให้ปกครองและจัดการตนเองได้


จริงหรือไม่ที่ว่า ชนชั้นนำไม่ต้องการให้เกิดกระจายความเจริญออกไปสู่ชนบท และต้องการสร้างมหานครกรุงเทพให้เป็นเมืองหลวงที่โตเพียงลำพังเท่านั้น รวมทั้งไม่มีความจริงใจในการยกระดับชนบทให้อยู่ดีกินดีและมีความเจริญทัดเทียมกัน โดยจำกัด บั่นทอน และตีกรอบให้ต้องพึ่งพาเมืองหลวงตลอดไป


จริงหรือไม่ที่ว่า เป็นกุศโลบายทางการเมืองที่แยบยลในการควบคุมและสร้างเมืองชายขอบ โดยจัดชั้นให้เป็นเพียงหัวเมืองประเทศราช เพื่อทำการดูดซับทรัพยากรธรรมชาติ เงินทุน แรงงาน มาสร้างความเจริญให้กับเมืองหลวงเท่านั้น เสมือนหนึ่งเป็นการนำส่งเครื่องบรรณาการสมัยใหม่เข้าสู่ส่วนกลางในรูปภาษี เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคให้กับคนเมืองหลวงได้บริโภคกันอย่างสุขสำราญ เช่น รถไฟลอยฟ้า , รถไฟฟ้าใต้ดิน , ทางด่วน เป็นต้น


จริงหรือไม่ที่ว่า ชนชั้นนำได้อ้างความศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครอง โดยการประยุกต์หลักการทางศาสนาเรื่องกฎแห่งกรรมขึ้นมาใหม่ มีการแต่งเติมและบิดเบือนคำอธิบายเพื่อใช้ในการควบคุมคนและครอบงำสังคมให้เป็นไปตามอุดมการณ์และค่านิยมที่ตนเองกำหนดขึ้น รวมถึงจัดระเบียบสังคมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ชี้นำและกล่อมเกลาให้ชาวบ้านยอมรับในโชคชะตา ยอมรับว่าเป็นกรรมเก่าในอดีตชาติ การเกิดในชาตินี้จึงเป็นเพียงการชดใช้กรรมเก่าและรอรับความเมตตาจากผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เท่านั้น มีการสร้างวัฒนธรรมและปลูกฝังค่านิยมให้ใช้ชีวิตตามอัตภาพ พออยู่พอกิน อยู่อย่างพอเพียง ไม่ต้องขวนขวายพัฒนาตนเอง อย่ามักใหญ่ใฝ่สูงเกินฐานะและชาติกำเนิด อย่าทำอะไรจนเกินตัว จงทำหน้าที่ตามฐานะและการแบ่งงานของสังคม ที่สำคัญที่สุดคือ จงปล่อยวางอำนาจการตัดสินใจให้อยู่กับกลุ่มผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้มีวาสนาสูงส่งให้เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน ทั้งนี้เมื่อปฏิบัติตามคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกันแล้ว สังคมจะเกิดความสามัคคีปรองดอง มีความสงบสุขเป็นระเบียบเรียบร้อย ส่วนการคิดที่แตกต่าง การสงสัย การตั้งคำถาม การเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค และการท้าทายอำนาจรัฐ เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำเพราะจะทำลายความสงบร่มเย็นของคนในชาติได้


สิ่งเหล่านี้เป็นทัศนคติทางการเมืองของคนเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอคติ จนเกิดเป็นม่านบังตา บดบังจิตใจ ไม่ให้พบกับสัจจะแห่งธรรมและแสงสว่างทางปัญญา


ทั้งนี้มีนักวิชาการรุ่นใหม่ได้ทำการสำรวจ วิจัย และทบทวนความเข้าใจในภูมิทัศน์การเมืองไทยสมัยใหม่ จนได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา สังคมชนบทได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและมีพลวัต อีกทั้งได้เดินมาไกลจากจุดเดิมมากแล้ว นั่นคือ


1. คนชนบทมีการศึกษาสูงขึ้น ตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น มีสำนึกและเข้าใจระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ต้องการเรียกร้องความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม โดยยืนยันในหลักการที่ว่า 1 คน 1 เสียง และไม่ต้องการประชาธิปไตยแบบสั่งการที่กินไม่ได้อีกต่อไป


2. เกิดการกระจายอำนาจการปกครองออกไปสู่ท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยผู้คนออกจากพื้นที่เล็กๆ มาสู่สังคมประชาธิปไตยที่ใหญ่ขึ้น คนชนบทสามารถกำหนดชะตาชีวิตเองได้ จึงมีการทำลายกำแพงจนหลุดพ้นจากกรอบศีลธรรมแบบเพ้อฝันของผู้ปกครองจากส่วนกลาง


3. เศรษฐกิจดีขึ้น เงินทุนกระจายไหลเวียนไปลงทุนในชนบทมากขึ้น ทำให้ความยากจนลดลง เกิดชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่มีอิสระทางความคิดมากขึ้น ถึงแม้ว่าการซื้อเสียงจะยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่สามารถกำหนดผลการเลือกตั้งได้อีกต่อไป ก็เพราะว่า คนชนบทมีสำนึกรู้และเข้าใจอุดมการณ์ทางการเมืองมากขึ้น โดยจะเลือกพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ซึ่งแตกต่างไปจากทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยที่ได้สร้างภาพลวงตาให้กับชนชั้นนำและคนทั่วไป รวมทั้งถูกใช้เป็นข้ออ้างกับสังคมมาโดยตลอด


ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว นักวิชาการกลุ่มนี้ได้เริ่มต้นเล่านิทานเรื่องใหม่ให้คนรุ่นต่อไปได้รับรู้รับฟัง เกิดตาสว่างเพื่อตื่นขึ้นจากสังคมชวนฝันว่า ทฤษฎี โง่_จน_เจ็บ ไม่อาจใช้อธิบายสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันได้อีกต่อไป คนชนบทได้หลุดพ้นจากการครองงำทางสังคมของชนชั้นปกครองแล้ว และลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ทางการเมืองในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่บริบทใหม่อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างถาวรในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของสยามประเทศต่อไป

—อ่านเต็มฉบับได้ที่ http://npcusa.info/

มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ค้านร่างฯมีชัย

6

มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ค้านร่างฯมีชัย ขอนำ รธน.40 แล้วเลือกตั้ง สสร.ร่างใหม่

Thu, 2016-03-31 23:22

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ ระบุ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ มีชัย ฤชุพันธ์ ทำลายเจตนารมณ์ของวีรชนพฤษภา35 โดยสิ้นเชิง มูลนิธิวีรชนฯ จึงขอคัดค้านและเรียกร้องให้นำรัฐธรรมนูญ2540 มาใช้แทนโดยเพิ่มบทเฉพาะกาลให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) จากการเลือกตั้งของประชาชนเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนขึ้นแทน


แถลงการณ์ยังระบุว่า นายมีชัย ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้นำผลสรุปร่างรัฐธรรมนูญสุดท้ายยื่นต่อ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คณะรัฐมนตรี และคสช.เรียบร้อยแล้ว มูลนิธิวีรชนฯ มีความคิดเห็นดังต่อไปนี้


1. ในร่างฉบับดังกล่าว ในบทเฉพาะกาล สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) มาจากการสรรหาหรือแต่งตั้งโดยคสช.ทั้ง 250 คน แล้วยังมี ส.ว.สำรองที่สรรหาหรือแต่งตั้งจากคสช.อีก 50 คน ทำหน้าที่ 5 ปี ซึ่งหมายความว่า ใช้อำนาจหน้าที่ครอบงำการเลือกตั้งของประชาชนถึงสองสมัยของการเลือกตั้ง


2. ส.ว.สรรหาของคสช.มีอำนาจหน้าที่เพิ่มขึ้นจากสว.ของเดิมที่ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอยู่เจ็ดประการแล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ที่ครอบงำบงการอยู่เหนือระบอบรัฐสภาอยู่อีกสามประการด้วยกันคือ มีอำนาจหน้าที่ปฏิรูปประเทศ มีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี


3.นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร


4.ศาลรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้งของ ส.ว.สรรหามีอำนาจเหนือผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนสามารถดำเนินการให้พ้นตำแหน่งได้ภายในเจ็ดวัน และมีโทษตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต

แถลงการณ์ของมูลนิธิวีรชนฯ ยังระบุอีกว่า องค์กรอิสระอีก 5 องค์กรก็ล้วนมาจาก ส.ว.สรรหาของคสช. มีอำนาจเหนือผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเช่นกัน สามารถดำเนินการให้พ้นตำแหน่งได้และมีโทษตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกลุ่มองค์กรทรงมหิธานุภาพสูงสุดในการกำหนดจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยังมีหลายประการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นตรงข้ามกับเจตจำนงของวีรชนพฤษภา 35 ทั้งสิ้น

มูลนิธิวีรชประชาธิปไตย จึงขอคัดค้าน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ที่ได้ประกาศและส่งมอบเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ที่ผ่านมา และขอเรียกร้องให้ คสช. นำมารัฐธรรมนูญ 2540 ที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วทั้งประเทศว่า เป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” หรือ “รัฐธรรมนูฐฉบับปฏิรูปการเมืองมาใช้ โดยเพิ่มในบทเฉพาะกาล ให้ จัดให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนโดยรับฟังเสียงประชาชนประกอบการร่างตลอดระยะเวลาที่ดำเนินการร่างกันอยู่ เมื่อร่างเสร็จแล้ว จัดให้มีการทำประชามติแล้วดำเนินการประกาศใช้ต่อไป


Cr. http://prachatai.org

อนาคตประชาธิปไตยไทย

5

อนาคตประชาธิปไตยไทย

กระดานสนทนา March 31, 2016 by Woodside New York
พฤหัส ที่ 31 มีนาคม 2559

นิธิ เอียวศรีวงศ์

“คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยอยู่นอกสังคมประชาธิปไตย อย่างชาวนา ประเมินว่าคนส่วนใหญ่เหล่านี้ จะรู้วิธีกระบวนการทางประชาธิปไตย น่าจะใช้เวลาอีก 2 เจเนอเรชั่น หรือเจเนอเรชั่นละ 25 ปี

คิดว่าเราคงต้องใช้เวลาอีก 30-40 ปี คงจะพร้อมในการเป็นประชาธิปไตยได้”

(ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล)

——————-

จะต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ชั่วอายุคนหรือไม่ก่อนที่ไทย “จะพร้อมในการเป็นประชาธิปไตยได้” ผมคิดว่าไม่ เพราะหันไปดูขบวนการประชาชนในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งคุ้นเคยและมีสมรรถนะเพิ่มขึ้นในการใช้ประโยชน์จากกระบวนการต่อรองของประชาธิปไตย ขบวนการนี้ขยายตัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีพลังภายใต้การยึดอำนาจโดยกองทัพมาแล้วถึงสามครั้ง

