เศรษฐกิจไทยกำลังเป็นหลุมดำของอาเซียน?

106

เศรษฐกิจไทยกำลังเป็นหลุมดำของอาเซียน?

ท่ามกลางกระแสเงินทุนที่ไหลท่วมท้นตลาดเอเชีย อันเป็นผลมาจากนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารสหรัฐ หรือ เฟด เมื่อสองปีก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การอ่อนตัวของค่าเงินสหรัฐ พร้อมกับเงินทุนจำนวนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่ภาคการเงินของเอเชีย

ในจังหวะที่เงินดอลล่าร์กำลังอ่อนค่า และกระแสทุนไหลเข้านี่เอง ประเทศกำลังพัฒนาหลายๆประเทศก็ได้ใช้โอกาสนี้เร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะรู้ดีว่าไม่สามารถที่จะพึ่งพาการส่งออกให้เป็นหัวจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกต่อไปแล้ว นี่จึงเป็นที่มาของลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือ การก่อสร้างขนาดใหญ่อื่นๆเพื่อสร้างกิจกรรมต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

“อาเซี่ยน” ในฐานะที่เป็นตลาดเกิดใหม่ และในทางภูมิรัฐศาสตร์ถือว่าเป็นจุดศูนย์กลางทางการค้าที่เชื่อมระหว่างประเทศกำลังพัฒนาค่ายใหญ่สองประเทศก็คือ จีน และ อินเดีย นอกจากนี้ในตัวของอาเซียนเอง นอกจากจะเป็นศูนย์กลางแล้ว ก็ยังมีศักยภาพในการแข่งขัน ทั้งเรื่องค่าแรงราคาถูก แรงงานมีฝีมือ รวมถึงอุตสาหกรรมภาคบริการและการท่องเที่ยว ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาเซี่ยนเป็นตลาดที่มีการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก

ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (ภาษาอย่างเป็นทางการคือ “ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ” เรียกย่อๆว่า “จีดีพี”) ไม่ได้เป็นแค่เพียงตัวเลขที่ใช้ชี้วัดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย(purchasing power) ของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเติบโตของภาคการผลิต การขยายตัวของอุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชนมาลงทุนอย่างต่อเนื่องในประเทศนั้นๆ เพราะในระดับสากลแล้ว จีดีพีก็เป็นอีกดัชนีหนึ่งที่บอกถึงความน่าลงทุนในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

หลังช่วงวิกฤติฟองสบู่เป็นต้นมา ประเทศไทยก็นับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง จนกระทั่งเกิดวิกฤติการเมืองต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน การลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐก็ดี การลงทุนภาคเอกชนก็ดี หรือแม้แต่ภาคการท่องเที่ยวก็ดี ก็ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด

การประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ 1-2% ปีนี้ คือภาพะท้อนที่ชัดเจนว่า หัวจักรทางเศรษฐกิจไทยที่มีการกระตุ้นมาตั้งแต่ปี 2544 ได้หยุดลงอย่างสนิทแล้ว การชุมนุมยืดเยื้อกว่า 6 เดือน จนนำมาสู่การประกาศกฏอัยการศึก และการทำรัฐประหาร ทำให้การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก การอัดฉีดเม็ดเงินของภาครัฐผ่านการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี และโครงการลงทุนต่างๆก็ถูกเลื่อนออกไป เช่นเดียวกับภาคบริการและการท่องเที่ยว ซึ่งสร้างรายได้ให้ถึง 1 ใน 4 ของประเทศ ก็หดตัวลงถึงร้อยละ 40 มีข่าวปรับลดคนงาน จนถึงปิดกิจการมากขึ้น

ในขณะที่ประเทศรอบข้างเราอย่างพม่า ประมาณการตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในต้นปีนี้ กลับเติบโตก้าวประโดดถึงร้อยละ 7.5 เช่นเดียวกับเศรษฐกิจลาวที่คาดว่าจะเติบโดได้ถึงร้อยละ 7.6 กัมพูชาเติบโตถึงร้อยละ 7.2 ส่วนเวียดนามชะละตัวหน่อย ก็ยังอยู่ในระดับร้อยละ 5.6 และมาเลเซียในไตรมาสแรกก็สามารถเติบโดได้ถึงร้อยละ 6.2 เช่นกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้แสดงให้เห็นชัดว่าประเทศไทย กำลังสูญเสียโอกาสในการพัฒนา ขีดความสามารถในการแข่งขัน และการเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการลงทุนในสายตาต่างชาติไปเรื่อยๆทุกที และในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนาของอาเซีย ไทยกำลังเป็นหลุมดำใหญ่ที่ฉุดตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด เพราะในขณะที่ประเทศอื่นๆล้วนเติบโตเกินกว่า 5% ไทยกลับอาจมีลุ้นว่าจะเติบโตไม่ถึง 1%

ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือในปีนี้ประเทศไทยเดินช้ากว่าประเทศรอบข้างไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถ้ารัฐบาลใหม่ยังไม่มี “ยุทธศาสตร์” หรือ “นโยบาย”ใหม่ๆในการจุดระเบิดทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าอีกครั้ง ก็รอลุ้นได้เลยว่า ในปีหน้าประเทศไทยเราอาจจะแพ้พี่น้องพม่า ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย จนรั้งท้ายอาเซี่ยนอีกรอบก็เป็นได้


Cr. .ispacethailand.org

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *