Monthly Archives: June 2016

ข่าวอุ้มข้ามประเทศ DJ.เบียร์ หรือ นายอิทธิพล สุขแป้น

383

ข่าวอุ้มข้ามประเทศ DJ.เบียร์ หรือ นายอิทธิพล สุขแป้น

หลายวันที่ผ่านมา การหายตัวของ DJ.เบียร์ สร้างความ งงงันในหมู่คนเสื้อแดงไม่ใช่น้อย และเป็นที่พูดคุยกันในโซเซียลอย่างแพร่หลาย แต่โดยสรูปแล้ว ก็ไม่เจอ DJ.เบียร์ รู้เพียงแต่ว่า มีทหารมาอุ้มไป

จนมีผู้กล่าวว่า………………….

ผมคิดว่ามันเป็นการอุกอาจและป่าเถื่อนมาก ที่ทหารไทยสามารถระดมกองทัพเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้านเป็นร้อยคน เพื่ออุ้มผู้ลี้ภัยชาวไทย ที่อยู่ในการคุ้มครองของ UNHCR กันอย่างเย้ยฟ้าท้าดินเช่นนี้

นึกถึงกรณีที่ทหารไทยไม่แคร์ UNHCR แม้แต่น้อยในการร่วมมือกับจีนส่งกลับชาวอุยกูร์ จนถูกประนามกันมารอบหนึ่งแล้ว


แต่นี่แบบอุกอาจกว่ามาก ชนิดว่าส่งกองทัพเข้าไปจับกุมตัวกันในประเทศเพื่อนบ้านกันเลยทีเดียว เผด็จการประยุทธ์เลวทรามมากที่สุดอย่างคาดไม่ถึงจริงๆ ที่ไม่แคร์กฎกติกาใดๆ ทั้งสิ้นในโลกนี้ ทำตัวยังกับประเทศไทยไม่ต้องแคร์ชาติใดก็ได้เช่นนี้ คนที่รับทุกข์ก้คือประชาชนทั้งประเทศนั่นล่ะ ผมว่าประยุทธ์มันเลวได้ขนาดนี้กับประชาชน เขาก็คงบ้าอำนาจ จนอาจจะไม่แคร์ใครอีกต่อไปแล้วแม้แต่กษัตริย์ที่กำลังจะตาย

—————————————————————
ส่วนข่าวเสื้อแดงที่น่าสนใจก็โฟสว่า

แจ้งข่าวสารและความปารถนาดีมียังพี่น้องฝ่ายประชาธิปไตยทราบ


กรณีการข้ามโขงอุ้มตัว พี่น้องเราโดยเฉพาะบุคคลที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่นและทำลายกำแพงความเชื่อสถาบันนั้น ยิ่งต้องระมัดระวังและเซฟตัวเองอย่างยิ่งยวด มีใช่กรณี ซุนโฮเท่านั้นที่ยกเป็นตัวอย่างซึ่งไม่น่าผิดพลาดทั้งที่อยู่ต่างแดน หาก


1.ตนเองเซฟตนเองและพึงระลึกตนเองเสมอว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่

2.ผู้ใหญ่ที่นั่นขาดความเอาใจใส่ดูแลและหรือว่ากล่าวตักเตือนสมาชิกที่จะต้องมีคนรับผิดชอบดูแลหรือจัดตั้ง เพราะ ซุนโฮยังเด็กเกินไปสำหรับที่จะรับรู้รับทราบภัยต่างที่จะแผ้วพาลถึงตนเองและบุคคลอื่นที่ทางฝ่าย คสช.ต้องการตัวโดยเฉพาะ ดีเจ ต่างที่สุ่มเสี่ยงต่อ ม.112 ต้องขออภัยที่พูดตรงเพราะฟังง่ายและจริงใจ และไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดลักษณะเช่นนี้อีก


3.เท็จจริงอย่างไร พี่น้องฝ่าย ปชต.ที่หลบภัย ณ.อาณาบริเวณคงทราบดีว่า ก่อนหน้านี้นั้นประมาณ 2 เดือนทางการลาวจับกุมหน่วยซีล พร้อมอาวุธได้ 8 นาย มีการประสานรับตัวกลับไทย หากข่าวที่ผมพูดเป็นความจริง เหตุใดพวกท่านจึงดันทุรังพักอาศัยอยู่สถานที่เดิม แสดงว่าพวกท่านปล่อยปละละเลยและประเมินฝ่ายความมั่นคงหรือ คสช.ต่ำไปจนกลวง


การที่จู่จู่หน่วยซีลจะทราบสถานที่อยู่ วัน ว.เวลา น.ที่ ดีเจซุนโฮออกไปไหนอย่างไรนั้น มันน่าจะมีปัจจัยอื่นที่เกื้อหนุนนอกเหนือจากความบังเอิญ

ผมสืมทราบว่ามีการนัดแนะกันออกไปรับปรทานอาหารโดยมีผู้เสนอเป็นผู้เลี้ยงและจ่ายเงิน ขณะเดินทางกลับจากร้านอาหารซึ่งสถานที่ทราบว่าอยู่ไม่ไกลจาถกที่พัก ขี่ จยย.กลับมาคนละคัน ซุนโฮมากับใคร ขี่จยย.มาด้วยกันมันจะห่างกันชนิดไม่รู้เลยหรือว่าอะไรเกิดขึ้นกับซุนโฮ ทราบมาอีกว่ามีฝ่ายทางการไทยและหรือชุดอุ้มไปฝังตัวกับพวกเราเพื่อรอโอกาสอุ้มตัวมิใช่ซุนโฮคนเดียว บทเรียนราคาแสนแพงครั้งนี้ พันตำรวตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์ เสนอว่าท่านทั้งหลายควรจะออกเดินธุดงค์ไปยังที่ปลอดภัย สวัสดี

—————————————————————–
ส่วนเพจทางเพจตาสว่าง


ใหญ่ พัทยา จากนกต่อคดีระเบิดศาลอาญารัชดาสู่การก้าวล้วงอุ้มเบียร์ อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ ใหญ่ พัทยา ถูกทหารควบคุมตัวหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.57 และถูกทหารใช้งานให้เป็นนกต่อประสานงานกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ทั้งหลายทั้งในและต่างประเทศ เป็นผู้จัดหาระเบิด RPD5 ให้มหาหินและยุทธนาใช้ก่อเหตุระเบิดศาลอาญารัชดา


จนทำให้พี่น้องฝ่ายต่อต้านเผด็จการถูกจับกุมนับสิบคนมีทั้งแพะและตัวจริงที่ร่วมแผนการ แม้มหาหินและยุทธนาจะถูกทหารควบคุมตัวก่อนก่อเหตุที่ศาลอาญาโดยบังคับแต่นกต่อที่สำคัญคือใหญ่ พัทยา นั่นเอง จนล่าสุด อิทธิพล สุขแป้น ได้ถูกรวบตัวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวไปยังหน่วยทหารมณฑลทหารบก 36 จ.เพชรบูรณ์ และยังไม่ทราบชะตากรรมของดีเจหนุ่มผู้นี้ก็มีชื่อ ใหญ่ พัทยา ไปเกี่ยวข้องโดยนัดหมายทานข้าวใกล้ที่พักของดีเจซุนโฮ จนเพื่อนไปเจอรองเท้ากับมอเตอร์ไซค์ของดีเจหนุ่มอยู่ข้างทางจึงทราบเหตุร้ายที่เพื่อนหายตัวไปโดยชายฉกรรจ์ 4 คนควบคุมตัวขึ้นรถไป