สิ่งที่น่าจะเป็นห่วงมากกว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป จะมีลักษณะอย่างไร

——————–


จริงอย่างที่ท่านอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ โพสต์ข้อคิดของท่านไว้ นั่นคือ คนไทยไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างอมตะนิรันดร์กาลของชนชั้นนำตามประเพณีของไทย

ที่น่าสังเกตด้วยก็คือ อุปสรรคสำคัญของประชาธิปไตยในสังคมไทยซึ่งชนชั้นนำมักอ้างถึงก็คือ สถาบันรัฐสภาไม่อาจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ เช่น ผู้ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิก คือเจ้าสัวจีนซึ่งไม่เห็นแก่ประโยชน์ของชาติไทย หรือนักเลงอันธพาลที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตัว


ข้ออ้างทำนองนี้ถูกใช้ในหมู่ชนชั้นนำ (ซึ่งขยายตัวมารวมเอาลูกหลานเจ๊กที่ได้รับการศึกษาแบบฝรั่งด้วย) สืบมาหลัง 2475 จนถึงทุกวันนี้ แม้ในการใช้กำลังทหารยึดอำนาจระงับการก้าวเดินของประชาธิปไตยไทยครั้งสุดท้ายเมื่อ 2557 ก็มีจุดมุ่งหมายจะลดบทบาทและอำนาจของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

ผมเข้าใจว่า ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประชาธิปไตยเช่นนี้เริ่มกับฝรั่งก่อน (ที่จริงมีหนังสือที่ฝรั่งเขียนหลายเล่ม ทั้งที่พิมพ์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม และหลังจากนั้น ที่พูดว่าคนไทยยังไม่พร้อมจะเป็นประชาธิปไตย-เพื่อตอบสนองระบอบอาณานิคมตะวันตก และตอบสนองสงครามเย็น) เพราะเมื่อพยายามจะบรรยายว่าประชาธิปไตยคืออะไร ก็มักเริ่มด้วยการนำเอาความคิดของนักปราชญ์มาเป็นตัวตั้งเสมอ นับตั้งแต่สมัยกรีกมาจนถึงยุคแสงสว่างแห่งปัญญา (Enlightenment) และนักปราชญ์ในรุ่นหลังจากนั้น ชนชั้นนำไทยที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก จึงมักเข้าใจประชาธิปไตยจากตัวสถาบันทางการเมืองและวัฒนธรรมของโลกตะวันตก มากกว่ามองที่เป้าหมายของประชาธิปไตย

แทนที่จะมองจากสถาบันหรือองค์กร ผมใคร่เสนอให้มองประชาธิปไตยจากจุดมุ่งหมายก่อน แล้วจะเห็นว่า “ประชาธิปไตย” นั้นเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบมัน ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการแสดงออกของมันในสังคมมนุษย์ (หรือแม้แต่สัตว์-จากการศึกษาของนักสัตวศาสตร์สมัยใหม่) ได้

ผมขอเสนอว่า ธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์คือการต่อรองของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคม ไม่ต่างจากแกนกลางของระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าระบอบประชาธิปไตยพยายามจะทำให้แต่ละคน และแต่ละกลุ่มมีอำนาจต่อรองที่เท่าเทียมกัน หรืออย่างน้อยก็ใกล้เคียงกันเท่านั้น


ขอให้สังเกตการณ์การต่อรองในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้ระบอบปกครองอะไร (หรือวัฒนธรรมอำนาจชนิดไหน) ว่าเป็นธรรมชาติหรือเป็นปกติธรรมดาซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ ทุกหนทุกแห่ง ในที่นี้จะยกตัวอย่างจากสังคมไทยในอดีตซึ่งก็รู้กันอยู่แล้วว่าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่อย่างไร ว่าที่จริงแล้วอำนาจไม่ได้กระจุกอยู่ที่สมมุติเทพอย่างที่เข้าใจกัน หากแต่ละกลุ่มก็มีอำนาจต่อรองอยู่มากบ้างน้อยบ้างทั้งสิ้น


แม้แต่ในซ่องโจร กำปั้นใหญ่ของหัวหน้าโจรเพียงอย่างเดียว ก็ไม่พอที่จะเผด็จอำนาจไว้ได้แต่ผู้เดียว เช่น การแบ่งปันทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นสะดม ต้องมีหลักเกณฑ์บางอย่างซึ่งเป็นที่ยอมรับในหมู่โจร มิฉะนั้นแล้ว ก็ไม่อาจรักษาลูกน้องไว้ได้ หรืออาจถึงกับถูกลูกน้องรุมทำร้ายได้ (อย่าลืมว่าในซ่องโจรไม่มีอำนาจที่ถูกทำให้เป็นสถาบันมั่นคงโดยอาศัยกฎหมาย, ประเพณี, หรือวัฒนธรรมใดๆ อันตรายของอำนาจที่ปราศจากสถาบันรองรับจึงย่อมมีสูงเป็นธรรมดา)


เพราะฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า อำนาจต่อรองอันแรกที่ทุกคนและทุกกลุ่มมีคืออำนาจดิบ Jared Diamond เล่าถึงวิถีชีวิตของประชาชนบนเกาะนิวกินี (ทั้งซีกปาปัวนิวกินีและซีกที่เป็นของอินโดนีเซีย) ว่า เพราะไม่มีสถาบันการปกครองอะไรที่ใหญ่ไปกว่าเผ่าขนาดเล็ก การต่อรองเพื่อใช้และหวงแหนทรัพยากรจึงต้องอาศัยการสงคราม ซึ่งต่างกระทำต่อกันอยู่เกือบตลอดเวลา


