Monthly Archives: July 2012

ลุ้นศาลไทย คว้าชัยโอลิมปิก! โดยวีรพัฒน์ ปริยวงศ์

นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat

ผมกลับจากการไปพักผ่อนที่เชียงใหม่เมื่อวาน ไม่พลาดโอกาสทานกาแฟกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ วันนี้กลับมาประชุมทำงานที่กรุงเทพ แล้วพรุ่งนี้จะไปหมู่เกาะอ่าวไทย เพื่อบรรยายวิชาการเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

การได้สูดอากาศบนดอยสีเขียว แล้วเตรียมไปรับลมทะเลสีคราม ชมความงานของบ้านเรา ได้คิดได้คุยในสิ่งที่เราสนใจ ฟังดูน่าจะมีความสุข

แต่วันนี้ ผมกลับ ′มึนหัว′ ตึบ ตึบ ตึบ ทั้งที่ไม่ได้เมารถขึ้นเขา หรือเมารือลงทะเล

แต่ผม ′มึน′ กับ ′ความพิสดาร′ ของ ′คำวินิจฉัยส่วนตน′ ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องการทำประชามตินั้น ตุลาการ 8 ท่าน มีความเห็นแตกออกเป็น 4 ฝ่าย ซึ่งเมื่ออ่านรวมกันแล้ว ก็พบว่าขัดแย้งกับ ‘คำวินิจฉัยกลาง’ ที่เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ (ผมอธิบาย ‘ความมึนเบื้องต้น’ ไปแล้วที่ http://bit.ly/8Jesters )

ยิ่งมานั่งอ่านทีละบรรทัด ยิ่งมึน ยกตัวอย่าง ท่านประธานศาล เขียนย่อหน้าหนึ่ง บอกว่า การที่สภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็น ‘การใช้สิทธิเสรีภาพ’ แต่พอมาอีกย่อหน้าในหน้าเดียวกัน กลับบอกว่าเป็น ‘การใช้อำนาจ’ ของรัฐสภา

มึนแล้วไม่พอ ผมรู้สึก ′คลื่นไส้′ เมื่อเห็น ‘สำนักงานศาล’ มาวิ่งไล่แจ้งความเอาผิดประชาชน แถมเขียนขู่อีกว่าจะไปแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มอีก (ดูใบข่าวของศาลได้ที่ http://bit.ly/CCsuites )

กรณี เจ๋ง แจกเบอร์

กรณี คุณเจ๋ง ดอกจิก ที่ไปแจกชื่อแจกเบอร์โทรศัพท์ของครอบครัวตุลาการ ผมว่าคุณเจ๋ง ทำแย่มากนะครับ

หาก ‘ครอบครัว’ ตุลาการถูกคุกคามให้เดือดร้อนเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ผมสนับสนุนให้ครอบครัวตุลาการใช้สิทธิดำเนินคดีและเรียกค่าเสียหายจากคุณเจ๋งได้เต็มที่

แต่หากมองจากมุมของ ‘ศาล’ ซึ่งมีทั้งอำนาจ ทั้งสื่อ และกองรักษาความปลอดภัยที่ประชาชนจัดให้แล้ว ข้อที่ไม่ควรลืมคือ คุณเจ๋งได้ขอโทษศาลไปแล้ว และสังคมรวมทั้งสื่อ ก็ร่วมกันลงโทษคุณเจ๋งไปแล้ว แม้แต่แกนนำเสื้อแดงก็ลงโทษคุณเจ๋งด้วย ไม่ว่าจะโดยคำต่อว่า คำด่า หรือคำขู่ ผู้เขียนเองเดาว่า เหตุที่คุณเจ๋งได้ขอโทษ ส่วนหนึ่ง ก็เพราะถูก ‘ผู้ใหญ่ต้นสังกัด’ ตำหนิต่อว่าเช่นกัน

แต่ก็ไม่เห็นคุณเจ๋งเขาจะไปไล่แจ้งความเอาผิดใครที่มาต่อว่าด่าทอ ทั้งที่ คุณเจ๋งเป็นประชาชนคนธรรมดาไม่มีอำนาจอะไร

ยิ่งไปกว่านั้น ตัวตุลาการท่านเอง ก็ยังมิได้ติดใจไปแจ้งความ แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?

ประชาชนชุมนุมขุ่มขู่ศาล ?

ส่วนประชาชนที่ไปประท้วง ปราศรัย ชุมนุมข่มขู่ศาล ส่วนตัวผมเองก็ไม่ได้สนับสนุนเห็นชอบอะไร

แต่ผมเชื่อว่า สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมแสดงความเห็น เพื่อต่อต้านหรือประท้วงการใช้อำนาจของรัฐ แม้มันจะดุเดือด เผ็ดร้อน หยาบคาย หรือไม่เรียบร้อยเพียงใด แต่ก็เป็นความจำเป็นต่อประชาธิปไตย เพราะประชาชนคนธรรมดา อาจไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะไปขอพื้นที่จากสื่อ หรือเรียกให้นักการเมืองมาเป็นตัวแทนของเขาในทุกเรื่อง

การแสดงออกเหล่านี้เอง คือ ′ท่อหายใจ′ ที่พื้นฐานที่สุด ของประชาชน ที่จะขอความสนใจจากผู้มีอำนาจ รวมทั้งสื่อ และเพื่อนประชาชนด้วยกัน เพื่อให้ตนเองได้มีส่วนร่วมทางการเมือง

ยิ่งไปกว่านั้น หลักฐานปรากฏชัดว่า เรามีตุลาการที่เข้มแข็งอาจหาญ ตัดสินคดีไปตามที่ท่านเห็น แม้สังคม รัฐสภา หรือนักวิชาการ หรือแม้แต่สื่อต่างประเทศ จะท้วงท่านอย่างไร ท่านก็ไม่เอนเอียงตามแรงกดดัน แล้วเหตุใดสำนักงานศาลจะต้องไปวิ่งไล่แจ้งความแทน ?

ประชาชนแจ้งความเท็จ ?

สิ่งที่ผมมองว่าเลวร้ายที่สุด คือ การที่สำนักงานศาลไปแจ้งความกลับ เพื่อเอาผิดประชาชนที่ไปแจ้งความเอาผิดศาลว่าศาลใช้อำนาจโดยมิชอบ

ก็ถ้าประชาชนแจ้งความท่าน สุดท้ายคนที่จะเอาผิดท่านได้ ก็คือ ลูกหลานตุลาการของท่านเอง มิใช่หรือ ?

สำนักงานศาล รวมถึงตำรวจที่รับแจ้งความ โปรดไปศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาให้ดี หากประชาชนแจ้งความตามที่เชื่อโดยสุจริตก็ดี หรือแจ้งตามสภาพที่พบเห็นโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าเป็นความจริงก็ดี ศาลฎีกาได้ตีความเป็นบรรทัดฐานเสมอมาว่าไม่เป็นความผิด เช่น ฎีกาที่ 1050/2514, 3025/2526, 4669/2530 หรือ 1173/2539

ท่านกลัวว่าท่านจะทำผิดจริง ?

ก็ท่านเป็นถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านตีความกฎหมายผูกพันทุกองค์กร รวมถึงตำรวจ ป.ป.ช. หรือแม้แต่ ศาลฎีกา ถ้าท่านสุจริตใจ ทำตามอำนาจกฎหมายที่ท่านมี ท่านจะไปกลัวอะไรครับ ?

ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา แม้เป็นเจ้าของอำนาจ แต่ก็มอบให้คนอื่นไปจนตนเองเหลือน้อยนิด ได้แต่มองดูนักการเมืองที่นอบน้อมต่อคำวินิจฉัยของศาล ขนาดสภายังชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่ศาลสั่ง แล้วหากประชาชนไม่พึ่งความเห็นและเสียงของตนเอง แล้วจะให้ไปพึ่งใคร ?

ท่านกลัวสังคมเข้าใจท่านผิด ?

ไม่ต้องกลัวครับ เพราะท่านมี ′สื่อ′ ที่คอยบริการ 24 ชั่วโมง รายงานทุกความเคลื่อนไหวของท่าน ตอนท่านอ่านคำวินิจฉัย ก็ถ่ายทอดสดรายงานทั่วประเทศ ทุกช่องอยากขอสัมภาษณ์ตุลาการ ท่านไม่มาก็มีนักวิชาการคอยมาฟังและอธิบายแทนท่าน แม้แต่ท่านประธานศาลพูดอะไรสั้นๆ 1 ประโยค ก็กลายเป็นคำพาดหัวหนังสือพิมพ์ได้ทุกฉบับ สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในราชกิจจานุเบกษา ก็ถูกส่งไปพิมพ์ขึ้นมาโดยเงินภาษีประชาชน

ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชน ที่ไม่มีอำนาจจะไปตีฆ้องร้องป่าวให้สื่อและสังคมหันมาสนใจมุมมองที่เขามองความไม่ยุติธรรมในสังคม

ท่านกลัวการถูกข่มขู่ ?

