Monthly Archives: August 2012

การมอบดอกไม้เผาศพ แก่นางอมรา ประธาน กสม.

หากไม่ถึงที่สุด ประชาชนก็คงไม่ออกมาแสดงออกอย่างนี้

นี่คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่ปรากฎหน้าเว็บของ กสม.

———————————————————————————————-

แผนยุทธศาสตร์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

พ.ศ.๒๕๕๔ – ๒๕๕๙

วิสัยทัศน์

“ เป็นสถาบันอิสระในการร่วมสร้างสังคมให้มีวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนคุณค่าและศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ”

พันธกิจ

“ขับเคลื่อนงานเชิงรุก ประสานพลังทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชน คุณค่า และศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์”

ทิศทางการดำเนินงาน พ.ศ. 2554-2559

  1. แก่นแท้ของสิทธิมนุษยชน คือ การเคารพคุณค่าของความเป็นมนุษย์ การแก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนให้เกิดความยั่งยืน คือ การทำให้สังคมมีวัฒนธรรมการเคารพคุณค่าและสิทธิความเป็นมนุษย์ ในวิถีชีวิตประจำวัน ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะลดน้อยลงหรือหมดไป สังคมจะเกิดความเป็นธรรมและสันติสุข ฉะนั้น ทิศทางหลักของการดำเนินงานของกสม. คือ การประสานพลังต่างๆของสังคม เพื่อร่วมกันพัฒนาวัฒนธรรมสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นในสังคมไทย
  2. สิทธิมนุษยชนครอบคลุมหลายมิติอย่างกว้างขวาง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีทรัพยากรจำกัด ทั้งในด้านจำนวนบุคลากร งบประมาณ องค์ความรู้ และสมรรถนะความสามารถต่างๆ การดำเนินการไปสู่มรรคผลแห่งความสำเร็จในภารกิจได้โดยเร็ว จำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของ สรรพกำลังทางสังคม ภาคีเครือข่ายทั้งในส่วนของภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์การเอกชน สถาบัน การศึกษา สถาบันศาสนา สถาบันทางการเมือง สถาบันทางสังคม ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนให้บังเกิดขึ้น โดยการสนับสนุนภาคีเครือข่ายให้มีโอกาส มาทำงานสนับสนุนภารกิจร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้อย่างเต็มศักยภาพ
  3. ด้วยข้อจำกัดของทรัพยากรจึงจำเป็นต้องเลือกหรือเน้นการดำเนินงานในเรื่องที่มีความสำคัญและ/หรือเป็นปัญหาเร่งด่วน ตามที่ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนได้แก่ สถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สิทธิเด็ก สตรีและกลุ่มบุคคลที่อ่อนแอหรือเสี่ยงต่อการถูกละเมิดหรือได้รับการปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรม สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชนและการจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม สิทธิในบริการด้านสุขภาพ สิทธิมนุษยชนกับบทบาทภาคธุรกิจ เป็นต้น
  4. การดำเนินงานของ กสม. ต้องใช้กลไกของสำนักงานที่สามารถตอบสนองพันธกิจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งต้องเป็นการดำเนินงานเชิงรุกที่มีแผนยุทธศาสตร์ในการกำกับทิศทางการทำงาน เพื่อให้การขับเคลื่อนสามารถคาดหวังผลลัพธ์และผลกระทบต่อสังคมที่มีพลัง
  5. จะต้องพัฒนาปรับปรุงด้านการจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล มีการจัดโครงสร้างบุคลากร กระบวนการ ระบบ และระเบียบ ให้เหมาะสมและเอื้อต่อการเพิ่มสมรรถนะการดำเนินงานของสำนักงานฯ ลดการทำงานแบบองค์กรราชการลงบ้าง เน้นการทำงานแนวราบเพื่อให้การดำเนินงานขององค์กรมีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการเคารพสิทธิมนุษยชนให้อยู่ในการปฏิบัติงานประจำวันของคนในองค์กร ตลอดจนการทำให้บุคลากรและภาคีเครือข่ายมีแรงบันดาลใจและมีความสุข ในการขับเคลื่อนงานของ กสม.
  6. การสร้างวัฒนธรรมทางสังคม อาจมีบางส่วนที่สอดคล้องกับคุณค่าเดิมในสังคม บางส่วนอาจจะไม่สอดคล้องหรือขัดแย้ง จึงมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องมือในการสื่อสารกับสังคม และ การเปลี่ยนแปลง ทัศนคติและพฤติกรรมของคนในสังคม เช่น การสื่อสารสาธารณะที่มีปฏิสัมพันธ์(public interactive communication) และการตลาดเพื่อสังคม(social marketing)
  7. การดำเนินงานของ กสม. นอกเหนือจากการดำเนินงานในส่วนที่เป็นนามธรรมแล้ว ควรดำเนินงานในประเด็นที่เป็นรูปธรรมด้วย พื่อให้สังคมเห็นความสำเร็จที่จับต้องได้และเกิดความเชื่อถือเชื่อมั่น ในการสร้างสังคมสิทธิมนุษยชน
  8. สิทธิมนุษยชนมีหลากหลายมิติ และมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงสัมพันธ์กันได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษาวัฒนธรรม ศาสนา ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม การประกอบอาชีพ นโยบาย กฎหมาย เพศ วัย ชาติพันธุ์ คนชายขอบ สังคม และเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ การดำเนินงานของ กสม. จึงต้องคำนึงถึงการครอบคลุมความหลากหลายเหล่านั้น
  9. ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่มีการสื่อสารสารสนเทศที่รวดเร็วกว้างขวาง สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย และสากลมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันอย่างมาก ฉะนั้น การขับเคลื่อนงาน ที่สอดประสานเพื่อเสริมพลัง (synergy) ระหว่างงานในประเทศและกระแสระหว่างประเทศ ตลอดจนการคำนึงถึงมาตรฐาน พันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนด้วย