ในสังคมที่มีสถาบันแห่งอำนาจที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่นอยุธยาต่างกลุ่มต่างต่อรองกันโดยใช้อำนาจที่ซับซ้อนกว่าอำนาจดิบ เช่นอำนาจทางการเมืองของเจ้าเมือง มักถูกใช้ไปเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวมากกว่าส่งส่วยแรงงานและสินค้าให้แก่เมืองหลวง พระเจ้าแผ่นดินก็รู้ แต่ไม่ต้องการจับผิดเพราะจะทำให้วุ่นวายกว่าปล่อยเอาไว้ พระภิกษุเป็นที่นับถือของประชาชน จึงมีอำนาจต่อรองกับอำนาจอื่นได้ และพระภิกษุก็ใช้อำนาจนั้นในการต่อรองเสมอมา เช่นต่อรองกับนายบ้าน หรือแม้แต่ต่อรองกับบ้านเมือง พระสายอรัญวาสีจึงไม่น่าไว้วางใจแก่บ้านเมืองนัก เพราะอาจใช้ความนับถือของประชาชนระดับล่างก่อกบฏหรือดื้อแพ่งได้ พระป่า (จริงๆ) จึงไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากบ้านเมืองนัก และตลอดประวัติศาสตร์อยุธยา ก็เต็มไปด้วยการกบฏที่มีผู้นำเป็นภิกษุหรือทิดที่เพิ่งสึกออกมา


สรุปให้เหลือสั้นๆ หน่อยก็คือ จากอำนาจดิบในซ่องโจร ก็กลายเป็นอำนาจที่เกิดจากวัฒนธรรมหรือโครงสร้างการปกครองหรือเศรษฐกิจ เอามาใช้เพื่อต่อรองกันได้ ตำนานเรื่องละครชาวบ้านที่ไปเล่นในวังหลวงในปลายอยุธยา แล้วปล่อยให้ตัวละครเจรจาเรื่องเก็บภาษีผักบุ้ง เพื่อกระทบนโยบายของคนสนิทพระเจ้าแผ่นดินอยุธยา ก็เป็นการต่อรองผ่านวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง เพราะละครชาวบ้านก็เหมือน “ตลกหลวง” ในราชสำนักฝรั่ง พอจะพูดอะไรที่คนอื่นไม่กล้าพูดได้บ้าง อย่างน้อยละครก็ไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องสมมุติหรือจริงเหนือจริง

โอกาสต่อรองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนข้างบน ชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ก็ต่อรองเหมือนกัน ทั้งต่อรองกันเองในชุมชนและต่อรองกับรัฐ


ในภาคอีสาน ชาวบ้านอาจซุบซิบให้สมาชิกชุมชนที่ใจแคบ ไม่เอื้อเฟื้อต่อชุมชน กลายเป็นผีปอบ ซึ่งก็คือหนทางหนึ่งที่จะขับไล่บุคคลผู้นั้นออกไปจากชุมชน ในภาคเหนือใช้เรื่องผีปอบหรือผีกะเป็นเครื่องมือในการกีดกันคนจนมิให้เข้ามาแต่งงานกับลูกสาวซี่งจะทำให้เกิดสิทธิบนที่ดินของครอบครัวได้ คนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีกะก็อาจต่อรองโดยการหันไปพึ่งมิชชันนารีคริสเตียน และหาทางตั้งเนื้อตั้งตัวในเศรษฐกิจแบบใหม่ได้เร็วกว่าชาวบ้านทั่วไปด้วยซ้ำ


การตั้งสมญา, การนินทา, การล้อเลียน เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านอาจต่อรองกับอำนาจในหมู่บ้านได้


ชาวบ้านที่ไม่อยากเสียส่วยให้รัฐ เพราะเหตุใดก็ตาม มีวิธีต่อรองที่ง่ายมากคือหนีออกจากรัฐเสีย เช่นไปตั้งซ่องอยู่ในป่าพ้นเขตอำนาจรัฐออกไป James Scot พูดถึงเขตที่สูงมหึมาที่พาดผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จากเวียดนามไปถึงพม่าและส่วนหนึ่งของจีนตอนใต้ (อาจารย์เบนยังเตือนว่า ต้องรวมเกาะแก่งในทะเลจีนตอนใต้อีกมากมาย ซึ่งประชาชนอาจหนีรัฐไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ หรือตั้งเป็นซ่องโจรสลัดได้อีก) ว่าเป็นเขตที่มีผู้คนหนีจากรัฐไปตั้งภูมิลำเนามาแต่โบราณ หนีทั้งทางกายภาพและหนีทั้งทางวิถีชีวิต เช่นไม่ปลูกข้าวซึ่งผลผลิตต้องโผล่มาให้รัฐมองเห็นและนับได้ว่าจะเก็บส่วยเท่าไร หันไปปลูกพืชหัวที่อยู่ใต้ดินแทน เพื่อหลบหลีกสายตาของรัฐ


หากใจไม่ถึงขนาดหลบออกจากรัฐ ก็ยังมีวิธีต่อรองกับรัฐอย่างอื่นแก่ชาวบ้านอยู่นั่นเอง ระบบอุปถัมภ์ที่ชอบพูดถึงกันบ่อยๆ ก็เป็นอย่างหนึ่ง ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ซึ่งชาวบ้านสร้างขึ้นกับผู้มีอำนาจเพื่อปกป้องคุ้มครองตนเองนั้น ถามว่าคุ้มครองจากอะไรบ้าง คงตอบได้ว่าหลายอย่างเช่น “ผู้ใหญ่” คนอื่น และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญแก่ชาวบ้านไม่น้อยคือปกป้องจากรัฐ ยิ่งความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์กระจายไปกว้างขวางเท่าไร อำนาจรัฐก็ยิ่งน้อยลง เท่านั้น