ทางเพจตาสว่างได้รวบรวมพฤติกรรมเบื้องต้นของไส้ศึกตัวฉกาจนี้และขอประณามการกระทำของใหญ่ พัทยา ผู้ทรยศอุดมการณ์แห่งประชาชนประชาธิปไตยและพฤติกรรมอื่นใดที่บุคคลอันตรายผู้นี้ได้กระทำต่อเพื่อนพี่น้องเสื้อแเดง ณ.วันนี้ไอ้ทรยศ ใหญ่ พัทยา อยู่หนองคายชายแดนไทย-ลาว เพื่อจะเริ่มก่อการอันใดต่อเสรีภาพของพี่น้องที่กำลังลี้ภัยในเขตประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้งหรือไม่ก็รายงานเรื่องของพี่น้องให้ทหารไทยทราบ จงระวังบุคคลในภาพนี้ด้วย

————————————————————

จริงๆแล้ว ผมก็ไม่ต้องอธิบายให้มากความ ว่ามีทหาร เข้าไป ในแหล่งกบดานของ พี่น้องเสื้อแดงกี่ร้อย และกี่ประเทศ เพียงแต่อยากจะเตือนนักสู้ทั้งหลายว่า พวกคุณ ๆ และคุณ รู้หรือเปล่าว่า คุณกำลังสู้กับใคร การเอาชีวิต เพื่อแลกเพื่ออิสระภาพ เสรีภาพ และความเสมอภาคในสังคมนั้น เป็นสิ่งที่น่า สรรเสริญ หากแต่ ความโง่และซ่า ไม่เข้าเรื่องจะเป็นสิ่งบังตา ให้หลงเดินในทางที่ผิด และถูกจับและถูกอุ้มในที่สุด

คุณรู้ไหมว่า เมื่อคุณถูกจับหรืออุ้ม และเก็บ ในทางลับ ไม่มีใครช่วยพวกคุณได้ ผมขอยำ้อีกครั้ง ไม่มี และไม่มีใคร จะช่วยคุณได้

พวกคุณเสี่ยงชีวิตเพื่ออะไร เพื่อความสะดวกสบาย หรือ เงินทอง หรือเหล้ายาปลาปิ้ง ที่พวกคุณแสวงหา พวกคุณเลือกแล้วไม่ใช่หรือที่จะสู้ หากแต่ จงตั้งมั่น ทำในสิ่งที่มุ่งหวัง ให้จงสำเร็จ ใช้สมองให้มาก และจงเป็นตัวของตัวเอง ตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่าไปหวังกับสิ่งที่จับต้องไม่ได้ คุณเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้เมื่อถึงเวลานั้น ฉนั้น เลิกฝันลมๆแล้งๆ และจงมองความจริงให้ปรากฏ เดินอย่างฉลาด และอดทน


ผมขอย้ำ…………….. คุณกำลังสู้อยู่กับ อำมาตย์ที่รวยและเลวที่สุดในโลก


ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คน พบกันเมื่อชาติต้องการ


Admin : เสรีไทย

เตือนภัย!!!! ใหญ่ พัทยา จากนกต่อคดีระเบิดศาลอาญารัชดาสู่การก้าวล้วงอุ้ม ดีเจซุนโฮ

382

ทางเพจตาสว่างได้รวบรวมพฤติกรรมเบื้องต้นของไส้ศึกตัวฉกาจนี้และขอประณามการกระทำของใหญ่ พัทยา ผู้ทรยศอุดมการณ์แห่งประชาชนประชาธิปไตยและพฤติกรรมอื่นใดที่บุคคลอันตรายผู้นี้ได้กระทำต่อเพื่อนพี่น้องเสื้อแเดง ณ.วันนี้ไอ้ทรยศ ใหญ่ พัทยา อยู่หนองคายชายแดนไทย-ลาว เพื่อจะเริ่มก่อการอันใดต่อเสรีภาพของพี่น้องที่กำลังลี้ภัยในเขตประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้งหรือไม่ก็รายงานเรื่องของพี่น้องให้ทหารไทยทราบ จงระวังบุคคลในภาพนี้ด้วย

ใหญ่ พัทยา จากนกต่อคดีระเบิดศาลอาญารัชดาสู่การก้าวล้วงอุ้มเบียร์ อิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจซุนโฮ ใหญ่ พัทยา ถูกทหารควบคุมตัวหลังการรัฐประหาร 22 พ.ค.57 และถูกทหารใช้งานให้เป็นนกต่อประสานงานกลุ่มแดงฮาร์ดคอร์ทั้งหลายทั้งในและต่างประเทศ เป็นผู้จัดหาระเบิด RPD5 ให้มหาหินและยุทธนาใช้ก่อเหตุระเบิดศาลอาญารัชดาจนทำให้พี่น้องฝ่ายต่อต้านเผด็จการถูกจับกุมนับสิบคนมีทั้งแพะและตัวจริงที่ร่วมแผนการ แม้มหาหินและยุทธนาจะถูกทหารควบคุมตัวก่อนก่อเหตุที่ศาลอาญาโดยบังคับแต่นกต่อที่สำคัญคือใหญ่ พัทยา นั่นเอง จนล่าสุด อิทธิพล สุขแป้น ได้ถูกรวบตัวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวไปยังหน่วยทหารมณฑลทหารบก 36 จ.เพชรบูรณ์ และยังไม่ทราบชะตากรรมของดีเจหนุ่มผู้นี้ก็มีชื่อ ใหญ่ พัทยา ไปเกี่ยวข้องโดยนัดหมายทานข้าวใกล้ที่พักของดีเจซุนโฮ จนเพื่อนไปเจอรองเท้ากับมอเตอร์ไซค์ของดีเจหนุ่มอยู่ข้างทางจึงทราบเหตุร้ายที่เพื่อนหายตัวไปโดยชายฉกรรจ์ 4 คนควบคุมตัวขึ้นรถไป

แถลงข่าว “เครือข่ายพิทักษ์พุทธ”

แถลงข่าว “เครือข่ายพิทักษ์พุทธ”

เนื่องจากเมื่อวานนี้ (วันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙)
กระผม “นายประสิทธิ์ สันจิตร” และตัวแทน “เครือข่ายพิทักษ์พุทธ” ได้เดินทางไปยื่นหนังสือกับ “พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ”
เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

เพื่อให้มีการสอบสวน ความผิดทางพระวินัยตามกฎนิคหกรรมแก่ “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม” หรือ “พระพุทธอิสระ” ดังที่ ปรากฎตามสื่อหนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ นั้น

กระผมขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่า

๑. เอกสารที่เอาไปยื่นกับ “ท่านเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย” นั้น เพื่อให้การสอบสวนตาม กฎนิคหกรรมเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามขั้นตอนของพระธรรมวินัย และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

จึงไม่อาจฝากไว้กับ “พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม” หรือ “พระพุทธอิสระ”
ผู้ซึ่งออกมาแสดงความประสงค์ จะรับเอกสารแทนท่านเจ้าอาวาสได้ เนื่องจากไม่ใช่พระสังฆาธิการ และเป็นผู้ที่ต้องถูกดำเนินการ สอบสวนในกรณีนี้