ไม่ต้องกลัวครับ ประชาชนได้พร้อมใจจ่ายภาษีเพื่อให้ท่านมีความปลอดภัย มีเฮลิคอปเตอร์ และกองกำลังที่คุ้มครองท่าน และประชาชนอย่างผมและอีกหลายคน รวมถึงสื่อที่คอยติดตามเฝ้าระวังแทนท่าน ก็พร้อมจะออกมาต่อต้านผู้ใดก็ตามที่จะไปทำร้ายท่าน โดยที่ท่านเองไม่ต้องลำบากไปทำอะไร

ต่างกันราวฟ้ากับดิน เมื่อเทียบกับประชาชนคนธรรมดา ที่พอวิจารณ์ศาลหรือผู้มีอำนาจมาก ก็ถูกดักรุมทำร้ายได้ตลอดเวลา แม้แต่อาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังมีลูกศิษย์มากมาย ยังถูกดักทำร้ายได้ง่ายๆ หน้าตึกที่ตัวเองทำงาน

ท่านกลัวการเป็นคู่ความ ?

หากมีอะไรที่จะพอเป็นเหตุเป็นผลให้ตุลาการกลัว ก็คือกลัวการเป็นคู่ความฟ้องคดีเอง เพราะกลายเป็นว่า หากวันใดมีคดีมาสู่ศาล ก็อาจถูกหาว่าตนมีส่วนได้เสีย จนทำให้ต้องถอนตัว และพลาดโอกาสใช้อำนาจเอาคืนประชาชนอย่างน่าเสียดาย

ตุลาการไทย ทำลายสถิติโอลิมปิก ?

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผมจึงเห็นว่า มันไร้สาระมาก หากเราจะมานั่งเถียงกันว่า สำนักงานศาลก็มีสิทธิฟ้องคดีเพื่อปกป้องตุลาการมิใช่หรือ

เราลองดู ‘ฝ่ายบริหาร’ หรือ ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ ที่ถูกประชาชนข่มขู่ เหยียดหยาม จ้องเอาผิด กันอยู่ทุกวัน ผมก็ไม่เห็นสำนักนายกฯ หรือ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จะมาไล่ฟ้องประชาชน เพราะเขายอมรับว่า ประชาชนต้องตรวจสอบบุคคลสาธารณะผู้ใช้อำนาจได้

หากกรณีใดที่ประชาชนทำแรงเกินไป หรือส่วนตัวเกินไป ก็ต้องเป็นตัว นายกฯ หรือ ประธานสภาฯ เอง ที่จะไปฟ้องคดีเอาผิด ไม่ใช่ให้สำนักงานราชการมาใช้เงินภาษีของประชาชนมาเอาผิดประชาชน

สิ่งที่ร้ายที่สุดจะเกิดเมื่อ ‘ประชาชนด้วยกันเอง’ ไปหลงผิดยอมรับว่า การที่ผู้ใช้อำนาจมาฟ้องประชาชนนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทำได้ง่ายๆ เพราะหากหลงคิดเช่นนั้น ก็เท่ากับประชาชนยอมรับให้ผู้ใช้อำนาจสามารถคุกคามข่มขู่ให้ประชาชนกลัว จนไม่อยากตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ผู้ใช้อำนาจในที่สุด ซึ่งในประเทศที่เจริญแล้ว เขาไม่ทำกัน หมายถึง ประชาชนเองที่เจริญแล้ว ก็ต้องไม่ไปหลงผิดคิดกลัวตามไปด้วย

ดังนั้น ในปีนี้ หากจะมีการประชุมตุลาการนานาชาติที่มีตุลาการจากแต่ละประเทศมาประชุมร่วมกัน (ซึ่งประชาชนจ่ายภาษีให้ตุลาการไทยได้บินไปประชุมอยู่ทุกปี) ท่านเลขาธิการสำนักงานศาล น่าจะลองขอเบิกงบไปประชุมด้วย เพื่อไปถามตุลาการจากทั่วโลกว่า สำนักงานศาลบ้านเขา หรือแม้แต่ตัวตุลาการเขาเอง มาวิ่งไล่ฟ้องประชาชนของเขาในเรื่องไร้สาระแบบนี้ กันปีละกี่คดี ?

เพราะไม่แน่ว่า อาจมีการทำลายสถิติโลก ในประเภทกีฬา ‘ชกประชาชน’ !

แม้ว่าคุณภาพผู้ชก อาจเป็นเพียง ′มือสมัครเล่น′ ก็ตาม.

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME16Y3hPVFE1TVE9PQ==&sectionid=

โภคิน แถลงมติพรรคร่วมรัฐบาล ชะลอแก้ไขรธน. วาระ 3 ออกไป รณรงค์ทำความเข้าใจ

นายโภคิน พลกุล มือกฎหมาย พรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า มติที่ของพรรคร่วมรัฐบาลคือการชะลอ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ออกไปก่อน พร้อมจัดตั้งคณะทำงาน 11 คนจากพรรคร่วมรัฐบาล ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมทำความเข้าใจกับทุกฝ่าย และร่วมรณรงค์ อย่างไรก็ตามจะไม่มีการถอนร่างรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยแถลงภายหลังการประชุมส.ส.ของพรรคว่า ที่ประชุมได้กำชับให้ส.ส. ไปเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษในวันที่ 1สิงหาคมนี้พร้อมเพรียงกัน นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่ามี 4 แนวทางคือ 1.ให้คงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในวาระที่ 3ไว้ในรัฐสภาก่อนยังไม่ถอนร่างออกมา2.ยังไม่ทำประชามติ 3.ให้รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหาอะไร โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดูแลไปชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อเตรียมว่าหากจะต้องทำประชาพิจารณ์ประชาขนจะได้เข้าใจ

4.ให้ตั้งคณะกรรมการพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะทำอย่างไรจะแก้เป็นรายมาตราหรือไม่ แล้วจะแก้ในมาตราที่สำคัญก่อนหรือจะแก้ไขในมาตราไหนก่อน เพราะเพื่อไทยได้หาเสียงกับประชาชนว่านโยบายของพรรคคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจะใช้เวลา 2-3 เดือนในการทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อไม่ให้ถูกร้องเรียนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะขัดต่อมาตรา 68 เพื่อไม่ให้ไปสู่กับดัก

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343732969&grpid=&catid=01&subcatid=0100

หมวกเหลืองผู้หนีทหาร BALLAD OF THE YELLOW BERETS

คอลัมน์ For a Song ท่องโลกผ่านเพลง โดย ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช มติชน 29 กรกฎาคม 2555

เคยเล่าถึงเพลงฮิตอันดับหนึ่งในยุค 60s ชื่อ Ballad of the Green Berets อันมีที่มาจากหน่วยรบพิเศษของสหรัฐ ซึ่ง (เคย) ได้ชื่อว่าเป็นทหารหาญที่มีความสามารถเหลือล้น

เนื้อร้องของเพลงยกย่องเหล่านักรบหมวก (เบเรต์) เขียวว่าเป็น

Fighting soldiers from the sky / Fearless men who jump and die / Men who mean just what they say / The brave men of the Green Berets.

ทหารนักสู้จากฟากฟ้า / บุรุษหาญผู้กล้าโดดลงหาความตาย / ชาติชายผู้ไม่มีวันเสียสัตย์ (พูดคำไหนก็คำนั้น) / เหล่าบุรุษสุดกล้าจากหน่วยกรีนเบเรต์

เพลง Ballad of the Green Berets นี้ ทำเอาเด็กหนุ่มอเมริกันมากมายสมัครเข้าไปเป็นทหารโดยไม่ต้องรอให้รัฐมาเกณฑ์

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีหนุ่มๆ อีกจำนวนไม่น้อย ไม่ต้องการเป็นทหาร บางส่วนไม่ชอบความลำบากของชีวิตทหาร บางส่วนรู้ตัวว่าเป็นเกย์จึงไม่อยากเข้าไปโดนรังแกหรือถูกพวกที่เรียกตัวเองว่า “ชายชาตรี” สับโขก

นอกจากนี้ ยังมีชายหนุ่มอเมริกันอีกนับแสน ที่ไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐเข้าไปทำสงครามเวียดนาม ไม่อยากมีส่วนร่วมรบ ส่วนใหญ่พากันเข้าไปอยู่ในแคนาดา–ประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่ใฝ่สงคราม

คนหนีทหารเหล่านี้จึงโดนตราหน้าว่าเป็น

“draft dodger”

draft มีหลายความหมาย แต่ความหมายหนึ่งของคำนี้คือ การเกณฑ์ทหาร ลูกชายใคร got drafted ก็แปลว่าถูกเกณฑ์ทหารไปแล้ว

dodge (ดอดจ์) แปลว่าเลี่ยง หลีก หลบ

dodger (ดอดเจอร์) แปลว่าผู้หลบเลี่ยงอะไรบางอย่างด้วยเล่ห์เหลี่ยมหรือกลโกง

draft dodger จึงแปลว่าคนที่หลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร หรือคนหนีทหารนั่นเอง (เหมือนที่คนเลี่ยงภาษีถูกเรียกว่า tax dodger)