การติดสินบนก็เป็นการต่อรองอีกอย่างหนึ่ง “เดินสวนเดินนา” หรือสำรวจการถือครองที่ดินกันทีหนึ่ง ก็ต้องหาเงินมาติดสินบนให้เจ้าหน้าที่ประเมินที่นาที่สวนไว้ต่ำๆ เพื่อจะได้เสียค่านาและสมพักษรน้อยลง ข้าราชการสมัยอยุธยาซึ่งเป็นบรรพบุรุษของข้าราชการปัจจุบัน มีรายได้หลักไม่ใช่จาก “เงินปี” ที่หลวงจ่ายให้หรอกนะครับ แต่จากสินบนนี่แหละ


ขอยกมาเป็นตัวอย่างเพียงเท่านี้ แท้จริงแล้วชาวบ้านยังมีวิธีต่อรองกับรัฐได้อีกหลายอย่างเหลือคณานับ


ก็เห็นได้ไม่ยากว่า การต่อรองภายในรัฐที่ไม่ประชาธิปไตยจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายได้สักเพียงไร จนรัฐอาจแตกแยก เละเทะไปได้บ่อยๆ ที่จริงแล้ว ส่วนหนึ่งของชัยชนะของกองทัพพระเจ้าซินพยูชินเหนืออยุธยาอาจเกิดจากหัวเมืองใหญ่ทั้งทางเหนือและใต้ ใช้การรุกรานของอังวะเป็นเครื่องมือต่อรองกับอยุธยา ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงการกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากคนกลุ่มต่างๆ ที่ประชาชนต้องทนรับ เพราะอำนาจต่อรองที่ไม่เท่าเทียมกัน


ประชาธิปไตยคือการทำให้ธรรมชาติของสังคมมนุษย์หรือการต่อรองกลายเป็นสถาบัน เกิดระเบียบแบบแผนในการต่อรองกัน ไม่จำเป็นต้องหนีเข้าป่า ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังกองทัพของต่างประเทศมาต่อรองกับรัฐของตนเอง ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังดิบเข้าหักหาญเอาชนะกัน แน่นอนว่าไม่มีประชาธิปไตยของสังคมใดสมบูรณ์พร้อม จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังมีความคิดและความเคลื่อนไหวเพื่อทำให้ประชาธิปไตยขยายตัวและ “ก้าวหน้า” มากขึ้น


เกณฑ์ในการใช้วัดความกว้างขวางและความก้าวหน้าของประชาธิปไตยคือ การต่อรองทำได้อย่างปลอดภัยแก่ทุกฝ่ายได้มากขึ้นหรือไม่ มีคนหลากหลายกลุ่มมากขึ้นสามารถเข้ามาต่อรองได้หรือไม่ และอำนาจต่อรองกระจายไปแก่คนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมมากขึ้นหรือไม่ เขาไม่ได้วัดกันว่าบ้านเมืองมีความ “สงบ” มากขึ้นหรือน้อยลง เพราะความ “สงบ” เกิดขึ้นได้จากปัจจัยหลายอย่างมากกว่าระบอบปกครอง ความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดกว่า 400 ปีของอยุธยานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจากประชาธิปไตยเลย แต่จะโทษราชาธิปไตยเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะในบางรัชสมัยก็มีความสงบต่อเนื่องกันตลอดหลายรัชกาล


ประชาธิปไตยไม่ปฏิเสธการต่อรอง ยอมรับว่าเป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์เหมือนกับสังคมทั้งหลายที่ผ่านมาในอดีต ประชาธิปไตยเพียงแต่เปลี่ยนกระบวนการต่อรอง ให้เกิดสถาบันทางการเมือง, เศรษฐกิจ, สังคม และวัฒนธรรมที่เปิด คือทุกคนทุกกลุ่มเข้ามาต่อรองได้ ทำให้การต่อรองในสังคมประชาธิปไตยยิ่งมีความสลับซับซ้อนขึ้นเป็นอันมาก แต่ความสลับซับซ้อนของการต่อรองไม่ใช่ของใหม่ที่ประชาธิปไตยนำมาให้ เพราะในการต่อรองของสังคมโบราณที่พัฒนาถึงระดับสังคมเมืองแล้ว ก็มีความสลับซับซ้อนอย่างมากเช่นกัน เฉพาะในสังคมชนเผ่าบรรพกาลเท่านั้น ที่ใช้แต่เพียงพิธีกรรมและความรุนแรงในการต่อรอง


ดังนั้น ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า แม้กระบวนการต่อรองของประชาธิปไตยอาจเป็นของใหม่ในบางสังคม แต่ตัวการต่อรองเป็นของเก่าที่อยู่คู่กันมากับสังคมทุกสังคม ด้วยกระบวนการที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ตลอดมา การเรียนรู้กระบวนการต่อรองอย่างใหม่ จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปแก่มนุษย์ทุกคนในทุกสังคม หากเขามีโอกาส และไม่ถูกขัดขวาง