๒. การดำเนินการยื่นเรื่องในครั้งนี้อาศัยคำพิพากษาของศาลแพ่งเป็นพื้นฐาน ซึ่งหลังจาก มีการพิจารณาแล้วพบว่าครบองค์ประกอบของการกระทำความผิดตาม “อาบัติปาราชิก สิกขาบท ที่ ๒”
โดยมีการทำให้ผู้อื่นเสียทรัพย์ ดังรายละเอียดที่ปรากฎอยู่ในเอกสารอ้างอิง

๓. ในระหว่างที่จะเข้าไปยื่นหนังสือ ได้ถูกขัดขวางจากกลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ภายในวัดอ้อน้อย มีการด่าทอ

รวมถึงได้มีการขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มผู้สนับสนุนจากเครือข่าย พิทักษ์พุทธและกลุ่มสตรีรักษ์พระพุทธศาสนา และมีการขอตรวจค้นร่างกาย และบัตรประจำตัว ประชาชนจากผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่

เพื่อให้กระบวนการนิคหกรรมเดินหน้าต่อไปได้ โดยหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ซึ่งอาจ นำไปสู่ความรุนแรง ทางกระผม
และเครือข่ายพิทักษ์พุทธ

จะมีการติดต่อขอนำหนังสือไปยื่นที่ “เจ้าคณะตำบล” เพื่อให้
“พระอธิการศิริชัย สิริโสภโณ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย” มารับหนังสือ กล่าวโทษ เพื่อให้เกิดความงดงาม และเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของพุทธบริษัทสืบไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

นายประสิทธิ์ สันจิตร ประธานเครือข่ายพิทักษ์พุทธ
วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๙

นิสิตเกษตรเสรี แต่ ม.เกษตรไม่เสรี

381

นิสิตเกษตรเสรี แต่ ม.เกษตรไม่เสรี

Wed, 2016-06-29 11:04

บุญเลิศ วิเศษปรีชา

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน2559 นิสิตเกษตรห้าคนในนาม “เสรีเกษตรศาสตร์” และร่วมกับนักศึกษารามคำแหงหนึ่งคนและนักกิจกรรมอีกหนึ่งคน นัดหมายไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ปัดฝุ่นประชาธิปไตย” ทำความสะอาดอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ( อนุสาวรีย์ปราบกบฎ ที่แยกหลักสี่) แต่ยังไม่ทันได้ทำกิจกรรมใดๆ ก็ถูกขัดขวางจับกุมจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทั้งหิ้วฉุดกระชากลากถูไปตั้งข้อหาขัดคำสั่งคสช.3/2558 ว่าด้วย การมั่วสุมชุมนุมทางการเมืองเกิน 5คน ในตอนค่ำวันเดียวกัน ศาลทหารให้ปล่อยตัวนิสิตกลุ่มดังกล่าว โดยไม่ถูกคุมขังระหว่างไต่สวนคดี เพราะศาลเห็นว่าเป็นนักศึกษาและอัตราโทษไม่รุนแรง

แต่เรื่องที่สังคมในวงกว้างยังไม่ทราบก็คือ ท่าทีของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่แทนที่จะช่วยปกป้องนิสิตของมหาวิทยาลัยตัวเอง แต่กลับกดดันข่มขู่นิสิต ตั้งแต่อยู่ที่สถานีตำรวจ กระทั่งปัจจุบันที่แม้แต่ศาลให้ปล่อยตัว การกดดันนิสิตก็ยังมีอยู่

จากการเก็บข้อมูลด้วยสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง พบว่าเริ่มตั้งแต่วันก่อนทำกิจกรรม มีการกดดันจากผู้บริหารผ่านอาจารย์ที่เป็นผู้สอนนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์เพื่อห้ามการจัดกิจกรรม และให้อาจารย์ประสานกับนิสิตว่าห้ามใส่ชุดนิสิตในการทำกิจกรรมดังกล่าว เมื่อนิสิตยืนยันจะทำกิจกรรมในเช้าวันที่ 24 และถูกตำรวจใช้กำลังเข้าขัดขวางหิ้วไปสถานีตำรวจ ทั้งๆ ที่นิสิตแค่เตรียมตัวไปทำความสะอาดบริเวณอนุสาวรีย์ วิญญูชนผู้มีเหตุผล ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า การตั้งข้อหาว่านิสิตกระทำการมั่วสุมทางการเมือง เป็นการตั้งข้อหาที่ไม่มีมูลเหตุอันควร

แต่ในขณะที่อยู่ที่สถานีตำรวจ แทนที่อาจารย์ที่เป็นตัวแทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์สามท่านที่มาถึงสถานีตำรวจทันทีหลังเกิดเหตุด้วยรถตู้ของมหาวิทยาลัยจะช่วยปกป้องนิสิต กลับเห็นคล้อยไปกับทางตำรวจและทหาร มีการยื่นข้อเสนอให้นิสิตเข้าปรับทัศนคติกับทางฝ่ายทหาร แต่นิสิตไม่ยินยอมเพราะไม่ต้องการยอมรับอำนาจของ คสช. ทางตัวแทนมหาวิทยาลัยจึงกดดันต่อว่า หากนิสิตมีคดีอาญาติดตัวจะพ้นจากสถานภาพนิสิต จากนั้นตัวแทนมหาวิทยาลัยก็เดินทางกลับโดยปล่อยให้นิสิตเผชิญกับหน้ากับกระบวนการของตำรวจและทหารแต่เพียงลำพัง

มากกว่านั้น ครั้นเมื่อศาลทหารให้ปล่อยตัวนิสิตนักศึกษาและนักกิจกรรมทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีกระแสจากกองกิจการนิสิตว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนนิสิต แม้ฝ่ายกิจการนิสิตบอกว่า ไม่มีบทลงโทษที่ร้ายแรงต่อนิสิต อาจมีเพียงการตักเตือน ท่าทีดังกล่าวก็สมควรที่จะถูกตั้งคำถามว่า สมควรแล้วหรือที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จะตั้งกรรมการเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับนิสิตที่ถูกตำรวจล้อมกรอบฉุดกระชากและอุ้มอย่างไม่มีเหตุสมควร

ผู้เขียนในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และเคยทำกิจกรรมเป็นรองนายกองค์การบริหารองค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี 2536 มาก่อน เสนอว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรยุติกระบวนการลงโทษวินัยกับนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ รวมทั้งควรยุติการกดดันในลักษณะอื่นๆ เช่น การเรียกนิสิตเข้าพบเพื่ออบรมสั่งสอน หรือการบอกนิสิตว่าเหตุการณ์นี้อาจมีผลต่อการขอทุนการศึกษาของนิสิตในครั้งต่อไป ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้

1. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ควรเคารพในสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดและทำกิจกรรมของนิสิต ตราบเท่าที่นิสิตไม่ได้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และไม่ได้ละเมิดกฎหมายอาญาของบ้านเมืองแบบปกติ แต่ในปัจจุบันนิสิตถูกตั้งข้อหาอย่างไม่เป็นธรรมจากระบอบในปัจจุบันที่เราต่างก็รู้ดีว่า มีการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรงอยู่เนืองๆ ในกรณีเช่นนี้ มหาวิทยาลัยจึงไม่เพียงแต่ต้องเคารพสิทธิของพวกเขาเท่านั้น หากแต่ควรจะช่วยปกป้องพวกเขาจากการถูกรังแกอีกด้วย

2. ตรงกันข้ามกับที่อาจารย์ ม.เกษตร บางท่านที่คิดว่า เป็นเรื่องไม่สมควรที่นิสิตสวมชุดนิสิตแสดงกิจกรรรมทางการเมือง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ควรจะภูมิใจว่า นิสิตเหล่านี้ได้แสดงออกถึงความตื่นตัวต่อบ้านเมืองและสังคม และมีจิตสำนึกที่จะตอบแทนภาษีของประชาชน สมดังคำขวัญของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่ว่า “ประชาชนคือเจ้าของประเทศ เกษตรศาสตร์คือภาษีของประชาชน” หากผู้บริหารยังปิดกั้นสิทธิของนิสิต ก็อาจจะถูกเข้าใจได้ว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องการมอมเมานิสิตให้ถอยห่างจากความตื่นตัวทางสังคมการเมือง และกลับไปทำกิจกรรมยุคสายลมแสงแดดในช่วงก่อน 14 ตุลาคม ที่นิสิตทำกิจกรรมประเภทร้องรำ ทำเพลง ดังที่มีลานเต้นรำ หลังหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยเป็นอนุสรณ์อันไม่น่าภาคภูมิใจ

3. ในอดีตที่ผ่านมา นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีส่วนร่วมกับประเด็นทางสังคมการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ภาพของ “ไอ้ก้านยาว” นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ นิสิตคณะวนศาสตร์ ยืนถือไม้หน้าสามเผชิญหน้ากับแถวทหารที่ถือปืนเล็งมาที่เขา ยังเป็นภาพที่ชาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ต่างภาคภูมิใจ นิสิตเกษตรศาสตร์ยังเป็นกำลังสำคัญขี่จักรยานรณรงค์คัดค้านโครงการเขื่อนน้ำโจน จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อปี 2531 รวมถึงเหตุการณ์ต่อต้าน รสช. ปี 2534 ถึง เหตุการณ์ พฤษภา 35 ที่นิสิตเกษตรศาสตร์ก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน มีตัวแทนนิสิตเกษตรศาสตร์ร่วมอดข้าวประท้วงร่างรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจของ รสช. เมื่อเดือนพฤษจิกายน 2534 ด้วย การแสดงออกซึ่งความตื่นตัวทางสังคมการเมืองของนิสิตเกษตรศาสตร์ที่ผ่านมาไม่เคยถูกปิดกั้นเหมือนดังยุคนี้

4. จากบทเรียนที่ผ่านมาจะพบว่า เป็นเรื่องดีที่นิสิตเยาวชนคนหนุ่มสาวได้แสดงความตื่นตัวมีจิตสำนึกทางการเมือง รักประชาธิปไตย การแสดงออกของพวกเขา อาจจะไม่ถูกใจผู้ใหญ่ ผู้บริหาร หรือ ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ซึ่งย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนิสิตเป็นคนรุ่นหนุ่มสาวย่อมมีท่าทีและการแสดงออกตามวัย และทัศนะของพวกเขา ที่ยังไม่ต้องห่วงใยกับผลประโยชน์ ลาภยศตำแหน่ง เหมือนคนที่เป็น “ผู้ใหญ่”

โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะสยบยอมกับอำนาจล้นฟ้าของ คสช. ไปเกือบหมดแล้ว คงเหลือแต่นิสิตนักศึกษากลุ่มเล็กๆ รวมถึงนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ ที่กล้ายืนยันหลักการสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม พวกเขาสมควรที่จะได้รับการยกย่องและปกป้อง

หากคนที่คิดว่าตัวเอง เป็น “ผู้ใหญ่” แต่ไม่กล้าปกป้องเยาวชนเหล่านี้ ก็อย่าซ้ำเติมพวกเขา และทำให้ตัวเองต้องขายหน้าไปมากกว่านี้เลย โปรดยุติการคุกคามกดดันนิสิตเสรีเกษตรศาสตร์.

วางถุงกาวก่อนแล้วค่อยคุยกัน

380

คำ ผกา : วางถุงกาวก่อนแล้วค่อยคุยกัน

MATICHONWEEKLY – มติชนสุดสัปดาห์·

THURSDAY, 30 JUNE 2016
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 24 -30 มิ.ย. 59

อาจเป็นเพราะในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา สังคมไทยและคนไทยใช้พลังงานเกือบทั้งหมดไปกับเรื่องที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเราคือเรื่อง การเมืองการปกครอง นับตั้งแต่มีการรัฐประหารปี 2549

คนไทยกลุ่มหนึ่งรวมทั้งตัวฉันเองก็หมกมุ่นทุ่มเทคิดแต่เรื่อง เมื่อไหร่ประชาธิปไตยจะกลับคืน

ส่วนคนไทยอีกกลุ่มหนึ่งก็หมกมุ่นเรื่อง ทำอย่างไรจะเอาทักษิณและพวกออกจากสังคมไทยให้จงได้

เราหมกมุ่นเรื่องนี้หนักมากจนบางครั้งไม่ได้ติดตามอัพเดตข้อมูลข่าวสารเรื่องอื่นๆ ที่อาจไกลตัวออกไป

เช่น ล่าสุด ข้อถกเถียงต่อประเด็นการจะเอายาบ้าออกจากบัญชียาเสพติด (ซึ่งฉันเห็นว่าก่อนอื่นเอาคำว่า ยาบ้า ออกไปจากยาชนิดนี้เสียก่อน เพราะการตั้งชื่อมันว่ายาบ้าทำให้เกิดกระบวนการสร้างตราประทับ และตัดสินผู้เสพไปเรียบร้อยแล้วว่าพวกเขาจะต้องกลายเป็นบ้า คุ้มคลั่ง-เราคงลืมไปว่าในโลกนี้มีคนคลุ้มคลั่งโดยไม่ต้องเสพยาอยู่ไม่น้อย)

การที่คนไทยจำนวนมาก ออกมา “ประณาม” นโยบายนี้ทันที และดูเหมือนจะช็อกมาก คล้ายๆ กับมีคนมาบอกเราว่าต่อไปนี้ “ขี้” คือสิ่งที่กินได้และมีประโยชน์ ประมาณนั้นเลย

เรื่องนี้ทำให้ฉันตระหนกมากว่า องค์ความรู้เกี่ยวยาเสพติดของสาธารณชนไทยนั้นไม่ได้อับเดตไปไกลกว่าสมัยประธานาธิบดีนิกสันประกาศสงครามกับยาเสพติดครั้งแรกในโลกเลย

สิ่งที่เรารู้จักกันว่าเป็นยาเสพติดในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็น ฝิ่น กัญชา เฮโรอีน ถูกบรรจุให้เป็นสิ่งเสพติดที่ผิดกฎหมายเมื่อร้อยปี และสงครามกับยาเสพติดเกิดขึ้นแล้วประมาณห้าสิบปี

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากประกาศสงครามกับยาเสพติดกันมาห้าทศวรรษ ไปเพียงแต่อเมริกา แต่ทุกประเทศทั่วโลกที่ดำเนินนโนบายนี้ด้วยใฝ่ฝันคือ free drug society หรือ สังคมปลอดยาเสพติด ประเทศที่ทำสงครามกับยาเสพติดรุนแรงมาก เช่น รัสเซีย เม็กซิโก-แต่ผลกลับกลายเป็นว่า ทุกประเทศที่ทำสงครามกับยาเสพติดนั้นพ่ายแพ้ ย่อยยับ

จำนวนผู้เสพยาในคุกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาเฟีย เจ้าพ่อค้ายาเพิ่มขึ้น เพราะพอมันผิดกฎหมายก็เป็นของแพง ทำกำไร ใครๆ ก็อยากค้า ยิ่งค้าของผิดกฎหมายได้ ก็ยิ่งกลายเป็นผู้มีอิทธิพล สถิติอาชญากรรมพุ่ง การละเมิดสิทธิมนุษยชนก็พุ่ง การวิสามัญก็เพิ่ม การยัดคดียาเสพติดให้ศัตรูทางการเมืองก็มี
งบประมาณที่ใช้ในการทำสงครามกับยาเสพติดนั้นก็สูงเสียจนน่าใจหาย
เม็กซิโกนั้น ตั้งแต่ประกาศสงครามปี 2006 มีคนตายจากสงครามนี้ไป 60,000 คน

ในระหว่างห้าสิบหกสิบปีที่เขาทำสงครามกับยาเสพติด ก็มีนักวิชาการ นักกฎหมาย นักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน นักสังคมวิทยา มานุษยวิทยา หมอ จิตแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ ก็ทำงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับผู้ติดยายา ปัญหาสังคม ฯลฯ ไปด้วย

สุดท้าย นักวิชาการเหล่านี้ก็ค้นพบว่า วิธีที่จะจัดการกับปัญหายาเสพติดที่ดีที่สุดคือวิธีที่เรียกว่า Harm Reduction หรือ การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด ซึ่งหมายถึง

“การช่วยให้ผู้ติดยาเสพติด (ส่วนใหญ่เป็นชนิดฉีด) สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยยังคงใช้ยาเสพติดหรือสารทดแทนในขณะที่ยังไม่สามารถหยุดใช้ยาเสพติดได้ทันที ทั้งนี้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้เสพ (เช่น ฉีดยาผิดที่จนพิการ ฉีดยาเกินขนาดจนช็อกเสียชีวิต ติดเชื้อ HIV ไวรัสตับอักเสบชนิดบี และซี อันเกิดจากการใช้เข็มฉีดยาเสพติดร่วมกันในหมู่ผู้เสพ) ครอบครัว คนรอบข้าง และสังคม (กรณีเกิดอาชญากรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อันตรายจากการแพร่เชื้อที่เกิดจากการทิ้งเข็มฉีดยาที่ใช้แล้ว) รูปแบบการดำเนินงานมีหลายแนวทาง


เช่น การให้ความรู้ สื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้ติดยาและครอบครัว การให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยและครอบครัว การให้สารเมทาโดนทดแทนระยะยาวเพื่อไม่ให้เกิดอาการขาดยาและลงแดงในผู้ติดเฮโรอีน การมีศูนย์รับปรึกษาปัญหาสุขภาพและปัญหาอื่นๆ (drop in center) ซึ่งในต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย มีการจัดสถานที่และอุปกรณ์สะอาดให้ผู้ติดยาสามารถเข้าไปฉีดยาเสพติดได้เพื่อความปลอดภัย (แต่ศูนย์ไม่ได้จัดเตรียมยาเสพติดให้ มีแต่บุคลากรที่สามารถดูแลความปลอดภัยและให้คำแนะนำในการฉีดและอุปกรณ์) การจัดอาสาสมัครเข้าไปให้คำปรึกษาและบริการเข็มสะอาดให้กับผู้ติดยาในชุมชน (outreach program) การให้บริการเข็มและอุปกรณ์ฉีดยาที่สะอาดในร้านขายยาและให้คำปรึกษาโดยเภสัชกร หรือโปรแกรมการแลกเข็มใช้แล้วกับเข็มสะอาด”

https://www.gotoknow.org/posts/4038…

Ethan Nadelmann นักวิชาการด้านยาเสพติดและนักเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปนโยบายยาเสพติด กล่าวบนเวที Ted Talk ว่า

“มันไม่เคยมีสังคม “ปลอดยาเสพติด” เลยนับตั้งแต่มีโลกใบนี้ สังคมเราได้ใช้ “ยากระตุ้นหรือกล่อมประสาท” มาโดยตลอดเพื่อจัดการกับความเจ็บปวด เพื่อเพิ่มกำลังวังชา เพื่อความสัมพันธ์ทางสังคม หรือแม้แต่เพื่อสื่อสารกับพระเจ้า ความปรารถนาของมนุษย์ในการ “กล่อม” ประสาทและจิตสำนึกของตัวเอง อาจเป็นความปรารถนาพื้นฐานที่สุด พอๆ กับการที่ร่างกายเราต้องการอาหาร ต้องการเซ็กซ์ ต้องการเพื่อนคู่คิด เพราะฉะนั้น ความท้าทายที่สุดของพวกเราคือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับ “ยา” โดยที่ให้มันส่งผลเสียกับเราน้อยที่สุดและในบางกรณีเพื่อให้มันสร้างประโยชน์กับเราสูงสุดด้วย”

https://www.ted.com/talks/ethan_nad…

แนวคิดแก้ไขปัญหายาเสพติดในแนวทางที่ว่าด้วย การลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดเริ่มต้นตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980s ในที่สุดกลายเป็นวาระที่ยูเอ็นรับเอามาผลักดัน และโปรตุเกสนำไปใช้จริงในปี 2000

แนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติดคืออะไร?

แนวคิดหลักคือคือ เมื่อเราห้ามคนใช้ยาไม่ได้ เราต้องมาคิดว่า เราจะให้เขาใช้ยาอย่างไรให้ปลอดภัย

คุณหมอ Goulao ผู้ผลักดันให้รัฐบาลโปรตุเกสยกการเป็นอาชญากรรมออกจากยาเสพติดเป็นผู้กล่าวประโยคนี้

เขาบอกว่าเขาได้รับการต่อต้านหนักมากในตอนแรกที่เสนอนโยบายนี้ แต่เขาเชื่อว่า “harm reduction ไม่ใช่เรื่องของการยอมแพ้ต่อคนที่ติดยาโดยบอกว่า ถ้าเลิกไมได้ก็ปล่อยให้ใช้ต่อไปสิ แต่ปรัชญาของมันคือ ผู้เสพยาไม่ว่าจะในเงื่อนไขใด พวกเขาพึงคู่ควรที่จะได้รับการลงทุนจากรัฐบาลเพื่อจะมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพที่ดี”

https://news.vice.com/article/ungas…


พูดง่ายๆ ว่าปรัชญาของ Harm Reduction คือ “ขี้ยาก็คน” ขึ้นชื่อว่าคน ไม่ว่าจะเป็น “ใคร” กเฬวรากขนาดไหน เขาพึงได้รับการ “เคารพ” และมีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากรัฐเท่ากับคนทุกคน

หากสังคมเรามีคนติดยา สิ่งที่เราต้องทำ คือ ทำอย่างไรให้เขา มีสุขภาพที่ดี-นี่คือจุดเริ่มต้น-สุขภาพต้องสำคัญกว่าการลงโทษ

เมื่อเป็นเช่นนั้น ยูเอ็นจึงประกาศให้ผู้ใช้ยาเสพติดเป็น “ผู้ป่วย” ไม่ใช่อาชญากร ที่อยู่ของพวกเขาไม่ใช่คุก แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ มอบทรีตเมนต์ทางการแพทย์ที่เหมาะสมให้เขา และทำให้กระบวนการทั้งหมดนั้นเป็นไปด้วยความสมัครใจ คีย์เวิร์ดคือคำว่า Repect their time – เราต้องเคารพ “เวลา” ของเขาด้วย “ให้” เมื่อเขาพร้อมที่จะ “รับ”