ประชาชนอเมริกันทั่วๆ ไปนั้น มีทั้งที่เห็นด้วยกับการต่อต้านสงครามเวียดนาม ว่าเป็นการเอางบประมาณและชีวิตลูกหลานไปทิ้งเสียเปล่าๆ ในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับอเมริกันโดยตรง แต่กลุ่มที่เห็นว่าเป็นการ “ทำเพื่อชาติ” และคนหนีทหารคือไอ้หน้าตัวเมีย หรือคนขี้ขลาด ก็มีไม่น้อย

ฝรั่งเรียกคนเอเชีย (อย่างดูถูก) ว่าไอ้เหลืองหรือ yellow ตามที่ตามองว่าพวกเรามีสีผิวเหลืองอมน้ำตาล แต่อเมริกันใช้ yellow เป็นคำสแลง แปลว่าขี้ขลาดตาขาวด้วย

ในเมื่อ green berets หรือหมวกเบเรต์สีเขียวเครื่องหมายของชายชาติทหาร ก็มีคนหยิบเอาทำนองของ Ballad of the Green Berets มาใส่เนื้อล้อเลียน และตั้งชื่อว่า

Ballad of the Yellow Berets

เพราะในเมื่อสีเหลืองหมายถึงความขี้ขลาด พวกขี้ขลาดทั้งหลายที่หนีทหาร หรือไม่อยากเป็นทหาร ก็ควรจะเป็นพวกหมวก (เบเรต์) เหลือง

เนื้อเพลงของเบเรต์เหลือง ย่อมตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ของพวกเบเรต์เขียวโดยสิ้นเชิง

ไม่ว่าคุณจะเข้าข้างฝ่ายไหน ได้ยินแล้วก็คงอดขำไม่ได้

Fearless cowards of the U.S.A. / Bravely here at home they stay / They watch their friends get shipped away / The draft dodgers of the Yellow Berets

เหล่าขี้ขลาดผู้หาญกล้า (?) แห่งยูเอสเอ / อยู่บ้านอย่างองอาจ / เฝ้าดูพวกเพื่อนๆ ถูกส่งไป (รบ) / เขาคือผู้หลบการเกณฑ์ทหาร…เหล่าเบเรต์เหลือง

เนื้อร้องยังบอกต่อไปว่าพวกเบเรต์เหลืองนี้ แม้แต่กระดูกสันหลังยังเหลืองเลย (แปลว่าขี้ขลาดจนเข้ากระดูก) พวกนี้ไม่ยอมสู้ให้ยูเอสเอ แต่จะสู้อย่างหนักให้เหล่าเบเรต์เหลืองเอง คือจะสู้ที่จะไม่ให้ตัวเองต้องเป็นทหาร

ท่อนต่อไปของเพลงยิ่งชวนหัวเราะ

Men who faint at the sight of blood / Their high heeled boots weren′t meant for mud / The draft board will hear their sob stories today / Only the best the yellow beret

ชายพวกนี้พอเห็นเลือดก็ลมจับ / บูตส้นสูงของพวกเขา ไม่ใช่สำหรับบุกโคลน (นะยะ) / พวกคณะกรรมการเกณฑ์ทหาร (draft board) จะได้ยินเรื่องโศกของพวกเขาวันนี้ / คนยอดๆ เท่านั้น…พวกเบเรต์เหลือง

“เรื่องโศก” ของพวกเบเรต์เหลือง คือคำแก้ตัวต่างๆ ว่าทำไมจึงไม่น่าจะถูกเกณฑ์ทหาร เช่น ร่างกายผิดปกติ หรือมีโรคประจำตัว หรือจำเป็นต้องอยู่ดูพ่อแม่ที่พิกลพิการ อะไรทำนองนี้ ซึ่งคณะกรรมการเกณฑ์ทหารมักได้ยินจนเคยชิน และไม่ค่อยรู้สึกเห็นอกเห็นใจแต่ประการใด

สมัยนั้นจึงมีการต่อต้านการเกณฑ์ทหารอย่างเปิดเผย คนอเมริกันในรัฐต่างๆ เดินขบวนกันเป็นประจำ เพื่อเรียกร้องให้ยุติสงครามเวียดนาม เพลงล้อเลียนอย่าง Ballad of the Yellow Berets หรือ Draft Dodger Rag

ในช่วงสงครามเวียดนาม พวกหนีทหารส่วนใหญ่เป็นคนมีการศึกษา ที่คิดเป็น และเข้าใจดีว่าที่สหรัฐทุ่มไปในสงครามเวียดนามล้วนสูญเปล่า สหรัฐไม่ได้ดิบได้ดีจากงานนี้ มีแต่เสีย

แล้วพวกเขาจะไปร่วมเสีย (ชีวิต) กับผลงานของรัฐบาลโง่เง่าทำไมเล่า?

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นเลิศอย่าง Yale เป็นพวกที่หนีทหารมากกว่านักศึกษาอื่นๆ ในสหรัฐ

ประธานาธิบดีบิล คลินตัน-ศิษย์เก่าเยล ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้หลบเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร”

ศิษย์เก่าเยลอีกคนหนึ่ง ประธานาธิบดีจอร์จ บุช ผู้ลูก ก็ได้ชื่อว่าเป็นคุณหนูผู้หลบเลี่ยงการเป็นทหาร โดยอาสาเป็น Texas Air National Guard นั่งๆ นอนๆ ตั้งการ์ดอยู่ที่เท็กซัสบ้านเกิด ซึ่งนัยว่าแทนกันได้ตามความเห็นของคุณพ่อ

เขียนให้อ่านกันเล่น ฝากเพลงมาให้ฟังกันเล่น เพื่อที่จะได้ไม่ไปเสียหัวกับเรื่องว่าคุณหนูคนไหนในบ้านเราหลบเลี่ยงการเป็นทหารบ้าง

ไม่ใช่เรื่องใหญ่สักหน่อย

ที่ไหนๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้นแหละน่า

ฟังเพลง Ballad of the Green Berets ได้ที่

ส่วนเนื้อเพลงหาได้ที่

http://greenberetcd.com/ballad.html

ฟัง Ballad of the Yellow Berets ได้ที่

ฟัง Phil Ochs ร้อง Draft Dodger Rag ได้ที่

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343565421&grpid=&catid=02&subcatid=0200

“ณัฐวุฒิ” ชี้ “อภิสิทธิ์” ใส่เสื้อสีแดงไม่กระทบอุดมการณ์คนเสื้อแดง-แนะใส่ชุด “พลทหาร” เหมาะกว่า

วันที่ 30 ก.ค. ที่ม.ราชภัฎสุรินทร์ ผู้สื่อข่าว “ข่าวสด” รายงานว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และแกนนำนปช. ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม.สัญจรที่ จ.สุรินทร์ ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสวมเสื้อแดงสกรีนข้อความ “หยุดปรองดอง” ขึ้นเวทีปราศรัย เดินหน้าผ่าความจริง ของพรรคประชาธิปัตย์วานนี้ ว่า การแสดงความเห็นเป็นเสรีภาพแต่การแสดงออกบางอย่างของนายอภิสิทธิ์ แต่จู่ๆวันหนึ่งมาแต่งตัวล้อเลียนจ.ต.ส.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย และใส่เสื้อแดงเรียกร้องให้เสื้อแดงสนับสนุน ถือว่าผิดปกติและอาการและอยู่ในขั้นที่ประชาชนต้องพิจารณาแล้ว เพราะหลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์เปิดเวทีปราศรัยทั่วประเทศอาการก็เริ่มหนักขึ้นทุกวัน ตนอยากให้ความรู้นายอภิสิทธิ์ว่าปัญหาทางการเมืองขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่สีเสื้อ ไม่ใช่ว่าใส่เสื้อสีเดียวกันแล้วจะนับเป็นพวก จนลืมหลักการประชาธิปไตยที่ผลักดันให้ประชาชนออกมาต่อสู้โดยไม่กลัวเสียอิสระภาพ แต่สีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ของการรวมกลุ่มเท่านั้น ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไม่เคยเข้าใจเรื่องนี้ เพราะหากเข้าใจจะไม่เกิดประชาชนถูกสไนเปอร์ยิงตายเกือบร้อยชีวิต และมีนายกฯที่ไม่เคยรับผิดชอบอะไร