ผมจึงไม่ปฏิเสธสิ่งที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล พูดว่ากระบวนการประชาธิปไตยไม่เป็นที่รู้กันแพร่หลายในหมู่คนบางกลุ่มของสังคมไทย แต่คนกลุ่มไหนครับที่ไม่รู้และไม่ยอมรับกระบวนการต่อรองของประชาธิปไตย ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองไทย คนที่ไม่รู้หรือไม่ยอมรับ และพยายามขัดขวางกระบวนการต่อรองของประชาธิปไตยมากว่าศตวรรษแล้ว คือชนชั้นนำตามประเพณี เป็นคนส่วนน้อยของสังคม ไม่ใช่คนส่วนใหญ่

ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อการเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือการต่อรองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในระดับท้องถิ่นและในระดับชาติ เราจะเห็นความกระตือรือร้นและความเชี่ยวชาญของประชาชนระดับล่าง ในการใช้เครื่องมือนี้เพื่อการต่อรองอย่างมีประสิทธิภาพ และโดยสงบมากขึ้น (ฆาตกรรมทางการเมืองในสองระดับลดลงไปอย่างมากในสามทศวรรษที่ผ่านมา เพราะมันไม่ทำกำไร หรือทำได้ไม่คุ้มล่ะสิครับ) แต่ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา ใครกันเล่าที่คอยขัดขวางกระบวนการต่อรองของประชาธิปไตยอย่างเอาเป็นเอาตายตลอดมา ใช้อำนาจทางวัฒนธรรมในการบ่อนเซาะกระบวนการนี้ จนถึงที่สุด เมื่อไม่สามารถระงับมิให้กระบวนการนี้ขยายตัวได้ ก็ใช้กำลังกองทัพเป็นเครื่องมือในการต่อรอง เท่ากับปฏิเสธกระบวนการต่อรองที่ ม.ร.ว.จัตุมงคลพูดถึงโดยตรง


จะต้องใช้เวลาอีกถึง 2 ชั่วอายุคนหรือไม่ก่อนที่ไทย “จะพร้อมในการเป็นประชาธิปไตยได้” ผมคิดว่าไม่ เพราะหันไปดูขบวนการประชาชนในรอบสามทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งคุ้นเคยและมีสมรรถนะเพิ่มขึ้นในการใช้ประโยชน์จากกระบวนการต่อรองของประชาธิปไตย ขบวนการนี้ขยายตัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และยืนหยัดอยู่ได้อย่างมีพลังภายใต้การยึดอำนาจโดยกองทัพมาแล้วถึงสามครั้ง

สิ่งที่น่าจะเป็นห่วงมากกว่าก็คือ การเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อไป จะมีลักษณะอย่างไร

***** อ. แกเขียนได้ดี จริง ๆ ครับ *****

ต่อแต่นี้ …. ส.ว.แต่งตั้งคุมการเมืองยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ

4

ส.ว.แต่งตั้งคุมการเมืองยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ

สุขุม กล่าวว่า ในยุคนั้น ข้าราชการสามารถเป็น ส.ว. ได้ มาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีคนเดียว พลเอกเกรียงศักดิ์เป็นคนตั้ง ส.ว. ชุดแรก อำนาจของ ส.ว. ตอนนั้นมีอยู่ 2 ช่วง ช่วงแรกมีอำนาจเท่ากับ ส.ส. คือร่วมโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี รวมทั้งโหวตกฎหมายสำคัญๆ และการแก้รัฐธรรมนูญ กล่าวได้ว่าเป็นดุลพินิจของรัฐบาลที่จะให้ ส.ว. ร่วมโหวตในเกือบทุกเรื่อง ส่วนช่วงที่ 2 ส.ว. เหลือเฉพาะหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น แต่ ส.ว. ก็ยังมีบทบาทสูงในทางการเมือง

“ก็ตัวประธานรัฐสภามาจาก ส.ว. สมัยก่อนการเลือกนายกฯ ไม่ได้ระบุว่าต้องทำในที่ประชุมสภา อย่างตอนปี 2526 ที่คุณอุทัยได้เป็นประธานสภาผู้แทน คุณจารุบุตร เรืองสุวรรณ เป็นประธานวุฒิสภาและก็เป็นประธานรัฐสภาด้วย คุณอุทัยออกมาบอกว่าเดี๋ยวเราจะประชุมเลือกนายกฯ กันแล้วเอาชื่อไปให้ประธานรัฐสภาเพราะต้องเป็นคนรับสนองพระบรมราชโองการ คุณจารุบุตรบอก เปล่า ผมไม่มีสิทธิ์เรียกประชุม ส.ส. ผมเป็นคนหานายกฯ เพราะฉะนั้นขอให้หัวหน้าพรรคมาเสนอชื่อกับผมว่าจะให้ใครเป็นนายกฯ ผมจะดูคะแนนตามที่พรรคต่างๆ เสนอ คือเขาไม่ให้ประชุมสภาผู้แทนเพื่อเลือกนายกฯ”

“เรื่องวิ่งเต้นเป็น ส.ว. ไม่ต้องห่วงเลย ทุกยุคทุกสมัย ยุคผม ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเขาวิ่งเต้นกันยังไง แต่ว่าก็เคยทราบมา เช่น อาจารย์บางคนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เป็นอธิการบดีก็ได้เป็น ส.ว. มีคนพูดว่า อาจารย์ไม่รู้เหรอว่าเขาทำยังไงถึงได้เป็น เขาไปกราบเมียของนายพลคนหนึ่ง ปวารณาตัวรับใช้ ซึ่งบางทีเราก็นึกไม่ถึงว่าคนเราจะขายศักดิ์ศรีได้ถึงขนาดนั้น”