โปรตุเกสเริ่มแจกเข็มฉีดยาสะอาดให้ผู้ติดเฮโรอีน ผลคือ จากจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็ม จาก 1,016 เคสในปี 2001 เหลือเพียง 56 เคสในปี 2012 อัตราการตายจากการใช้ยาโอเวอร์โดส จากปีละ 80 คน เหลือปีละ 16 คน เทียบกับอเมริกามีคนตายจากการใช้ยาเสพติดโอเวอร์โดสถึง 14,000 คน
อย่างไรก็ตาม การ decriminalized ยาเสพติด ไม่ได้แปลว่ายาเสพติดถูกกฎหมาย และไม่ได้แปลว่าใครต่อใครสามารถซื้อ ขาย กันได้เหมือนขายขนมในเซเว่นฯ กรณีโปรตุเกส กำหนดไว้ว่า ถ้ามีสารเสพติดต้องห้ามในจำนวนบริโภคไม่เกินกว่า 10 วัน, มีเฮโรอีน, ยาอี, แอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไม่เกิน 1 กรัม, มีโคเคนไม่เกิน 2 กรัม, มีกัญชาไม่เกิน 25 กรัม จะไม่ถือว่ามีความผิด

(https://news.vice.com/article/ungas…)

เพราะฉะนั้น เวลาเจอคำว่า decriminalize ยาเสพติดก็อย่าเพิ่งกรี๊ดกร๊าด ตีโพยตีพายว่า “ต๊ายยย แล้วแบบนี้ยาเสพติดคงมีขายตามหน้าโรงเรียนสินะ”
แต่แนวทาง Harm Reduction และการ decriminalize ยาเสพติด ไม่ได้โรแมนติกหรือทำได้ง่ายดายว่า แค่เอายานู้น ยานี้ ออกจากบัญชียาเสพติดแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นทันตาเห็น ผู้เสพยาจะมีความสุข ครอบครัวของผู้ใช้ยาจะแฮปปี้ สารเสพติดต่างๆ จะหายไปจากตลาดมืด

แต่มันต้องการกลไกการทำงานที่เกื้อหนุนกันอย่างเป็นระบบ
มาดูว่า โปรตุเกสทำอย่างไร?

“พวกเขาก็ตั้งคณะกรรมการ นำโดย ดร.ฮัว กูลาว (Dr. Jo?o Goul?o) เพื่อศึกษาหลักฐานใหม่ๆ เหล่านี้ พวกเขากลับมาพร้อมกล่าวว่า

“ให้ยาเสพติดทุกประเภทให้เป็นสิ่งถูกกฎหมาย ตั้งแต่กัญชาไปจนถึงโคเคน แต่”

— และนี่เป็นขั้นต่อไปที่สำคัญ

“เอางบประมาณที่เคยใช้เพื่อปิดกั้นผู้ติดยา เพื่อตัดพวกเขาออกจากสังคม ไปใช้เพื่อเชื่อมพวกเขากลับเข้าสู่สังคม และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เราคิด เกี่ยวกับการรักษาผู้ติดยาในสหรัฐและอังกฤษ พวกเขามีศูนย์บำบัดยาเสพติด พวกเขาทำการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ซึ่งพอมีประโยชน์อยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่พวกเขาทำ กลับเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับที่เราทำ นั่นคือโครงการขนาดใหญ่ เพื่อสร้างงานแก่ผู้ติดยา และสินเชื่อรายย่อยสำหรับผู้ติดยา เพื่อตั้งธุรกิจขนาดย่อม


สมมติว่าคุณเคยเป็นช่างเครื่องยนต์ เมื่อคุณพร้อม พวกเขาจะไปหาอู่รถสักแห่ง และบอกกับเจ้าของอู่ว่า ถ้าคุณจ้างหมอนี่เป็นเวลาหนึ่งปี เราจะช่วยคุณจ่ายเงินเดือนให้เขาครึ่งหนึ่ง เป้าหมายคือความมั่นใจว่าผู้ติดยาทุกคนในโปรตุเกส มีอะไรให้ทำในทุกเช้าที่เขาตื่นนอน และเมื่อผมไปยังโปรตุเกส และพบกับผู้ติดยา สิ่งที่พวกเขาพูดก็คือ ในขณะที่พวกเขากลับมาค้นพบเป้าหมายในชีวิต พวกเขาได้ค้นพบความผูกพันและความสัมพันธ์กับสังคมในวงกว้างขึ้น”

https://www.ted.com/talks/johann_ha…


จากข้อความข้างต้นจะเห็นว่า การใช้แนวทางนี้ไม่ได้แก้ที่กฎหมายเท่านั้น แต่ต้องแก้ไปทั้งกระบวน ตั้งแต่การปรับกระบวนทัศน์ของบุคลากรในสาขาอาชีพที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ตั้งแต่ตำรวจ หมอ จิตแพทย์ ครู องค์ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดต้องถูกปรับใหม่ทั้งหมด ว่า เมื่อเราพูดภึงภาวะ “เสพติด” เรากำลังพูดเรื่อง “สุขภาพ” ไม่ได้พูดเรื่อง “อาชญากรรม”

นอกจากนี้ ระบบสวัสดิการรัฐที่จะเข้ามารองรับผู้ติดยาให้ตั้งต้นชีวิตใหม่ ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่จะรองรับโปรแกรมบำบัดผู้ติดยา
งบประมาณที่ใช้กับกระบวนการบำบัดทั้งทางกาย ทางจิต (ซึ่งถึงที่สุดแล้ว แม้จะต้องใช้เงินกับ “ขี้ยา” มากขนาดไหนก็น้อยกว่าการใช้เงินไปกับการทำสงครามกับยาเสพติดและการกวาดล้างยาเสพติดแบบเดิมๆ ที่ไม่เคยประสบความสำเร็จ)

อุปสรรคนั้นมีแน่นอน เพราะการ “ดีล” กับผู้ใช้ยาเสพติดมีแนวโน้มจะเจอสภาพ “ช่วยแล้วก็ยังพาตัวเองกลับมาจุดเดิม” ตอกย้ำให้เชื่อว่า พวกติดยาเป็นพวกที่เลี้ยงเสียข้าวสุก ช่วยก็เปลืองภาษี ตัวเองยังไม่รักตัวเองแล้วจะให้ใครรัก
เพราะฉะนั้น หัวใจของเรื่องนี้คือ เราต้องทำใจให้ได้ว่า เราอาจเปลี่ยนคนกเฬวรากให้ดีไม่ได้ แต่เราต้องหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้โดยให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดและก่อประโยชน์สูงสุด เช่น อย่างน้อยจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็ลดลง (แม้ในระดับปัจเจกไอ้คนที่ฉีดเฮโรอีนแล้วบำบัดแล้วกลับไปฉีดซ้ำซากก็ยังมีอยู่)

แนวทางของ harm reduction ในแต่ละประเทศอาจมีรายละเอียดปลีกย่อยกันออกไป แต่หลักใหญ่ใจความของมันคือการโฟกัสไปที่เรื่อง “สุขภาพ” เป็นหลัก บนฐานความคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการดูแลสุขภาพโดยปราศจากเงื่อนไข (ดี เลว รวย จน ชั่ว ขี้เกียจ ขยัน ติดยา ไม่ติดยา ฯลฯ)

ทางเลือกของการแก้ปัญหายาเสพติด ถ้าไม่ใช่หนทาง decriminalized ก็ยังมีเรื่อง depenalized คือ มีความผิด แต่ยกเว้นการลงโทษ หรือ การคงทั้งความเป็นอาชญากรรมและการลงโทษ แต่จัดแจงให้รัฐเข้ามาควบคุมการผลิต การจำหน่าย การเข้าถึงยาเสพติด เป็นเรื่องของ regulated access
กรณีของไทยนั้น การเอาแอมเฟตามีนออกจากบัญชียาเสพติดถือว่ามาถูกทางและตรงกับแนวทางของยูเอ็น

แต่สิ่งที่ขาดคือ การทำงานทางความคิดกับสังคม เพราะทุกวัน เรายังอยู่กับคำขวัญเมื่อห้าสิบปีที่แล้วคือ “ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” หรือคำขวัญประเภท “ยาบ้าคนเสพตาย คนขายติดคุก” ถ้ากระบวนทัศน์ของสังคมเป็นแบบนี้ แน่นอนว่าสังคมจะไม่เข้าใจว่ากระทรวงยุติธรรมกำลังทำอะไร

นอกจากนี้ พร้อมกับการแก้ปัญหาในแนวทาง harm reduction เราได้ทำงานด้านความคิดกับบุคลากร เช่น ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้แล้วหรือยัง เรามีแผนในการสร้างศูนย์ฟื้นฟู บำบัด ที่พร้อมจะมองเห็นผู้ใช้ยาในฐานะผู้มีปัญหาทางสุขภาพที่ต้องการ treatment ไม่ใช่คนชั่วที่ต้องการถูกบำบัดให้กลายเป็นคนดี

ถ้ากระทรวงยุติธรรมสามารถแจกแจง ตอบคำถาม ทำความเข้าใจกับสังคมได้ หนทางที่ประเทศไทยจะได้ใช้วิธีการแก้ปัญหายาเสพติดที่เคารพในความเป็นมนุษย์ก็ย่อมเกิดขึ้นได้

หัวใจของการแก้ไขปัญหายาเสพติดในแนวทางนี้นอกจากสวัสดิการรัฐ หลักประกันสุขภาพแล้ว บรรยากาศและสำนึกแบบ “ประชาธิปไตย” คือหัวใจสำคัญที่สุดของการใช้แนวทางว่าด้วยการเคารพในความเป็นคนเพื่อแก้ปัญหาสังคม

วัดพระธรรมกาย แจง! เหตุ DSI ร้องเอาผิด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ

วัดพระธรรมกาย แจง! เหตุ DSI ร้องเอาผิด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ

http://www.springnews.co.th/crime/302762

“ขังได้แต่ตัว” ความติด อุดมการณ์ยิ่งแพร่กระจาย

“ขังได้แต่ตัว” ความติด อุดมการณ์ยิ่งแพร่กระจาย

อ.วรเจตน์ผิดหวังไม่ได้เยี่ยมลูกศิษย์ หลังเรือนจำ บังคับใช้กฎ 10 คน

อ.วรเจตน์ผิดหวังไม่ได้เยี่ยมลูกศิษย์ หลังเรือนจำ บังคับใช้กฎ 10 คน

ชี้ไม่มีความเห็นต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะศาลควรหมดอำนาจตั้งแต่รัฐธรรมนูญถูกล้ม 30 มิ.ย 2559 13.45 น. ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า

วันนี้ได้เดินทางมาเยี่ยมนักศึกษาทั้ง 7 คนที่ถูกจับกุม หลังจากออกไปรณรงค์เรื่องการทำประชามติ และแจกเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่สามารถเข้าเยี่ยมนักศึกษาได้ เนื่องจากเรือนจำบังคับใช้ กฏเข้าเยี่ยม 10 คน ซึ่งไม่รู้และไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า เนื่องจากเมื่อครั้งที่ 14 นักศึกษาถูกจับกุมเมื่อปีที่ผ่านมายังสามารถเข้าเยี่ยมได้

วรเจตน์ กล่าวต่อว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจนักศึกษา โดยเฉพาะรังสิมันต์ โรม ซึ่งถูกจับกุมคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ไม่ได้คิดว่าจะมาพูดเรื่องการประกันตัวหรือไม่ประกันตัว เนื่องจากเคารพในการตัดสินใจของลูกศิษย์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ วรเจตน์ตอบว่า ไม่ได้มีความคิดเห็นอย่างไรต่อคำตัดสิน แต่ก็ไม่ได้เกินความคาดหมาย ทั้งนี้ยังเห็นว่าโดยสภาพของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อาจมีอำนาจในการวินิจฉัยอีกต่อไป ตั้งแต่รัฐธรรมนูญถูกล้มไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การบังคับใช้กฎหมายกับนักศึกษาลักษณะนี้เป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ วรเจตน์ตอบว่า ช่วงเวลานี้เราอยู่ในช่วงเวลาของการทำประชามติ และการทำประชามติมีหลักการคือต้องเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย “ถ้าทำประชามติโดยที่ไม่สามารถรณรงค์ ไม่สาทารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี เราก็ยากที่เรียกการกระทำลักษณะนั้นว่าประชามติ” วรเจตน์ กล่าว

Cr. Prachatai

ร้องยูเอ็น พิจารณาประเด็นซ้อมทรมานในไทย แม่เผยก่อนลูกตายก็ไม่ได้พบ

379

ร้องยูเอ็น พิจารณาประเด็นซ้อมทรมานในไทย แม่เผยก่อนลูกตายก็ไม่ได้พบ


กลุ่มเครือข่ายภายประชาสังคมร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงยูเอ็น กรณีการซ้อมทรมานในไทยเนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล ด้านครอบครัวผู้เสียหายร่วมเล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองได้ประสบ


29 มิ.ย. 2559 เครือข่ายประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (คปส.) ภาคีร่วม และกลุ่มครอบครัวผู้เสียหายจากการทรมานจำนวนหนึ่ง ร่วมอ่านจดหมายเปิดผนึกด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ และเข้าไปยื่นหนังสือต่อ เลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องในวันต่อต้านการทรมานสากล ซึ่งตรงกับ 26 มิ.ย. ของทุกปี


จดหมายดังกล่าวมีเนื้อหากล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 แต่จากรายงานขององค์กรภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชนได้สะท้อนให้เห็นว่าหลายครั้งที่มีการซ้อมทรมานนั้น เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือภายใต้การรับรู้ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเท่ากับว่าประเทศไทยยังไม่สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาเฉกเช่นที่ควรจะเป็น ทางเครือข่ายจึงขอเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติรับพิจารณาปัญหาการทรมานประชาชนในบริบทของประเทศไทย สู่การหามาตรการในการให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการของมนุษยธรรม


บุญเรือง สุธีรพันธุ์ หนึ่งในกลุ่มครอบครัวผู้เสียหายที่เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวว่า ตนหวังว่าการการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐจะหมดไป และอยากให้ผู้ที่กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและได้รับโทษอย่างเหมาะสม


โดยบุญเรืองได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายของตนว่า ลูกชายของตน สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ทำหน้าที่รับราชการอยู่ในมณฑลทหารบก 25 จ.สุรินทร์ หน่วยงานทหารราบ ร.23 เขาถูกจับกุมในวันที่ 1 ก.พ. ด้วยข้อหาให้ที่พักพิงแก่ผู้ต้องหา หลังจากนั้นตนได้พยายามยื่นประกันตัว แต่ถูกศาลทหารปฏิเสธด้วยเหตุผลว่ากลัวผู้ต้องหาหลบหนี


บุญเรืองกล่าวต่อว่า จากนั้น ได้พยายามที่จะเข้าเยี่ยมลูกชายตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากทางผู้คุมกล่าวว่ายังอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ไม่สามารถให้เข้าเยี่ยมได้ ต่อมา ตนได้ขอเข้าเยี่ยมในทุกวันเสาร์ แต่ยังถูกปฏิเสธการให้เยี่ยมด้วยเหตุผลเดิม โดยครั้งสุดท้ายที่ขอเข้าเยี่ยมคือ 20 ก.พ. ซึ่งก็ถูกปฏิเสธเช่นเดิม หลังจากนั้นเพียงหนึ่งวัน เช้าวันที่ 21 ก.พ. ก็ได้รับโทรศัพท์ว่าลูกชายตนเองเสียชีวิต


“เขาไม่เคยบอกอะไรแม่เลย ไม่เคยบอกว่าลูกเจ็บหรือป่วย บอกแค่เยี่ยมไม่ได้เพราะอยู่ในชั้นสืบสวน ขนาดแม่ไปก่อนวันที่เขาโทรมาแค่วันเดียวเขายังไม่เคยบอก” นางบุญเรืองกล่าว


Cr.http://prachatai.com/

น้องเบียร์ นักจัดรายการ โดนอุ้มไปที่ค่ายพ่อขุนผาเมือง มทบ.36 เพชรบูรณ์..!!! เป็นตายเท่ากัน

378

ข่าวทหารอุ้ม น้องเบียร์ หายตัวไปกว่า 7วัน ทิ้งไว้แค่รองเท้า 1 ข้างกับมอไซค์ให้ดูต่างหน้า เป็นความจริง หลังจากตรวจสอบข่าวอยู่หลายวัน

——————————————————————————–

น้องเบียร์ นักจัดรายการ ฝีปากกล้าโดนอุ้มไปที่ค่ายพ่อขุนผาเมือง
มทบ.36 เพชรบูรณ์..!!! เป็นตายเท่ากัน


เมื่อหลายวันก่อน ผมต้องสดุ้งและใจหายกับข่าวการหายตัวของ น้องเบียร์ นักจัดรายการ ฝีปากกล้า ที่ท้าระบอบอำมาคย์ทรราช

แหล่งข่าว แจ้งว่า น้องเบียร์ถูกล่อให้ออกจากพื้นที่ พร้อมกันนั้น ทหารของ ทรราช คสช. กว่าร้อยนาย ได้เข้ามาในพื้นที่เช่นกันเพื่อการจับคุม

จากการพูดคุย พอเรียบรียง ได้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หรือเมื่อ 7 วันที่ผ่านมา น้องเบียร์ ได้เดินทางไปสายของการทางคนหนึ่ง โดยที่เาไม่รู้ตัว และสายทหารคนนี้ ที่เป็นคนชี้เป้า ให้กับทรราช คสช. และมีผลงานสะท้านฟ้ามีแล้วเมื่อคราวที่ ระเบิดลานจอดรถที่ศาลรัชฏา จนเป็นที่มาของการจับแพะมั่วกว่า 40 คน

การอุ้ม น้องเบียร์ ครั้งนี้มีนัยยะ อย่างชัดเจนว่าเพื่อโยงน้อง เบียร์กับพรรคเพื่อไทย และผู้ให้การสนันสนุน ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องมีการจับ เครือข่าย ของพี่น้องฝ่ายประชาธิปไตย อีกมากในไม่ช้านี้

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า

การอุ้มน้องเบียร์ ครั้งนี้ เป้าหมายชี้ชัดไปที่ พรรคเพื่อไทย เพื่อ กำจัด พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยให้ราบคาบ ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ในครั้งหน้า เพราะหาก ประชามติ ไม่ผ่าน ทรราช ประยุทธ์ จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งนั้นคือ แรงกดดันทั้งหมด ไปตกที่ ทรราช ประยุทธ์


ฉนั้นการกำจัดด้วย รัฐธรรมนูญโจรของทรราช คสช. ไม่ได้ผล ก้ต้องเดินแผนสอง คือการใส่ร้ายป้ายสี ยัดข้อหาให้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย

ทรราช คสช. อุ้ม น้องเบียร์ ครั้งนี้จะรอดหรือไม่ นั้นคือสิ่งที่ เป็นคำถาม………..เพราะทหารสั่งปิดข่าว เพราะมีองค?ประกอบหลายอย่างที่จะทำให้ น้องเบียร์ สาปสูญ หรือรีดข่าวจนหมดสิ้นแล้วก็เก็บในทางลับ

สิ่งเดียวที่จะทำให้ น้องเบียร์ นักจัดรายการ รอดพ้นการการสังหารด้วยระบำเท้าของเหล่า ทรราช คสช.ได้ พวกเราก็ต้องทวงถามถึงความถูกต้อง และนำ น้องเบียร์ นักจัดรายการ เข้าสู่ขบวนการ ยุติธรรม ถึงแม้ว่า ระบบ ยุติธรรม ในบ้านเมืองเวลานี้ จะไม่หลงเหลืออยู่แล้วก็ตาม


แต่นั้น …. ความความหวังเดียวของพวกเราที่พอจะช่วย น้องเบียร์ นักจัดรายการ ได้ ไม่ใช่อุ้มหายไปเฉยๆ อย่างนี้


พี่น้องจำ เปิล กริชสุดาได้ไหม เมื่อคราวที่ถูกอุ้มหายไป ก็ลักษณะเดียวกันกับ น้องเบียร์ ในครั้งนี้ หากแต่วันนั้น น้องเบียร์ เป้นผู้ตีข่าวและออกคลิปหลายครั้ง เพื่อเรียกร้องให้ เปิล กริชสุดา รอดพ้นจากมือ ทรราช คสช.ได้

23 มิ.ย.57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในเฟซบุ๊คเพจชื่อ “อิทธิพล สุขแป้น” ซึ่งเป็นของนายอิทธิพล สุขแป้น หรือ ดีเจเบียร์ แกนนำคนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ ได้เผยแพร่คลิปเสียงของนายอิทธิพล ที่กล่าวข่มขู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ หัวหน้า คสช. กรณียังควบคุมตัว น.ส.กริชสุดา คุณะแสน แนวร่วมกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งอยู่ระหว่างควบคุมตัวของ คสช. หลังจากที่ คสช. เรียกให้มารายงานตัวรอบ 2 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา

นายอิทธิพล ระบุว่า หากมีพี่น้องคนเสื้อแดงเสียชีวิต พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ และตนเองจะเปิดศึกกับพล.อ.ประยุทธ์จนกว่าจะไม่มีแผ่นดินอยู่ไปข้างหนึ่ง พร้อมยืนยันว่าการไม่ไปรายงานตัวนั้นเป็นสิทธิที่จะสามารถกระทำได้ และจะไม่มีการเข้ารายงานตัวกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติแน่นอน ..นั้นคือน้องเบียร์


วันนี้ ชะตากรรมของ น้องเบียร์ อยู่ในมือของทรราช คสช. เขาจะรอดหรือเขาจะตายหรือจะเป็นผู้สาบสูญ ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องแล้วครับ


เสรีชน