“ผมอยากให้นายอภิสิทธิ์ใส่ชุดพลทหาร เพื่อสื่อสารไปถึงคนทั้งประเทศว่าลูกชาวนา คนยากจนต้องเกณฑ์ทหาร” นายณัฐวุฒิ กล่าว และว่า การใส่เสื้อแดงไม่ได้ให้ความหมายเหมือนที่นายอภิสิทธิ์ต้องการ การแต่งการของนายอภิสิทธิ์ ไม่มีผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวหรือการต่อสู้ของคนเสื้อแดงให้อ่อนแอหรือแตกแยก ตรงข้ามจะเข้มแข็งและรวมพลังกันมากขึ้น เพราะรู้ว่าท่าทีของนายอภิสิทธิ์ไม่จริงใจแต่มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝง ซึ่งจะยิ่งทำให้คนเสื้อแดงตื่นตัวและรวมพลังกัน เหมือนอยู่ในบ้านและเห็นแมลงสาปจะเข้าบ้าน เป็นธรรมดาที่เจ้าของบ้านต้องต่อต้าน

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME16WXhPVEE1Tnc9PQ==&subcatid=

AEC โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

กระแสทัศน์ มติชน 30 กรกฎาคม 2555

ผมจะจั่วหัวเรื่องเป็นภาษาไทยก็ได้ แต่จะทำให้ผมดูไม่พร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า

ในทรรศนะของผู้รู้ประเภทต่างๆ ในเมืองไทย ภาษาอังกฤษดูจะเป็นมิติหลักเพียงมิติเดียวของการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เพราะตรงกันข้ามกับความคิดเริ่มต้นในการประชุมอาเซียน ที่จะสร้างพื้นที่แห่งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อปกป้องตนเองและแข่งขันกับภูมิภาคอื่น

ท่ามกลางความเติบใหญ่อย่างรวดเร็วของจีนและอินเดีย ท่านผู้รู้ในเมืองไทยมองประชาคมเศรษฐกิจเป็นเวทีการแข่งขันกันเองในระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน มากกว่าเวทีแห่งความร่วมมือ

หลายท่านพูดถึงความถนัดภาษาอังกฤษของพม่า, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ว่าเป็นข้อได้เปรียบเหนือไทย ข้อนี้จริงอย่างแน่นอน แต่ได้เปรียบทางไหน? คำตอบคือได้เปรียบในการได้งานทำ เมื่อตลาดงานกว้างขึ้นในประชาคม นายจ้างย่อมอยากจ้างคนที่สื่อสารกันได้มากกว่าเป็นธรรมดา

แต่ที่จริงแล้ว การรู้ภาษาที่สองอย่างดี ทำให้ประเทศเหล่านั้นได้เปรียบในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและความคิดที่แตกต่างออกไปกว้างขวางขึ้น (ส่วนจะก้าวหน้าหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) แต่ความรู้ทางภาษาอย่างเดียวไม่พอ เพราะระบบการศึกษาของประเทศต้องกระตุ้นให้ผู้คนไขว่คว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วย หากระบบการศึกษาไม่เอื้ออำนวย ความรู้ภาษาที่สองก็ทำให้ประชาชนมีความถนัดจะเป็นคนรับใช้ในครอบครัวคนต่างประเทศเท่านั้น

อันที่จริง แม้ในภาษาไทยเอง ก็มีข้อมูลความรู้ใหม่ๆ ให้ค้นหามากมาย แต่คนไทยก็ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาที่ตัวถนัดเพื่อการนี้เท่าไรนัก

ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ควรนำเราไปสู่ปัญหาที่ลึกกว่าภาษาอังกฤษเพื่อหางานทำ เช่นนำเราไปสู่การเปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกัน และหากดูลำดับมหาวิทยาลัยอาเซียน จะพบว่ามหาวิทยาลัยไทยอยู่ในตำแหน่งค่อนข้างบ๊วย เมื่อเทียบกับสิงคโปร์, มาเลเซีย, และฟิลิปปินส์ ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่มีอะไรที่เป็นแก่นสารกว่าซึ่งผู้รู้ไทยไม่ใส่ใจเท่ากับงานคนรับใช้

ที่วิศวะ, นักบัญชี, พยาบาล ฯลฯ ไทยไม่ถูกเลือกใช้ในตลาดอาเซียน อาจไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษไม่ดี แต่ความรู้ในสาขาอาชีพของตัวก็ไม่ดีโดยเปรียบเทียบกับคนอื่นก็อาจเป็นไปได้

แต่ความได้เปรียบของคนอื่นอาจเป็นคุณแก่เราก็ได้ เช่นเพราะเป็นประชาคมเดียวกัน โอกาสที่เราจะเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพเหล่านั้น เพื่อพัฒนาตัวเราเองก็เป็นไปได้ง่ายขึ้น หากมองประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในเชิงร่วมมือ แทนที่มองแต่มิติด้านการแข่งขันเพียงอย่างเดียว

ยิ่งกว่านั้น ควรคิดในทางกลับกันบ้างว่า ในฐานะร่วมประชาคมเศรษฐกิจเดียวกัน เรามีอะไรจะให้คนอื่นบ้าง ไม่ใช่คิดแต่จะเอาเพียงอย่างเดียว ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่เข้มแข็ง ทำงานได้ดี จะเป็นประโยชน์ต่อเราและประเทศอาเซียนอื่นๆ ในระยะยาวเสียยิ่งกว่างานคนรับใช้ที่จะได้มาในช่วงนี้

การผนึกกำลังทางเศรษฐกิจของกลุ่มอาเซียน มีความหมายถึงความเข้มแข็งของทุกประเทศ และประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จะได้รับร่วมกัน หากนำไปสู่ฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของประชาชนใน 10 ประเทศ ย่อมหมายความว่า เราจะเป็นตลาดที่ใหญ่ครึ่งหนึ่งของจีนและอินเดีย และน่าจะมีกำลังซื้อสูงกว่าทั้งสองแห่งนั้นด้วย จึงเป็นตลาดสำคัญของโลก ที่คุ้มแก่การลงทุนในด้านต่างๆ ไม่แพ้จีนและอินเดียเช่นกัน

การผนึกกำลังได้แท้จริงจึงน่าเป็นเป้าหมายที่เหนือกว่าการขยายตัวของตลาดงานจ้าง มีสามอย่างเป็นอย่างน้อยที่สำคัญยิ่งในการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคม แต่ไม่ค่อยได้รับความใส่ใจมากไปกว่าภาษาอังกฤษและภาษาชาติอื่นของอาเซียน

1.เราควรรู้จักเพื่อนอาเซียนของเราให้มากขึ้น ไม่เฉพาะแต่การเต้นระบำรำฟ้อน แต่ควรรวมถึงประวัติศาสตร์, ชีวิตความเป็นอยู่, ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่, การเมืองและเศรษฐกิจ, ความภาคภูมิใจ, ความละอาย ฯลฯ ของเขาด้วย การเรียนภาษาของเขาไม่ใช่เพื่อหางานทำในประเทศของเขาเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่าก็เพราะภาษาเป็นสะพานไปสู่ความรู้จักคุ้นเคย สามารถทำความเข้าใจเขาจากจุดยืนของเขาเอง ไม่ใช่จากคำพิพากษาตายตัวของเรา (ซึ่งมักรับมาจากฝรั่งอีกทีหนึ่ง)

คนไทยควรเป็นคนน่ารักแก่เพื่อนบ้านมากกว่าที่เราเป็นอยู่อย่างมาก และนั่นคือทางที่จะได้มาซึ่งความรักความเข้าใจจากเพื่อนบ้านตอบแทน เป็นความไว้วางใจที่เหมาะสำหรับการร่วมทุน, ร่วมตลาด, และร่วมธุรกิจกันได้ในระยะยาว

น่าสังเกตด้วยว่า ครูตามโรงเรียนชายแดน และอาจารย์ในราชภัฏชายแดน ดูจะสำนึกประเด็นนี้ยิ่งกว่าผู้รู้ในกรุงเทพฯ โรงเรียนและราชภัฏหลายแห่งจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมเพื่อนบ้านให้แก่นักเรียนและนักศึกษาของตน

2.อาชีพ 7 อย่างที่กำลังจะเปิดเสรี ไม่ใช่ช่องสำหรับตลาดงานของคนในอาชีพนั้นๆ เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการปรับมาตรฐานเข้าหากันของประเทศกลุ่มอาเซียนด้วย เช่นภาระของนักบัญชี ไม่ใช่เพียงการต้องไปสอบให้ได้รับใบอนุญาตในประเทศอื่นเท่านั้น แต่หมายถึงความพยายามของวงวิชาชีพบัญชี ที่จะปรับระบบเข้าหากัน ให้ได้มาตรฐานที่สูงจนเป็นที่ยอมรับของโลก (มาตรฐานบัญชีของประเทศเดียว ย่อมต่อรองเพื่อการยอมรับได้ยากกว่ามาตรฐานของ 10 ประเทศ) จะเกิดตลาดงาน และเปิดโอกาสให้คนอาเซียนประมูลงานนอกอาเซียนได้สะดวกขึ้น

3.มาตรฐานวิชาชีพของทั้ง 7 สาขานั้น หากร่วมกันพัฒนาให้เป็นระบบที่โปร่งใส และอาจถูกตรวจสอบจากสาธารณชนได้ง่ายขึ้น ก็จะมีการโอนย้ายทุน และฝีมือแรงงาน ได้สะดวกกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เพราะมีความไว้วางใจต่อกันมากขึ้น

นี่เป็นการมองเฉพาะด้านเศรษฐกิจ แต่ก็มีส่วนในการปรับระบบการเมืองของแต่ละประเทศเข้าหากันด้วย ในเวลานี้อาเซียนทุกประเทศล้วนเป็นประชาธิปไตยแบบไม่เสรีทั้งสิ้น การที่สาธารณชนทั้งในแต่ละประเทศ หรือข้ามประเทศ (เช่นในกรณีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์) สามารถตรวจสอบข้อมูลได้แจ่มกระจ่าง เท่ากับเพิ่มพลังของสังคมอาเซียนในการกำกับควบคุมรัฐและทุนให้มีมากขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อประชาธิปไตยของแต่ละประเทศในระยะยาว

ในขณะเดียวกันก็จะช่วยลดคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในทุกประเทศอาเซียนด้วย

ประเทศไทยพร้อมหรือไม่ที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้?

