Category Archives: สรุปข่าวและสาระ (ภาษาไทย)

TAHR’s 5th Anniversary & Annual Meeting, August 6, 2017 Bellflower, CA

TAHR’s 5th Anniversary & Annual Meeting, August 6, 2017 Bellflower, CA

TAHR’s 5th Anniversary & Annual Meeting, August 6, 2017, Bellflower, CA

The Thai Alliance for Human Rights supports Pravit Rojanaphruk and condems the Thai junta’s oppression of journalists

The Thai Alliance for Human Rights condemns the continued persecution of journalist and 2017 International Press Freedom Award Winner, Pravit Rojanaphruk in the strongest possible terms. It is sickening that one of Thailand’s best journalists has been charged with sedition for criticizing the junta in several Facebook posts. Indeed, there is so much to criticize with regards to the junta’s dictatorial and detrimental acts. Whether or not the junta likes criticism, Khun Pravit must be allowed to do his job. Thailand was one of the signers of the UN Declaration of Human Rights, but these days that document reads like a list of all the things Thailand is doing wrong. Article 19 clearly states:

“Everyone has the right to freedom of opinion and expression; this right includes freedom to hold opinions without interference and to seek, receive and impart information and ideas through any media and regardless of frontiers.”

Instead, this junta government has already forcibly disappeared Pravit Rojanaphruk twice in order to intimidate him into silence (a process, the junta unapologetically calls “attitude adjustment”), and you can read his own account of his second enforced disappearance, and at the same time, sample his excellent writing style, here: “How Thailand’s Military Junta Tried to ‘Adjust My Attitude’ in Detention” by Pravit Rojanaphruk in The Diplomat.

And now, just weeks after winning the International Press Freedom Award, Pravit Rojanaphruk is charged with sedition as if to loudly signal that Thailand repudiates the norms of the civilized world. This follows in a pattern of this junta targeting Thailand’s best and brightest. One can’t help but be reminded of Thailand’s jailing of human rights and prodemocracy activist Pai Dao Din for lese majesty (sharing a mainstream BBC news article on Facebook). Pai’s organization, Dao Din, had previously won an award from Thailand’s National Human Rights Commission, and (subsequent to his arrest) this young man went on to win a prestigious international human rights award, the 2017 Gwangju Human Rights Award. We also remember Sirikan (June) Chaoensiri, a Human Rights Lawyer charged for defending her clients, students in the New Democracy Movement, and Prawet Prapanukul, a human rights lawyer who specializes in the defense of lese majesty victims, charged with 10 counts of lese majesty and facing a possible 150-year sentence.

We call on the Thai junta to drop these charges against Khun Pravit immediately, free all political prisoners, and begin repairing the damage to Thailand’s international reputation.

จดหมายจากภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวให้กับไผ่ ดาวดิน และนักโทษการเมืองทั้งหมด

จดหมายจากภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ถึงประยุทธ์ จันทร์โอชา เรียกร้องให้คืนสิทธิประกันตัวให้กับไผ่ ดาวดิน และนักโทษการเมืองทั้งหมด
ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
Thai Alliance for Human Rights (TAHR)
________________________________________________
๒๓ มกราคม ๒๕๖๐
 
เรื่อง เรียกร้องสิทธิประกันตัวแก่ไผ่ ดาวดิน และนักโทษการเมือง
 
เรียน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐบาลเผด็จการทหาร แห่ง
ประเทศไทย
 