พรรค ส.ว. พรรคใหญ่สุดหลังรัฐธรรมนูญ 2559

รศ.สุขุม วิเคราะห์ว่า ตอนนี้ สิ่งที่ผู้ถืออำนาจพยายามทำคือไม่ให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสเป็นรัฐบาล ซึ่งด้วยระบบเลือกตั้งที่วางเอาไว้ไม่สนับสนุนให้มีพรรคขนาดใหญ่ พรรคที่จะมีที่นั่งมากสุดก็ไม่น่าเกินร้อยหกสิบ ร้อยเจ็ดสิบ แต่การจะเป็นรัฐบาลพรรคเดียวต้องมีที่นั่ง 260 ขึ้นไป

“ผมไม่แน่ใจว่าพรรคการเมืองขนาดกลางจะมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นหรือเปล่า แต่ผมว่าจะทำอะไรไม่ค่อยได้ ถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน แล้วมีการเลือกตั้ง มันจะได้รัฐบาลที่ว่านอนสอนง่าย รัฐบาลที่จะถูกควบคุมโดย ส.ว. ถ้า ส.ว. มองดูว่าไม่เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่เขาร่างไว้และกำหนดให้รัฐบาลต้องรายงานทุก 3 เดือน ถ้าไม่ทำก็ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จบ รอบนี้ ดูแล้วเขาจะใช้ ส.ว. นี่แหละ ไม่ให้นายกฯ ไม่ให้รัฐมนตรีกระดิกได้ ในยุคชาติชายไม่มีกฎบังคับว่ารัฐบาลต้องทำอะไรบ้าง แต่รอบนี้มียุทธศาสตร์บอกว่าต้องทำอะไรๆ บ้าง คือถ้า คสช. ตั้งนายกฯ เองอาจจะถูกต่อต้าน จึงมาใช้วิธีคุมด้วยกฎ แล้วเอาองค์กรมากำกับ ก็ต้องคอยดูกันว่าอีกฝั่งเขาจะดิ้นยังไง ถ้าเขาได้ขึ้นมา”

“การเมืองไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2559 พรรค ส.ว. น่าจะเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด เพียงแต่ว่าเขาใช้ในทางนิติบัญญัติและควบคุม ไม่ได้ใช้อำนาจบริหาร”

“วันก่อนมีคนให้ผมไปทอล์คโชว์เรื่องประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ผมบอกว่าถ้าผมปิดตาทุกคน แล้วเดินจูงไป ท่านทั้งหลายก็จะรู้สึกว่าก้าวไปข้างหน้า แต่ทันทีที่ผมเปิดผ้าปิดตาออก พวกท่านก็จะหันมาต่อว่าผม ทำไมพามาเจอของเก่าแบบนี้ เพราะมันไม่ได้ก้าวไปข้างหน้า แต่เดินเป็นวงกลม”

หน้าตาการเมืองไทยมีโอกาสย้อนหลังกลับสู่ปี 2521 ถึงแม้อำนาจหน้าที่ของ ส.ว. ในร่างรัฐธรรมนูญ 2559 กับในยุคประชาธิปไตยครึ่งใบจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่หลักการแย่งยื้ออำนาจจากนักการเมืองและการควบคุมการเมืองไม่ได้แตกต่างกัน ทว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือบริบทแวดล้อมต่างจากเมื่อ 40 ปีก่อนมาก คำถามคือระบบการเมืองที่ถอยหลังไป 4 ทศวรรษจะตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างไร และหากตอบไม่ได้ มันจะนำไปสู่อะไร

หลงตัวเอง…………… ทรราช คสช.

3

หลงตัวเอง…………… ทรราช คสช.

โรคหลงตัวเองของเหล่าทรราช คสช. ออกอาการหนัก ไม่ว่าจะเป็น สว. ลากตั้ง หรือคำพูดที่ออกจากปากหมาสมองควายเสมอ ๆว่า ไม่สืบทอดอำนาจ แต่แท้จริงแล้ว เข้าข่ายป่วยทางจิต อย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็น พี่ใหญ่ แห่งบูรพาสุนัข ประวิตร วงศ์สุวรรณ หรือ น้องเล็กแสนเหี้ย ที่ได้ฉายา ทหารหมาหน้าตัวเมีย ประยุทธ์ จันทรโอชา

อย่างที่บอกว่าอาการของโรคหลงตัวเอง มีแค่เส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างอาการป่วยกับนิสัยส่วนตัว หรือพูดง่ายๆ ว่า อาการปากหมาหน้าด้าน ซึ่งถ้าจะเช็กให้ชัวร์ว่าป่วยด้วยโรคนี้จริงหรือไม่ อาจต้องดูจากอาการโรคหลงตัวเอง เพราะเท่าที่สังเกตุ และอยากให้พี่น้องตั้งข้อสังเกตุเช่นกัน โดยหากเช็กแล้ว และหรือมองเห็นผ่านทางจอทีวี ตรงกับความเป็นจริงข้างล่างนี้เกิน 5 ข้อ ให้สงสัยว่าป่วยไว้ก่อนเลย และควรรีบ ขับไล่ ทรราช คสช. ชุดนี้ให้พ้นประเทศ ทั้งครอบครัว

เพราะหากปล่อยไว้ ไม่ใช่แค่จะเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศเท่านั้น หากแต่ ทรราช คสช. จะสร้างความฉิบหายให้แก่ประเทศชาติ และอนาคตของ ลูกหลานเราอย่างที่ไม่อาจประมาณการได้

ลองดูนะครับว่า ทรราช คสช. มีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่

1. คิดแต่เรื่องของตัวเอง แถมยังชอบพูดถึงตัวเองในแง่ดีบ่อย ๆ

2. ชอบเรียกร้องความสนใจ อยากเป็นคนสำคัญตลอดเวลา

3. คิดว่าตัวเองเป็นบุคคล VIP ฉันนี่แหละสำคัญที่สุดในโลกแล้ว

4. ชอบเพ้อฝันถึงเรื่องเกินจริง มโนแจ่มไปกับสิ่งที่เป็นภาพลวงตา คิดว่าตัวเองเก่งสารพัดอย่าง และต้องได้รับแต่สิ่งดี ๆ

5. อารมณ์แปรปรวน เหวี่ยงวีน และมักจะไม่พอใจอะไรบ่อย ๆ

6. ไม่แคร์ใคร ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง

7. ต้องการที่จะชนะทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้ โดยไม่สนว่าอะไรจะผิดจะถูก คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า ทำอะไรก็ได้

8. คิดว่าตัวเองมีแต่คนอิจฉา หรือรู้สึกอิจฉาคนรอบข้างบ่อยครั้ง

9. ต้องการมีอำนาจ ต้องการคำชมเชย และอยากเป็นที่รักของคนอื่นอยู่เสมอ

10. เอาแต่ใจตัวเอง จนไม่แคร์ว่าสิ่งที่ทำจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่

11. มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง อวดสิ่งที่มีสิ่งที่ได้ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ากร่างไปทั่ว

12. คบกับใครไม่ได้นาน อยู่ร่วมกับคนอื่นยาก

13. อ่อนไหวง่าย และมักจะฟูมฟายกับเรื่องที่เสียใจแบบเกินเหตุ

14. ทนไม่ได้กับการถูกวิพากษ์วิจารณ์

15. ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง และมักจะโทษว่าเป็นความผิดของบุคคลอื่นร่ำไป

16. รู้สึกเหมือนตัวเองเหนือกว่าคนอื่น และสามารถจะผลักใครให้พ้นทางก็ได้

17. ชอบที่จะเป็นผู้รับ โดยที่ไม่คิดจะเป็นผู้ให้

18. ชอบปากหมา และแสดงออกถึงความโง่เขลาเบาปัญญา

19. เป็นฆาตกรเลือดเย็น ทั้งที่สั่งฆ่าประชาชน แต่หลอกตัวเองว่าไม่ได้สั่ง

20. หวังจะสืบทอดอำนาจ ด้วย ร่างทรง สว. ลากตั้ง

***** หาก มองและคิดว่า ทรราช คสช. มีลักษณะ ถูกต้องแค่ 5 ข้อ ก็ถือว่า พี่น้องประชาชน ต้องช่วยกันกำจัด ให้พ้นจากแผ่นดินนี้ ทันที*****

*****
เสรีชน

พวกเขาทำเพื่อใคร

8


แผ่นดินนี้ ปู่รักษาไว้ให้มึง..?
อย่าทะลึ่ง คิดมาแดก แยกเป็นสี
เหลืองกับแดง มันเป็นแค่ ประชาชี
ไอ้อัปรี ทรยศ คดประชา


ทหารเคย รักษา ผืนแผ่นดิน
ทรราช โกงกิน ใต้ยุคเข็น
นั่งสภาแดกภาษี ทุกเช้าเย็น
เสือกเข้ามา สร้าง ทุกข์เข่น ฆ่าประชาชน


เลวระยำกินเงินเดือนก็เยอะมาก
พวกขี้กลากหนักแผ่นดินทุกตัวขน
กัดเห่ากัน ทุกวี่วัน กลั้นสุดทน
สัปดน อ้างอวดตน เป็นคนดี (ถุย)


เคยสงสารทหารกล้า สละชีพ
ดวงประทีปคนเบื้องหลังหมดหวังนี้
ดับมอดลง ในกะลาชั่วราตรี
พลีชีวี เพื่อขวานทอง เป็นของใคร


มาวันนี้ ทรราช บ้าอำนาจ
ทั้งขี้ขาด โง่เขลา สร้างปัญหา
มองเอาเถิด สว. เหี้ยขอมา
ก็แค่บ้า หวังอำนาจ สืบต่อไป


ควยเถอะครับ คสช. กูขอร้อง
อย่าให้ต้อง สิ้นแผ่นดิน ถิ่นอาศัย
คบกับจีน หาพ่อมึง หรืออย่างไร
แล้วเป็นไง รถไฟไทย ไร้ราคา

เสรีชน

ฝากถึง นายกทักษิญ

7

เงินฟาดหัวข้าราชการ หนึ่งพันบาท
ไอ้ขี้ขาด ทรราช เหมือนหมูหมา
เพียงเห็นคน เหมือนดั่งเป็นผักปลา
ไร้ราคา หวังหน้ารอดไอ้ยอดเลว


ปัญญาควายสมองหมาชั่งหน้าด้าน
บริหารบ้านเมืองใช่เรื่องย่อย
คิดถึงชื่อ ทักษิญ แล้วตาลอย
มาช่วยหน่อย อย่าพึ่งปล่อย ไปตามกรรม


ผดุงไว้ซึ่งชาติ พระศาสนา
ช่วยประชา อย่าให้ ต้องซอกซ้ำ
ให้คนไทย มีรายได้ ไม่ระกำ
ขอทักษิญ จงรีบทำ อย่ารีรอ


เสรีชน

อีเปรมลั่น ต้องเอาแบบ อีทอมเป็นแบบอย่าง ( เหี้ย)

6