หากเรายังสนใจอยู่แต่เพียงโอกาสของการจ้างงาน หรือปกป้องตลาดงานภายในประเทศ เราก็ยังไม่พร้อม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343622117&grpid=&catid=02&subcatid=0200

“เวียดนามมิราเคิล” มหัศจรรย์ที่กำลังมอด

โดย ปิยมิตร ปัญญา [email protected] มติชน 29 ก.ค.2555

พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม เริ่มต้น “การปฏิรูปเศรษฐกิจ” เมื่อปี 1986 สองทศวรรษหลังจากนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวอย่างน่าทึ่ง อัตราเฉลี่ยการเพิ่มของจีดีพีอยู่ที่ปีละ 7.1 เปอร์เซ็นต์ อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก

ปี 2007 ก่อนหน้าเวียดนามกลายเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) อย่างเป็นทางการ บรรดาแกนนำพรรคคอมมิวนิสต์ประกาศจะทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก

จะมีการปรับโครงสร้างกันขนานใหญ่ จะมีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผล ให้เป็นวิสาหกิจเอกชน ปูทางไปสู่การแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันให้มากที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้เวียดนามรังสรรค์คำมาใช้เรียกกระบวนการดังกล่าวนั้นว่า “อีควิไลเซชั่น” หรือ “กระบวนการไปสู่ดุลยภาพ” ชนิดหรูและเท่อย่างถึงที่สุด

ในตอนนั้น เวียดนาม ถูกเรียกขานเป็นเชิงชื่นชมเหลือหลายว่าเป็นอีกตัวอย่างของ “ซัคเซส สตอรี่” แห่งเอเชีย กระทั่งรายงานของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เมื่อปี 2007 คาดการณ์เอาไว้ถึงขนาดว่า เวียดนามเข้าเป็นภาคีดับเบิลยูทีโอเมื่อใด ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มลุกลามจะถูกยับยั้งโดยสินค้าเข้าที่ราคาถูกลง และการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จะอำนวยให้เกิดพื้นฐานการแข่งขันที่เท่าเทียมขึ้นระหว่างองค์กรธุรกิจใน

ท้องถิ่นและองค์กรธุรกิจจากต่างประเทศ

ต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในจีน ส่งผลสะเทือนต่อสภาพความเป็น “โรงงานผลิตของโลก” อย่างช่วยไม่ได้ ทางเลือกใหม่ที่ถูกเลือกเพื่อ “ลงทุน” ทดแทนเริ่มเป็นเวียดนามมากขึ้นเรื่อยๆ

กองทัพแรงงานหนุ่มสาวราคาถูก มีอยู่ดกดื่น สาธารณูปโภคมีเพียงพอ แต่ที่สำคัญที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญในภูมิภาคเดียวกันอย่างไทยในเวลานั้นก็คือ สภาวการณ์ทางการเมืองในเวียดนาม “นิ่ง” กว่าหลายร้อยหลายพันเท่า

โกลด์แมน แซคส์ อุปมาเวียดนามในเวลานั้นว่าคือ “เสือเศรษฐกิจตัวใหม่แห่งเอเชีย” ที่กำลังก่อรูป นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่าง เอ็ดมุนด์ มาเลสกี แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก

ที่ศึกษาเวียดนามอย่างมุ่งมั่น บอกอย่างเชื่อมั่นในตอนนั้นว่า นักลงทุนต่างชาติตบเท้าไปลงทุนในเวียดนาม ไม่ได้ “แคร์” แต่อย่างใดกับระบอบการปกครอง หรือธรรมาภิบาล

สิ่งที่พวกเขาใส่ใจเป็นลำดับแรกสุดและมากที่สุดก็คือ “แรงงานราคาถูก” เท่านั้นเอง

ปัญหาก็คือว่า ความชื่นชมและการคาดการณ์ต่างๆ เหล่านั้น ปรากฏขึ้นจริงได้เพียงไม่นาน

มหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจแห่งเวียดนามมอดลงอย่างรวดเร็วยิ่ง!

ไม่มีใครตระหนักถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของเวียดนามได้ดีเท่ากับ เหวียน ฟาน เหวียน ธุรกิจส่งออกของเขาในนคร

โฮจิมินห์ ซิตี้ ที่ได้ชื่อว่าเป็น เมืองหลวงแห่งเศรษฐกิจ ผ่านการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อหนักหนาสาหัสมาสองระลอกใหญ่ๆ นับตั้งแต่ปี 2008

อัตราเงินเฟ้อในเวียดนามมาถึงจุดสูงสุดเอาเมื่อเดือนสิงหาคม 2011 ที่ผ่านมา ที่ 23 เปอร์เซ็นต์ นั่นไม่เพียงทำให้นักธุรกิจส่งออกต้องสิ้นเปลืองกับการกะเก็งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ธุรกิจทุกอย่างยุ่งยากมากยิ่งขึ้นไปอีก ต้นทุนการผลิตทั่วทั้งอุตสาหกรรมงานไม้และหัตถกรรม เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ลูกค้ายืนกรานว่าเต็มใจจะจ่ายเพิ่มขึ้นเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ซ้ำร้าย ภาวะเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ส่งผลให้ออเดอร์หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

เหวียน ฟาน เหวียน ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากลดการจ้างงานลง ลดเงินเดือนลงตามไปด้วย จาก 200 ดอลลาร์ต่อเดือนเหลือเพียง 120 ดอลลาร์

“เราได้แต่ทำงานให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุกอย่างมืดมนไปหมด ไม่ว่าจะเป็นตอนนี้หรือในอนาคต”

จากตัวอย่างความสำเร็จแห่งเอเชียเมื่อไม่นาน เวียดนามในปี 2012 กลายเป็นประเทศที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาค่าเงิน อัตราเงินเฟ้อ ปัญหาระเบียบราชการ ปมเจ้าขุนมูลนาย และระบบเล่นพรรคเล่นพวก เอื้อแต่ประโยชน์เพื่อผู้คนใกล้ชิดหรืออยู่ในกลุ่มเดียวกัน

ทุกอย่างเริ่มต้นเมื่อเวียดนามเริ่มการสั่งสมสินเชื่อราคาถูกในประเทศจากเงินทุนภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาเรื่อยๆ ระหว่างปี 2007 จนกระทั่งถึงปี 2010 ประเมินกันว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว วงเงินสินเชื่อภายในของเวียดนามขยายตัวสูงถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ มันอาจจะไม่มากมายเท่านั้น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น หากไม่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นในปี 2008 ที่ส่งผลให้ทุนมหาศาลจากตะวันตกทะลักเข้ามาหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในเอเชียและประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งหลาย

เช่นกัน ถึงแม้จะมากมายขนาดนั้น หากมีการบริหารจัดการที่ดี หรือระบบการเมืองเอื้ออำนวย เงินจำนวนนี้ก็น่าจะถึงมือนักธุรกิจเอกชนที่รู้ดีว่าจะทำอย่างไรให้มันงอกเงยได้สูงสุด

แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เงินมหาศาลถูกผ่องถ่ายออกไปยัง “รัฐวิสาหกิจ” ที่เชื่อมโยงอยู่กับชนชั้นปกครองของประเทศผ่านทางเส้นสายทางการเมือง โยงใยของพรรคคอมมิวนิสต์ และสายสัมพันธ์แห่งเครือญาติ

ด้วยสินเชื่อถูกๆ หลั่งไหลเข้ามาดูเหมือนไม่จบสิ้น “รัฐวิสาหกิจ” ทุกแห่งเริ่มขยายตัว แตกกิจการออกไปสู่ธุรกิจที่อยู่นอกเหนือความชำนาญของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจใดๆ

ในทางหนึ่ง การกระทำดังกล่าวยิ่งทวีเงินเฟ้อให้เพิ่มเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น เพราะการขยายตัวนั้นเรียกร้องทรัพยากรเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ในอีกทางหนึ่งอำนาจเงินสินเชื่อมหาศาล ทำให้รัฐวิสาหกิจเหล่านี้กวาดคู่แข่งขนาดเล็กกว่าที่มีประสิทธิภาพมากกว่าล้มหายตายจากไปในกระบวนการ

“วีนาชิน” อุตสาหการต่อเรือที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดในกรณีนี้

“วีนาชิน” ที่มีแรงงานอยู่ในสังกัดมากกว่า 60,000 คน ดูแลกิจการต่อเรือและท่าเรือ 28 แห่งทั่วประเทศ แตกธุรกิจของตนเองออกไปมากมายเกือบ 300 ยูนิต ตั้งแต่กิจการผลิตจักรยานยนต์ไปจนถึงกิจการโรงแรม ด้วยเงินกู้ 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2007

ทุกอย่างดูเหมือนน่าพอใจ วีนาชิน กำลังพยายามก้าวตามรอยเท้าของ “คองโกลโมเรต” ที่ประสบความสำเร็จมหาศาลของเกาหลีใต้ได้-อย่างน้อยก็ในรูปแบบแล้ว

ผู้ผลักดันเรื่องนี้อย่างสุดตัว ไม่ใช่ใคร นายกรัฐมนตรี เหวียน เติน สุง นั่นเอง

แต่พอถึงปี 2010 ทางการตรวจสอบพบว่า วีนาชิน มีปัญหา บัญชีของบริษัทผ่านการตกแต่ง เพื่อซุกซ่อนหนี้มหาศาลเอาไว้ รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งนี้เกือบล้มทั้งยืนเพราะหนี้สินมหาศาล 4,400 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีของประเทศ

วีนาชิน “เบี้ยวหนี้” 400 ล้านดอลลาร์ ที่กู้ยืมมาจาก เครดิตสวิส จนกลายเป็นปัญหาต่อเนื่อง เหวียน เติน สุง ถูกกดดันหนักจนต้องประกาศขออภัยกลางสภา หลังผ่านการ “วิพากษ์” ยาวนานและเจ็บปวด

สุดท้าย “แพะรับบาป” ก็ถูกค้นหาจนพบ ผู้บริหาร 8 คน ถูกจับกุมและตัดสินลงโทษหนักเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ตัวปัญหาจริงๆ กลับถูกกวาดซุกไว้ใต้พรม!

แทนที่จะตระหนักว่า “ระบบและโครงสร้าง” กำลังมีปัญหา รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าต่อไปกับหลายๆ อย่างที่ถูกปั้นแต่งขึ้นอย่างครึ่งๆ กลางๆ ของตนเอง

คำถามที่สำคัญในเวลานี้ก็คือ แล้วเวียดนามแตกต่างอย่างไรกับจีน? ทำไมเล่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงสามารถต่อยอดความรุ่งเรืองได้ทศวรรษแล้วทศวรรษเล่า?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า เกิดอะไรขึ้นในเวียดนาม แต่อยู่ที่ว่า มีอะไรบ้าง “ไม่ได้เกิดขึ้น” ในเวียดนาม

ข้อเท็จจริงก็คือ การปฏิรูปเศรษฐกิจในเวียดนาม ยังคง “สุกๆ ดิบๆ”

แม้จะเปิดเสรี แต่การแข่งขันที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นการแข่งขันบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่จีนให้ความสำคัญกับนักธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอกชนจากต่างประเทศ แลกเปลี่ยนและเรียนรู้จุดด้อยจุดแข็งซึ่งกันและกัน พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

โดยเฉพาะประดา “อีลิท” ทั้งหลายยังหวาดระแวงจนถึงระดับ “พารานอยด์” กับนักลงทุนต่างชาติ

ในขณะที่จีนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เกิดการแข่งขันขึ้นในตลาดของตนเอง โอบรับเอานักธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมในกระบวนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปรับปรุงธรรมาภิบาลภาครัฐและเอกชนให้ดีขึ้น แปรรูปรัฐวิสาหกิจมากกว่า 90,000 แห่ง รวมมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ระหว่างปี 1998-2005

เวียดนามยังคงมะงุมมะงาหราอยู่กับการควานหาวิธีการปรับแก้เศรษฐกิจของตนเองว่าจะทำได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยวางอำนาจในทางการเมือง

อำนาจที่ไม่ว่าอย่างไร พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามไม่มีวันยอมละวางเป็นอันขาด

ปัญหาเศรษฐกิจของเวียดนาม จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในแวดวงเศรษฐกิจ หากแต่เชื่อมโยงไปถึงระบบการเมืองและโครงสร้างทางด้านการปกครองอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพรรคยังไม่ยอมรับความเป็นจริงและไม่ยินดีที่จะ “ทำความสะอาดบ้าน” ด้วยการทำลายความเชื่อมโยงระหว่างรัฐวิสาหกิจอืดอาด เทอะทะกับบรรดานักการเมืองผู้อุปถัมภ์

ตราบนั้น ปัญหาเหมือนอย่างที่เกิดกับวีนาชิน ก็ยังจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง

เหตุการณ์ที่สะท้อนการ “ไม่ยอมรับความจริง” ที่ชัดเจนที่สุดก็คือ การลงมติด้วยคะแนนเสียง 96 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ขับ ส.ส. “ดัง ทิ ฮอง เยน” 1 ในจำนวนไม่กี่คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์พ้นตำแหน่ง ด้วยข้อหากรอกประวัติไม่ตรงกับความเป็นจริง

หลังจากที่เธอเป็นตัวตั้งตัวตีออกมาเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อนักธุรกิจเอกชนอย่างเท่าเทียมกันกับตัวแทนของรัฐวิสาหกิจทั้งหลาย

นักสังเกตการณ์สถานการณ์ในเวียดนามเชื่อว่า การติดสินบนมีบทบาทอยู่ไม่น้อยในการปกปิดไม่ให้สถานการณ์ “เน่าเปื่อย” แบบเดียวกับวีนาชิน

ปรากฏออกมาสู่สาธารณะ กระนั้นในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทีมสอบสวนของรัฐบาลเองก็จำเป็นต้องเปิดเผยว่า “วีนาไลน์ส” รัฐวิสาหกิจชิปปิ้งของทางการ จำเป็นต้องพักชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ 5 ราย รวมเป็นมูลค่าสูงถึง1,100 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่มีหนี้สินอยู่มากถึง 2,100 ล้านดอลลาร์ มากกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดกว่า 4 เท่าตัว

ผู้บริหาร 4 รายถูกจับกุม อดีตประธานบริษัทหลบหนีการไล่ล่าอยู่จนถึงขณะนี้

ในเดือนมิถุนายน รัฐบาลแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยการเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อ ผลลงเอยด้วยการที่อัตราเงินเฟ้อลดลงมาอยู่ที่ 6.9 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัญหาใหม่กำลังก่อตัวติดตามมา ธนาคารในเวียดนาม กำลังแบกหนี้สินที่เริ่มส่งกลิ่นมากขึ้นเรื่อยๆ เหวียน ฟาน บินห์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนามยอมรับเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า สัดส่วนหนี้เสียของหนี้ทั้งหมดที่ธนาคารต่างๆ ในเวียดนามมีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว

ต้นเดือนกรกฎาคม หน่วยงานตรวจสอบบัญชีภายในของทางการ เผยแพร่รายงานออกมา ระบุว่า มีรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่อีกอย่างน้อย 30 แห่ง ที่กำลังมีภาระหนี้มหาศาลอย่างน่าเป็นห่วงว่า จะก้าวเดินตามรอย วีนาชิน และ วีนาไลน์ส

สถานการณ์ลำดับถัดไปในเวียดนามน่าจับตามองอย่างยิ่ง นักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า เวียดนามจำเป็นต้องปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของตนเองขนานใหญ่เพื่อรักษาไฟแห่งมหัศจรรย์ไม่ให้มอดดับ

หรือไม่เช่นกัน วิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นก็จะบังคับกลายๆ ให้จำเป็นต้องทำในที่สุด!!