นับตั้งแต่ท่านได้เข้ามาบริหารประเทศได้เกือบ ๓ ปี ท่านได้สัญญากับประชาชนว่า ท่านจะคืนความสุขให้แก่ประชาชนและมุ่งสร้างความปรองดองให้คนทั้งชาติ ตลอดระยะเวลาที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศนั้น ประชาชนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่า สิ่งที่ท่านได้ให้สัญญานั้น มันเป็นแค่ความฝันทั้งสิ้น ท่านมิได้แม้แต่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงออกทางความคิด แม้กระทั่งกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน ท่านได้สร้างเงื่อนไข สร้างกฎระเบียบหลาย ๆ ด้าน เพื่อปิดกั้นประชาชนไม่ให้มีโอกาสแสดงความคิดต่างๆห้ามมิให้ชูสามนิ้ว ห้ามชุมนุมเกิน ๕ คน ห้ามกินแซนด์วิชเป็นกลุ่ม ห้ามถาม ห้ามวิจารณ์ และห้ามต่างๆนานา ซึ่งข้อห้ามเหล่านี้ เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนไทย ซึ่งเป็นความชอบธรรมที่พวกเขาสมควรจะได้รับ แต่ท่านกลับเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ
ในกรณีของไผ่ ดาวดิน เขาก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เป็นนักศึกษาธรรมดาคนหนึ่ง เขามีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นในฐานะประชาชนที่มีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และไผ่ ดาวดินก็มีแค่มึอเปล่า และความที่รักประชาธิปไตย เขาไม่ใช่ผู้ร้ายเดนตายมาแต่ไหน เขาแค่เป็นนักศึกษาที่ใกล้สำเร็จการศึกษา ไผ่ไม่มีความผิดอะไรและไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องถูกจองจำในเรือนจำ ไม่มีค่ากล่าวอ้างใด ๆ ที่จะอธิบายเหตุผลว่าไผ่จะต้องหมดอิสรภาพและสมควรต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ ที่สำคัญที่สุด ไผ่ ดาวดินจำเป็นต้องสอบวิชาสุดท้ายเพื่อจะจบการศึกษาในปีการศึกษานี้ การจองจำไผ่ในเรือนจำโดยไร้เเหตุอันสมควรจนเขาไม่สามารถกลับไปสอบได้นั้น ถือเป็นความโหดร้ายเกินไปสำหรับเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ต้องหมดโอกาสด้วยเหตุเพียงแค่ว่า ไผ่มีแนวความคิดเห็นตรงกันข้ามกับท่านประยุทธ์และคณะ เปรียบเสมือนว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กและจงใจทำลายอนาคตเยาวชนไทยคนหนึ่ง
เจตน์จำนงของท่านที่ได้ยึดอำนาจของปวงชนชาวไทยนั้น ท่านอ้างว่าเพื่อต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ มุ่งสร้างความปรองดอง และคืนความสุขให้ประชาชน แต่ทุกสิ่งที่ท่านได้ทำ มันตรงกันข้ามกับที่ท่านได้สัญญาไว้ทั้งหมด อันที่จริง ไผ่ ดาวดินเป็นเยาวชนตัวอย่างคนหนึ่ง ซึ่งเป็นความหวังและแรงสำคัญที่จะช่วยพัฒนาประเทศชาติในอนาคตข้างหน้าได้ ดังนั้น หากท่านมีเจตนารมณ์ที่จะทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนจริงตามที่ท่านอ้าง เราจึงใคร่ขอความเป็นธรรมจากท่าน จงปล่อยให้ไผ่ ดาวดิน รวมถึงนักโทษการเมืองทั้งหมดได้รับอิสรภาพกลับคืน เพื่อที่เขาจะได้กลับไปสอบวิชาสุดท้ายและกลับคืนสู่ครอบครัวของเขา
 
ขอแสดงความนับถือ
 
ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

พระราชฎีกาถวายต่อกษัตริย์มหาวชิราลงกรณ์

askkingvajiralongkornhelp

วันที่ ๑ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙

ขอเดชะฯ กษัตริย์มหาวชิราลงกรณ์:

พวกเราคือภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร และไม่ฝักใฝ่ขั้วการเมือง ที่ตั้งอยุ่ในสหรัฐอเมริกา และเป็นตัวแทนองค์กรเอกชนที่เป็นสมาชิกของภาคีเพื่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (Coalition for the International Criminal Court)

พวกเราเข้าใจว่า พระองค์ได้ตอบรับเป็นกษัตริย์ เพื่อจะสนองต่อพระราชประสงค์ของพระราชบิดา กษัตริย์ภูมิพลฯ ในอันที่จะทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สุขของชาวไทย  ในฐานะกษัตริย์ ตอนนี้ท่านอยู่ในตำแหน่งที่จะสามารถสานสร้างสิทธิมนุษยชนให้แก่ราษฎรไทยทุกคน   เหมือนกับที่ที่รัชกาลที่สี่ กษัตริย์มงกุฎ ได้ส่งเสริมการศึกษาวิทยาศาสตร์  กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ได้จัดให้มีการเลิกทาส กษัตริย์ประชาธิปกยอมรับรัฐธรรมนูญ และกษัตริย์ภูมิพล พระราชบิดาของพระองค์ ได้ส่งเสริมโครงการพัฒนาเพื่อคนจน  ตอนนี้ พระองค์มีโอกาสอันยิ่งใหญ่ในอันที่จะให้เสรีภาพในการแสดงออกและให้ประชาธิปไตยที่แท้จริงแก่ปวงชนชาวไทย

พวกเราหวังว่า พระองค์จะเคารพและเห็นค่าของหลักการแห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ เช่นเดียวกับพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบัญญัติต่อไปนี้

ข้อ 1 มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและ เสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ ต่างในตน มีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วย จิตวิญญาณแห่งภราดรภาพ

ข้อ 7 ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและ มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมาย เท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ทุกคน มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันจาก การเลือกปฏิบัติใด อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และจากการยุยงให้มีการเลือกปฏิบัติดังกล่าว

ข้อ 19   ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งความเห็น และการแสดงออก ทั้งนี้สิทธินี้รวมถึงอิสรภาพที่ 26 จะถือเอาความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และที่จะแสวงหา รับ และส่งข้อมูลข่าวสารและ ข้อคิดผ่านสื่อใด และโดยไม่คำนึงถึงพรมแดน

และ

ข้อ 20 (1) ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการ ชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ (2) บุคคลใดไม่อาจถูกบังคับให้สังกัด สมาคมหนึ่งได้ ข้อ 21 (1) ทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการ ปกครองประเทศตนโดยตรง หรือผ่านผู้แทนซึ่ง ได้รับเลือกตั้งโดยอิสระ (2) ทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการ สาธารณะในประเทศตนโดยเสมอภาค (3) เจตจำนงของประชาชนจะต้อง เป็นพื้นฐานแห่งอำนาจการปกครอง ทั้งนี้ เจตจำนงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกตั้งตาม กำหนดเวลาและอย่างแท้จริง ซึ่งต้องเป็นการ ออกเสียงอย่างทั่วถึงและเสมอภาค และต้อง เป็นการลงคะแนนลับ หรือวิธีการลงคะแนนโดย อิสระในทำนองเดียวกัน

พวกเราขอให้พระองค์ทรงสานต่อหลักการข้างต้น โดย

1)    ปล่อยตัวนักโทษคดีหมิ่นฯทั้งหมดทันที และชดเชยพวกเขาด้วยกองทุนของราชวังเอง

2)   เรียกร้องให้มีการยกเลิกกฏหมายหมิ่นฯ ซึ่งทำลายเสรีภาพในการแสดงออกของพลเมืองไทยทุกคนและขัดขวางกระบวนการประชาธิปไตย

3)    ประกาศพระราชประสงค์ของพระองค์ที่จะดำรงตำแหน่งในฐานะกษัตริย์เชิงพิธีการและสัญลักษณ์เท่านั้น โดยไม่มีส่วนยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใด ๆ

4)    เรียกร้องให้มีการคืนสู่ประชาธิปไตยที่ปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนทันที

5)    ลงสัตยาบันรับธรรมนูญกรุงโรม เพื่อรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC เพื่อประกันว่า พลเมืองไทยจะไม่ถูกสังหารหมู่โดยทหารไทยของพระราชาที่ไม่ต้องรับผลใด ๆ อีกต่อไป

และเราขอเรียกร้องให้พระองค์จงหยุดข่าวลือที่ว่าอดีตหม่อมศรีรัศม์ได้เสียชีวิตหรือกำลังถูกทารุณอยู่  โดยกรุณาพิสูจน์ให้ชาวโลกได้เห็นว่าเธอและสมาชิกครอบครัวของเธอที่ถูกคุมขังอยู่นั้นยังมีชีวิตอยู่และไม่ได้ถูกบังคับให้หายสาปสูญไป  นอกจากนี้ เราขอร้องให้พระองค์อภัยโทษแก่พวกเขาและให้พวกเขาได้กลับไปใช้ชีวิต แสวงความสุขและได้รับสิทธิมนุษยชนทั้งหมดตามสมควรต่อไป

ตลอดพระชนม์ชีพของพระราชบิดาของพระองค์ ท่านทรงได้รับการเทิดทูนและนับถือว่าเป็นมหาราชและเป็นพระบิดาแห่งชาติ   แต่อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่สิ่งที่เป็นรอยด่างที่ใหญ่ที่สุดในประวัติของพระองค์นั้น จะเป็นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งถูกอ้างใช้ในนามพระองค์ ซึ่งทำให้มีการจับคนเข้าคุกในแต่ละปีที่ผ่านมาถึงปีละระหว่าง 50 ถึงร้อยรายเลยทีเดียว  เพียงเพราะพวกเขาเผยแพร่ข่าวสารหรือแสดงความเห็น  เป็นที่น่าเสียดายที่ชื่อเสียงในระดับนานาชาติของประเทศไทยได้ถูกทำลายลงอย่างร้ายแรงโดย

การรัฐประหารในช่วงหลัง ๆนี้ และโดยกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งพิลึกและคร่ำครึนี้  พระองค์มีพระราชอำนาจในการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดอันนี้ ยกระดับสวัสดิการของชีวิตคนไทยทุกหมู่เหล่า และฟื้นชื่อเสียงของประเทศไทยที่เคยยิ่งใหญ่ในฐานะผู้นำด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้

พวกเราขออวยพรให้การครองราชย์ของพระองค์จงเป็นห้วงเวลาแห่งความสันติ ความยุติธรรม และการเคารพในหลักการสิทธิมนุษยชนของพลเมืองไทยโดยทั่วหน้า

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

NDM ออกแถลงการณ์ยืนหยัดเคียงข้าง ‘ไผ่ ดาวดิน’

Reposted from a post at Prachatai 2016-12-04 00:03

ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ออกแถลงการณ์ “จุดยืนของ NDM ต่อกรณี ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ระบุจะยืนอยู่เคียงข้างไผ่ และจะไม่ทอดทิ้งไปไหน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้คือการหยิบยื่นความอยุติธรรมจากรัฐต่อประชาชนในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมาขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ออกแถลงการณ์ “จุดยืนของ NDM ต่อกรณี ไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกตั้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” โดยระบุว่าในอดีตที่ผ่านมาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายรัฐในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมืองมาโดยตลอด
และในกรณีของไผ่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการที่รัฐนำกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูของตน ดังข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือพันโทพิทักษ์พล ชูศรี มีความพยายามมาโดยตลอดในการขัดขวางนักกิจกรรมและนักสิทธิมนุษยชนในจังหวัดขอนแก่นไม่ให้รณรงค์เคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งรวมถึงไผ่ด้วย ทั้งที่ในสังคมประชาธิปไตย ในนานาอารยประเทศนั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องที่พึงกระทำได้ แต่ในประเทศไทยหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ด้วยเหตุนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีจุดยืนว่า เราจะยืนอยู่เคียงข้างไผ่ และจะไม่ทอดทิ้งไปไหน เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี้คือการหยิบยื่นความอยุติธรรมจากรัฐต่อประชาชนในการกำจัดผู้เห็นต่างทางการเมือง

10 ปีที่ผ่านมา แต่ละวันคืนไม่ได้เปลี่ยนไปเลย…ทำไมเราถึงแตกแยก

10 ปีที่ผ่านมา แต่ละวันคืนไม่ได้เปลี่ยนไปเลย…ทำไมเราถึงแตกแยก
ชุมนุมขับไล่รัฐบาล รัฐประหาร ล้อมปราบ ได้รัฐบาลแต่งตั้ง แล้วชุมนุมใหม่
เราถูกบังคับให้เกลียดคนที่เราไม่เคยรู้จัก เหลือง-แดง
ทำไม…

ทรราชประยุทธ์ ใช้ ม.44 จำนำข้าวเพื่อยึดทรัพย์นายก ” ปู “

109

ทรราชประยุทธ์ ใช้ ม.44 จำนำข้าวเพื่อยึดทรัพย์นายก ” ปู ”

———————————————————————–

กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งตามมาตรา44 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินต่อผู้ต้องรับผิด โดยลงนามและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย.2559

สาระสำคัญตอนหนึ่งของคำสั่งฯ ในข้อ 2 ระบุว่า เมื่อได้มีคำสั่งทางปกครองของหน่วยงานรัฐฯ ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐ ตั้งแต่ปี 2548/49 จนถึงปีการผลิต 2555/57 และโครงการแทรกแซงมันสำปะหลังของรัฐตั้งแต่ปีการผลิต 2551/52 จนถึงปี 255/56 หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2551/52 ให้กรมบังคับคดีมีอำนาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่งหรือคำพิพากษาดังกล่าว….

แต่สาเหตุของการออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพราะเจ้าหน้าที่ไม่กล้าลงนาม เพราะเกรงผลที่ตามมาภายหลังเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตุว่าคำสั่งนี้มีขึ้นหลังจากที่ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงความคืบหน้าการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองให้นักการเมืองและข้าราชการรวมทั้งหมด 6 คน ชดใช้ค่าเสียหายจากกรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) จำนวน 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตัน ว่า เรื่องนี้ถือเป็นกรณีแรกของกระทรวงพาณิชย์ ไม่ใช่การซื้อขายปกติ จึงจำเป็นต้องดูให้รอบคอบ ต้องเป็นไปตามกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์

ค่าเสียหายจากกรณี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิดแก่นักการเมือง 3 ราย ข้าราชการ 3 ราย ได้แก่นายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว นายบุญทรง รมว.พาณิชย์และประธานอนุระบายข้าว พ.ต.ท.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรมว.พาณิชย์ ในฐานะผู้ให้ความเห็นชอบ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต ผอ.สำนักการค้าข้าวต่างประเทศ และรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัตรพงศ์ ช่วยเกลี้ยง หรือ ทีปวัชระ เลขานุการกรมและผอ.กองข้าวฯ ในฐานะผู้เจรจา

หลังปปช.ใช้ข้อมูลการไต่สวนจากสัญญาซื้อขายข้าวทั้ง 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.เป็นการขายข้าวให้บ. GSSG. ปริมาณ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.82 หมื่นล้านบาท 2.ข้าวใหม่ ให้บริษัท GSSG. ปริมาณ 2 ล้านตัน มูลค่า 1.89 หมื่นล้านบาท 3.ข้าวนาปรัง 2555 ให้ บริษัท GSSG.ปริมาณ 2.3 ล้านตัน มูลค่า 2.0 หมื่นล้านบาท และ 4. ข้าวนาปี 2554/55 และนาปรัง 2555

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงสาเหตุที่ต้องใช้“เวลา”ในการตรวจสอบ เพราะมีความกังวลว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้มีอำนาจยึดทรัพย์เพราะเป็นความรับผิดทางละเมิดที่จะต้องมีการเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งในส่วนของข้าราชการ กฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ได้กำหนดให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดี เป็นผู้มีอำนาจในการสั่งอายัดทรัพย์ได้อยู่แล้ว

แต่ในส่วนของนักการเมือง กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจ ทำให้มีปัญหาในการดำเนินการจึงได้หารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันหาทางด้วยการใช้มาตรา 44 กำหนดบุคคลเพื่อใช้อำนาจสั่งยึด อายัด และนำทรัพย์นั้นมาขายทอดตลาด เพื่อแก้ปัญหาติดขัดตรงนี้ก็ได้

“เราเป็นหน่วยราชการผู้เสียหายตามหลักการก็ต้องเป็นผู้ไปยึดทรัพย์เพื่อมาขายทอดตลาดและนำเงินมาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่ความเชี่ยวชาญที่จะไปยึดทรัพย์เขามา เช่น ถ้าไปยึดเรือยอร์ช แล้วเอาไปไว้ไหน เอาไปขายยังไงให้ได้ราคาที่เหมาะสม ตรงนี้มันเป็นปัญหาเราจะทำยังไง” นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

หลังการออกม.44 ดูเหมือนปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข แต่ก็ยังติดประเด็นที่ว่า การใช้อำนาจพิเศษเช่นนี้ จะเป็นผลดีต่อรูปดคีจริงหรือไม่ เพราะ ตามพ.ร.บ.รับผิดทางละเมิด พ.ศ. 2539 ให้อำนาจสำนักนายกรัฐมนตรีให้ออกกฎกระทรวงเพื่อสั่งให้กรมบังคับดคีดำเนินการยึดทรัพย์แทนหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย

แต่ขั้นตอนตามกฎหมายปกตินี้ อาจยุ่งยากในแง่คนตั้งเรื่องต้องเป็นกระทรวงพาณิชย์ และอาจใช้ระยะเวลาตามขั้นตอนประมาณ1-2 เดือน แต่ในชั้นนี้ ไม่มีเงื่อนไขเรื่องเวลาดำเนินการ เพราะ อายุความจะหมดลง หากผู้รับผิดยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งทางปกครองจากกระทรวงพาณิชย์ภายในเดือนก.พ. 2560 แต่หากได้รับหนังสือตามกำหนดเวลาแล้วจะไม่มีเงื่อนไขด้านเวลาที่จำกัดอีก

ดังนั้น ขั้นตอนหลังจากนี้ รมว.พาณิชย์จะต้องลงนามในหนังสือคำสั่งบังคับทางปกครองฯ ผู้รับผิดทั้ง 6 รายนำเงินมาใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งทางปกครองภายใน 45 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือ แต่หากยังไม่มีการชำระชดใช้ กระทรวงพาณิชย์จะมีหนังสือเตือนไปอีกครั้ง และภายใน 7 วันหากยังไม่มาชำระ จะมีการลงนามหนังสืออีกฉบับเพื่อใช้มาตรการบังคับทางปกครอง

ในขั้นตอนนี้กรมบังคับคดีจะเข้าไปทำหน้าที่ในการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้

แต่ผู้ต้องรับผิดทั้ง 6 ราย มีสิทธิ์อุทธรณ์เพื่อฟ้องร้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือบังคับทางปกครองฯ โดยให้ฟ้องร้องต่อศาลประเด็น “ให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครอง” หากศาลปกครองรับฟ้อง หรือ มีคำสั่งทุเลา คดีนี้จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลตามขั้นตอนทางกฎหมายคดีแพ่งทั่วไป ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี

แต่หากศาลไม่ทุเลาคำร้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจะเดินหน้าตามกระบวนการข้างต้นให้นำเงินมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

จนถึงขณะนี้ นางอภิรดี ยังไม่ได้ลงนามในหนังสือบังคับทางทางปกครอง และกำลังมีความพยายามให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์มาลงนามแทน ซึ่งจะทำให้หนังสือคำสั่งดังกล่าวมีการลงนาม 2 รายชื่อ ได้แก่ รมว.พาณิชย์ ซึ่งลงนามแทนนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงนามแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยอ้างเหตุผลเพ่ื่อกระจายอำนาจ

ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการระบบข้าราชการ(กพร.)ได้ให้ความเห็นมายังกระทรวงพาณิชย์แล้วว่า การให้ปลัดลงนามหนังสือดังกล่าวด้วย สามารถทำได้แต่เงื่อนไขการอ้างเหตุกระจายอำนาจยังไม่สมควรพอ ซึ่งอาจเป็นเงื่อนไขให้ผู้รับผิดทั้ง 6 ราย กล่าวอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องได้ในภายหลัง

ดังนั้น ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์หลังจากนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

“ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะไม่มีการไม่เซ็นเพื่อเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหาย เพราะมีหน้าที่ต้องเซ็น ก็จะเซ็น ถ้าทุกอย่างมีความชัดเจนแล้ว และมั่นใจว่าจะดำเนินการได้ก่อนที่จะหมดอายุความในเดือนก.พ.2560”นางอภิรดี กล่าวไว้ก่อนหน้านี้

หากเป็นไปตามที่กล่าวไว้ก็ไม่ต้องห่วงว่าการถามหาความรับผิดชอบจากนักการเมืองและข้าราชการในกรณีนี้จะล่มไม่เป็นท่าเหมือนกรณีอื่นๆที่เคยผ่านมา

นอกจากนี้ ตามคำสั่ง ม.44 ดังกล่าวได้คุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐฯเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยสุจริต และเพื่อระงับยับยั้งความเสียหายของภาครัฐที่จะมีเพิ่มขึ้น ล่าสุด รัฐบาลมีมันเส้นในสต็อก340,000 ตัน เสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเดือนละ 50 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกราว94,000ตัน เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพ

ดังนั้น ต้องติดตามว่าการเอาผิดนักการเมืองต่อกรณีนี้ได้หรือไม่ หรืออาจจะเหมือนคดีอื่นๆ ซึ่งถึงที่สุดแล้วก็ไม่สามารถเอาผิดใครได้


Cr. http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/718001

นี้คือความ อยุติธรรม ของ ทรราช จีนใช้ปืนกดกัวประชาชน

นี้คือความ อยุติธรรม ของ ทรราช จีนใช้ปืนกดกัวประชาชน

Residents of the Chinese village Wukan, once seen as a cradle of grassroots democracy, were in shock after a “wild crackdown” by police in clashes with protesters which they said led to about 70 people being detained. See more:

http://reut.rs/2cJ49Fv

รวยกระจุก จนกระจาย

107

รวยกระจุก จนกระจาย

ทราบกันหรือไม่

ประเทศไทยเรานั้น ประชาชน10%มีที่ดินในประเทศถึง80%
แต่ประชาชนที่เหลืออีก90%ต้องแย่งชิงที่ดินเพียง20%
“รวยกระจุก จนกระกาย” ประเทศไทยคงไม่หนีคำๆนี้
ทุกคนคงหลงคิดว่าประเทศไทยคือเมืองประเทศที่มีความสุข

” เมืองไทยเมืองยิ้ม”

แต่ในรอยยิ้มของทุกคนมันแฝงไปด้วยความทุกข์หลายๆอย่าง

” ยิ้มแฝงนํ้าตา ”

แฝ้งไปด้วยความหวนแหงที่ดินบ้านเกิดที่กำลังถูกนายทุนลุกลํ้า หวงแหนในทรัพยากรของชุมชน

ตนเองที่กำลังถูกเวียนไปทำเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อประโยชน์แก่นายทุน โดยอ้างการทำเพื่อประเทศจะได้พัฒนา แต่จะรู้กันไหมว่า เราไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาความเหลืื่อมลํ้าทางสังคม ทางเศรษฐกิจของประชาชนเลย มีแต่จะเอาทุนใหญ่มาลง หวังเพียงแค่มพภาค แต่ไม่เหลียวแลจุลภาค

” รอยยิ้มแฝงนํ้าตา ”

รอยยิ้มแฝงนํ้าตา ของชาวบ้าน ชาวบ้านที่คงต้องฝืนยิ้มตามวาทะกรรม เมืองไทยเมืองยิ้ม

ทั้งที่ตนจะไม่มีกิน ไม่มีเงินจะใช้ ไม่มีที่จะทำกิน แต่ต้องฝืนยิ้มตามวาทะกรรมนี้ ที่มันฝังลึกลงในระดับวัฒนธรรมของตนเองแล้ว

คำกล่าวว่า ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ พวกท่านคิดยังไง?

“ชาวนา ชาวไร่ที่ไม่มีที่ทำกิน

ชาวนาชาวไร่ ที่เป็นคนชั้นล่าง ไม่มีเงินไม่มีจะกิน

ชาวนาชาวไร่ที่มีไม่มีกำลังจะส่งลูกหลานให้มีการศึกษา

ท่านคิดว่าถ้ากระดูกสันหลังของชาติเป็นเช่นนี้ ประเทศจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วได้จริงๆหรือ? ”

ผมคงเขียนให้ท่านได้แง่คิดมุมมอง คงถือว่าเป็นโชคดีมากสำหรับคนที่ได้อ่าน ช่วยบอกต่อกันด้วย ถ้าอยากให้ไทยเราพัฒนาจริงๆ
MirrorThailand