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343546947&grpid=&catid=02&subcatid=0200

ประชาธิปไตยแบบทนฟังคนที่คิดต่างไม่ได้ คือ “ประชาธิปไตยที่ไร้หัวใจ”

คอลัมน์ เริงโลกด้วยจิตรื่น โดย จันทร์รอน มติชน 29 ก.ค.2555

ตอนนี้ไม่ว่าไปที่ไหน เสียงเตือนที่ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ คืออย่าคุยเรื่องการเมือง

เมื่อได้ยินคำนี้เป็นที่เข้าใจได้ว่า เพราะการเมืองเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดการทะเลาะกันได้ อย่าว่าแต่กับคนแปลกหน้า หรือคนรู้จักที่ไม่สนิทคุ้นเคย แม้แต่เพื่อนกัน หรือกระทั่งครอบครัวเดียวกันยังหมางใจกันได้

ตรงนี้เป็นปัญหาเหมือนกัน

เรามีปัญหาเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย ประชาชนขาดความรู้ในเรื่องการบ้านการเมือง เมื่อเลือกตั้งผลออกมาว่าเราได้ ส.ส.ไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่ระบอบประชาธิปไตยต้องการ

เกิดการไม่ยอมรับในนักการเมือง นำมาซึ่งการรัฐประหาร แต่การรัฐประหารก็อยู่ไม่ได้เพราะทิศทางเรามุ่งไปสู่ประชาธิปไตย

สภาพการเมืองแบบวงจรอุบาทว์อย่างที่เข้าว่าจึงเกิดขึ้น คือ เลือกตั้งได้นักการเมืองไม่ดีเข้ามา เป็นเชื้อให้เกิดการรัฐประหาร แต่รัฐบาลทหารก็อยู่ไม่ได้ ต้องกลับมาเลือกตั้งให้ได้นักการเมืองกลุ่มเดิมเข้าไปเป็นปัญหาอีก

วนเวียนอยู่อย่างนี้

ซึ่งหากจะพูดกันถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ปัญหาเกิดจากประชาชนไม่รู้จักเลือก

หากประชาชนเลือกคนที่มีคุณภาพเข้าไปทำหน้าที่ในทางการเมืองเสียแต่ต้นข้ออ้างในการทำรัฐประหารจะไม่มี

ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็น

เพราะว่าจะทำให้การตัดสินใจเลือกของประชาชนดีขึ้น จะต้องให้ความรู้กับประชาชนมากขึ้น

วิธีการพัฒนาความรู้ทางด้านการเมืองของประชาชนที่ดีที่สุดคือ สนับสนุนให้พูดคุยกันในเรื่องการเมือง

พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกัน

ในช่วงที่การเมืองเป็นวิกฤตของประเทศเช่นนี้ น่าจะเป็นโอกาสให้เกิดการสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนกันให้มาก แต่กลับกลายว่าเป็นอย่างนั้นไม่ได้

เรากลับได้ยินเสียงเตือนไม่ให้คุยเรื่องการเมืองอยู่เสมอ

เหตุที่เป็นเช่นนั้น ความแตกแยกทางความคิดรุนแรง ต่างฝ่ายต่างเชื่อเหตุผลของฝ่ายตัว โดยไม่ยอมรับฟังเหตุผลของฝ่ายตรงกันข้ามอย่างเด็ดขาด

การปิดประตูที่จะรับฟังแบบนี้ ก่อปัญหาว่าหากเป็นคนละฝ่ายกันเสียแล้ว ไม่มีทางพูดกันรู้เรื่องเด็ดขาด เพราะเราจะเชื่อเฉพาะที่เป็นข้อมูลและความคิดจากฝ่ายเรา

ขุ่นข้องใจเมื่อรับฟังข้อมูลและความคิดจากฝ่ายอื่น

ต่างฝ่ายต่างพากันมุ่งไปสู่การดำเนินชีวิตแบบ “คับแคบ” มีความสุขกับข้อมูลและความคิดที่จะมาปรนเปรอความเชื่อของตัว

และเป็นทุกข์ ทุรนทุราย เมื่อได้ฟังข้อมูลความคิดที่ต่างไปจากที่ตนเชื่อ

เป็นชีวิตที่ต้องตีกรอบตัวเองให้แคบลง อยู่ได้เฉพาะในกลุ่มที่มีความเชื่อเดียวกัน จะพูดจะคุยอย่างเป็นอิสระได้ต้องเหลียวหน้ามองหลังว่าเป็นพวกเดียวกันหรือเปล่า

สังคมที่กว้างขึ้น และสื่อการกันได้รวดเร็วจากหลากหลายช่องทางด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ช่วยให้การดำเนินชีวิตกว้างขึ้นเลย เพราะเราไปตีกรอบให้อยู่ได้อย่างไม่หวาดระแวงเฉพาะกลุ่มที่เชื่ออย่างเดียวกัน

วิธีชีวิตเช่นนี้ไม่เพียงเป็นโทษแก่ตัวเอง แต่ยังเป็นอุปสรรคของการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย

โดยธรรมชาติ มีความแตกต่างทางความเชื่ออยู่แล้ว ไม่มีทางที่คนซึ่งมีที่มาต่างกัน ความรู้ไม่เท่ากัน จะคิดจะเชื่อเหมือนกันได้ และประชาธิปไตยคือระบบการปกครองที่จะทำให้เราอยู่ร่วมกันได้อย่างแตกต่าง

ดังนั้น หัวใจของประชาธิปไตยคือ ต้องรู้จักที่จะรับฟังกัน ทำใจยอมรับกับความแตกต่างได้

ประชาธิปไตยแบบทนฟังคนที่คิดต่างไม่ได้ คือ “ประชาธิปไตยที่ไร้หัวใจ”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343547547&grpid=&catid=01&subcatid=0100

วัฒนา เมืองสุข เปรียบ”อากง”กับ”โกตั๊บ” ทำไมไม่กลัวหนี ?

จาก แทบลอยด์ ไทยโพสต์ 29 ก.ค.2555

“แทบลอยด์ ไทยโพสต์” ไปสนทนากับ “วัฒนา เมืองสุข” ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และอดีตรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาฯ ที่มีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน

ตอนหนึ่ง “วัฒนา” วกเข้าไปที่เรื่องการตรวจสอบองค์กรต่างๆ เช่น ระบบศาล-องค์กรอิสระ เพื่อสนับสนุนเหตุผลในการออกกฎหมายปรองดองและการแก้ไข รธน.หลังมีการเปิดสภาฯ 1 สิงหาคมนี้

“ทุกอำนาจต้องถูกตรวจสอบ แต่มีอำนาจหนึ่งไม่ถูกตรวจสอบคืออำนาจตุลาการ เอาทั้งบริหาร-นิติบัญญัติเข้าคุกได้ แต่ผมตรวจสอบตุลาการไม่ได้เลย อย่างทำไมสนธิ ลิ้มทองกุล โดน 20 ปีเหมือนกัน แต่ให้ประกันตัวไม่กลัวหนี โดยหลักต้องถามได้ แต่ผมถามไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจและปกป้องได้ เมื่อองค์กรใดไม่ถูกตรวจสอบ องค์กรนั้นจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ ดังนั้นต้องทำให้โปร่งใส การตรวจสอบไม่ใช่การแทรกแซงดุลยพินิจ คดีจะเป็นอย่างไรคุณตัดสินไปเถอะ แต่หากตัดสินไม่ถูกต้องผมต้องเฉ่ง เช็กบิลคุณได้ จะมาซี้ซั้วไม่ได้ แต่ปัจจุบันมันทำไม่ได้ เมื่อทำไม่ได้คุณก็เลยทำตามอำเภอใจ”

“วันนี้คุณตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลได้ไหม ไม่มีทางทำได้เลย ทำไมคดีเสื้อเหลืองทุกคดีได้รับการประกันตัว ทำไมเสื้อแดงไม่ได้รับการประกัน ถ้าตอบไม่ได้ก็แสดงว่า คนใช้อำนาจไม่ได้ใช้อำนาจตามทำนองคลองธรรม

อย่างคดีอากง เขาป่วยเป็นมะเร็ง จะหนีไปไหนได้ หนีก็ตาย ต้องอยู่ใกล้หมอ เขาขอประกันตัว ศาลตัดสินจำคุก 20 ปี เท่ากับสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ศาลให้สนธิประกันตัวโดยไม่กลัวหนี ทั้งที่สนธิมีโอกาสหนีมากกว่าอากง แต่ทำไมศาลไม่ให้อากงประกันตัว

พี่น้องที่มาชุมนุมแล้วมีคดีขอประกันตัวศาลก็ไม่ให้ แต่ทำไมคนที่ขับรถทับตำรวจตอนชุมนุมพันธมิตรฯ เป็นการพยายามฆ่า แต่ศาลบอกรอการลงโทษ ทำไมคนที่เอาขี้วัวไปขว้างบ้านอภิสิทธิ์ แค่ขี้วัวศาลให้จำคุก มันหลักการอะไร”

– กระบวนการตรวจสอบตุลาการต้องทำแบบไหน?

“วัฒนา” ตอบว่า ต้องไปดีไซน์กัน ถ้าตรวจสอบได้จะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้ ที่ต่างประเทศก็มีให้ตรวจสอบศาลได้ผ่านอำนาจประชาชน ผ่านสภาฯ กรรมาธิการ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343548023&grpid=&catid=01&subcatid=0100

“ภูมิธรรม”ลั่นผลสรุปพรรคเพื่อไทย ไม่ถอนร่างพ.ร.บ.ปรองดอง-ร่างรัฐธรรมนูญ ออกจากสภา

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดประชุมสัมมนา “เพื่อไทย เพื่อประชาธิปไตย…เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย” เป็นวันที่สอง โดยมีนายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้า พท. และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการผู้อำนวยการ พท.ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมได้เปิดให้ ส.ส.สรุปผลการประชุมของ ส.ส. 19 โซน ในหัวข้อ “การปรับขบวนภายใน…บทบาทและทิศทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย”

จากนั้นนายภูมิธรรมกล่าวสรุปผลการประชุมว่า บ้านเมืองเรามีวิกฤตหลายเรื่องทั้่งวิกฤตความขัดแย้ง วิกฤตภัยธรรมชาติถาโถมเข้ามาทำให้รัฐบาลต้องเสียเวลา 5-6 เดือน แม้ทำงานจะครบ 1 ปีแล้วก็ตาม การจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อให้ ส.ส.เข้าใจเรื่องบทบาทฝ่ายบริหารและสภามีเรื่องร้อนๆ เข้ามาที่ประชุม โดยกฎหมายปรองดองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเปิดสมัยประชุมนี้จะก้าวไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นประเด็นหนึ่งเรื่องบทบาทของสภา ผู้ที่สนับสนุนพรรคกังวลว่าจะตัดสินใจเลือกทางเดินไหน จะตัดสินใจตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ แม้สิ่งที่ ส.ส.สะท้อนออกมายังมีปัญหาและไม่เป็นเอกภาพ

“ผมเพิ่งเข้ามารับผิดชอบงานบริหารพรรคในตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคเพียง 2 สัปดาห์ ได้ยินได้รับทราบปัญหามาก่อน จึงกำหนดหัวข้อสัมมนาก่อนเปิดสมัยประชุมรัฐสภา แม้หนักใจแต่ไม่ท้อแท้ ที่ยอมรับอาสาเข้ามาเป็นผู้บริหารของพรรคมีจุดมุ่งหมายอยากทุ่มเทตัวเองหลังหลุดหายการเมือง 5-6 ปี เพื่อให้พรรคมีชีวิต เราอยากเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนและอยากเห็นการมีส่วนร่วมของพรรค จะนำข้อสรุปเสนอต่อเลขาธิการนายกฯ และนายกฯต่อไป”

นายภูมิธรรมกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของสภา แม้วันนี้ประชาชนจะก้าวไปไกล เดินหน้าพรรคไปหลายก้าว และมีประชาชนบางส่วนไม่กล้าเดินตามพรรคไป ก็ยังหาข้อยุติได้ยาก แต่สิ่งที่นายกฯให้คำมั่นคือยังเป็นหัวใจจุดยืน พรรคต้องเห็นความปรองดองเกิดขึ้นในประเทศและอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยด้วย ในเรื่องการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลผูกพันกับเราตามกฎหมาย พรรคต้องใช้ความสุขุมรอบคอบตามกระบวนการที่จะเป็น

“สิ่งที่พอสรุปได้จากการประชุมใน 2 วัน โดยเฉพาะเรื่องร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติและการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นเจตจำนงที่เราจะทำเพราะสิ่งที่ยืนยันคือจะไม่ถอนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองและร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมออกจากสภาตามที่ได้รับฟังเสียงของ ส.ส. ส่วนการดำเนินการจะเป็นอย่างไรต้องคุยกับพรรคร่วมรัฐบาล และให้วิปรัฐบาลมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องนี้”นายภูมิธรรมกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343540397&grpid=&catid=01&subcatid=0100

แกะรอย”คิด”แม้ว จากห้องสมุด”ทักษิณ”

(ที่มา:มติชนรายวัน 27 กรกฎาคม 2555)

นอกจากกิจกรรมต่างๆ ของวันเกิดครบรอบ 63 ปี เข้าสู่ปีที่ 64 ของ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

กิจกรรมสำคัญยังได้แก่ การเปิดห้องสมุด “ทักษิณ ชินวัตร” อย่างเป็นทางการ ภายในอาคาร “โอเอไอ” (โอ๊ค เอม อิ๊ง) ทาวเวอร์ ของพรรคเพื่อไทย

ในวันเปิดห้องสมุด “พานทองแท้ ชินวัตร” ในฐานะหัวเรือใหญ่เดินทางเกาะฮ่องกง และมีอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” มาเป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวยกย่อง “พี่เมีย” ว่าเป็นผู้ที่หาใครเลียนแบบได้ยาก

ห้องสมุด “ทักษิณ ชินวัตร” แบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนหนังสือกับโซนสำหรับกิจกรรม อาทิ การเสวนาแนะนำหนังสือเล่มใหม่ที่ “ทักษิณ” ต้องการแนะนำ

เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ทุกวันจันทร์-ศุกร์

หนังสือในห้องสมุด จะแบ่งเป็นหมวดหนังสือที่ พ.ต.ท.ทักษิณแนะนำ และหมวดหนังสือการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และปกิณกะ

และยังมีหนังสือที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยอ่าน เพื่อบ่งบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณคิดและสนใจอะไรอยู่

โดยเฉพาะหนังสือ Strategy Maps ซึ่งเขียนโดย โรเบิร์ต แคพแลน (Robert S. Kaplan) และ เดวิด พี. นอร์ตัน (David P. Norton) อาจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พ.ต.ท.ทักษิณเคยแนะนำรัฐมนตรีในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ไปหาอ่าน

ในพิธีเปิด พ.ต.ท.ทักษิณได้วิดีโอลิงก์จากเกาะฮ่องกง เชิญชวนให้คนไทยและผู้บริหารประเทศและองค์กรได้อ่านหนังสือกันเพื่อสลัด “ความไม่รู้”

“ระหว่างที่ผมเดินทางเร่ร่อนกว่า 6 ปี ผมก็ได้ซื้อหนังสือมาเรื่อย ก็จะส่งหนังสือมาไว้ที่ห้องสมุดนี้ เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าผมกำลังอ่านหนังสืออะไรและคิดอะไรอยู่ เพื่อให้รู้ว่าผมกำลังจับทิศทางของโลกกำลังไปทางไหน” พ.ต.ท.ทักษิณระบุ

หนังสือแต่ละเล่มที่ พ.ต.ท.ทักษิณแนะนำ สะท้อนมุมคิดและความเป็นผู้บริหารนักวางแผน

สโลแกน “Knowledge is Power” หรือ “ความรู้คืออำนาจ” จึงเป็นคำขวัญประจำห้องสมุดแห่งนี้

“คนที่ไม่ปรารถนาดีคิดว่าเงินคืออำนาจ เลยแกล้งยึดเงินผมไป 60% แต่จริงๆ อำนาจของผมอยู่ที่ความรู้ ความรู้ยิ่งเรียนนอกห้องเรียนก็จะเป็นประโยชน์” พ.ต.ท.ทักษิณเผยผ่านสไกป์

โลโก้ห้องสมุด “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นการออกแบบโดยทีมครีเอทีฟของ “พานทองแท้”

เป็นรูปด้านข้างของตัวอักษร TS ที่ย่อมาจากชื่อนามสกุลของ พ.ต.ท.ทักษิณ อักษรแบบโรมัน แสดงถึงความสง่างาม เข้มแข็ง มั่นคงและแข็งแรง ส่วนพื้นหลังสีแดงให้ความรู้สึกตื่นตัว สดใส อยากรู้อยากเห็น กระหายความรู้อย่างไม่รู้จบ

พร้อมกันนี้ ยังมีการเปิดตัวหนังสือ “ทักษิณ ชินวัตร ตาดูดาว เท้าติดดิน” ที่ตีพิมพ์ใหม่ 3,000 เล่ม นำมามอบเป็นของที่ระลึกในวาระพิเศษเปิดห้องสมุด

เนื้อหาหลักเป็นฉบับเดิมที่ตีพิมพ์มาเกินกว่า 10 ครั้ง บวกกับเนื้อหาใหม่ 3 หน้า เป็นการเปิดใจของ “ทักษิณ” ในชื่อเรื่อง “11 ปี ตาดูดาว เท้าติดดิน จากใจ…ทักษิณ ชินวัตร”

“ผมภาคภูมิใจที่พรรคไทยรักไทยเป็นพรรคการเมืองที่สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับการเมืองไทย ด้วยการชนะเลือกตั้งได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนอย่างถล่มทลาย และบริหารประเทศด้วยนโยบายที่ทำสิ่งดีๆ มากมายให้แก่ประชาชน” คือคำเกริ่นนำของ “ทักษิณ”

“ผมโตมาในชนบท ผมจึงเข้าใจว่าอุปสรรคของประชาชนที่ยากจนส่วนใหญ่คืออะไร เมื่อเป็นรัฐบาลเราพยายามที่จะสร้างโอกาส เพื่อให้พวกเขาสามารถลุกยืนขึ้นมาได้ นี่คือความคิดของผม การเป็นนายกรัฐมนตรีจึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ผมได้ทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน” เป็นอีกตอนในหัวข้อนี้

หนังสือ “ทักษิณ ชินวัตร ตาดูดาว เท้าติดดิน” เวอร์ชั่นใหม่ มีเสียงตอบรับจากแฟนคลับล้นหลามทั้งในเมืองไทยและที่เกาะฮ่องกง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343381242&grpid=&catid=02&subcatid=0202