Download แผนยุทธศาสตร์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ – ๒๕๕๙
ฉบับเต็มในรูปแบบ PDF (คลิกที่นี่)

 

สรุปข่าว ประจำวันที่ 30 สิงหาคม 2555

ติดตามการรายงานข่าวของคุณสิริกัญญาและทีมงานได้ทาง http://tprud.org/ulibrary/
Watch….VoiceTv..August 31,2012
‘ปลอดประสพ’ แจงปล่อยน้ำ 5-7 ก.ย.นี้

ในวันที่ 5 ถึงวันที่ 7 กันยายนนี้ รัฐบาลจะทดสอบประสิทธิภาพการรับน้ำในคูคลองของกรุงเทพมหานคร ทำให้หลายฝ่ายแสดงความเป็นห่วง 

งวันนี้นายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ  หรือ กบอ.ชี้แจงกับวอยซ์ ทีวี โดยยืนยันว่าการทดสอบดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อทดสอบระบบ และได้มีการวางแผนอย่างละเอียดที่จะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชน โดยได้เลือกเวลาที่เหมาะสมแล้ว แต่หากในระหว่างการปล่อยน้ำ เกิดฝนตกก็จะหยุดดำเนินการทันที เราจะไปฟังชี้แจงเรื่องนี้กับคุณปลอดประสพ

“”””””””””””””””””””””””””””””“”””””””””””””””””””””””””””””“”End”””””””””””””””””””””””””“”””””””””””””””””””

ประจักษ์พยานคดี6ศพยันเห็นทหารบนรางรถไฟฟ้ายิงปชช.

http://news.voicetv.co.th/thailand/48979.html

คดี 6 ศพในวัดปทุมวนาราม ซึ่งวันนี้ ประจักษ์พยาน เข้าให้ปากคำในศาล  ซึ่งพวกเขาต่างยืนยันว่า เห็นทหาร  ที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าระดมยิงปืนใส่ประชาชนภายในวัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก โดยไม่มีการยิงตอบโต้จากประชาชนและชายชุดดำ

พระธวัช แสงทน และนายศักดิ์ชาย แซ่ลี้  ขึ้นให้การ  ฐานะประจักษ์พยาน ในคดี 6 ศพวัดปทุมวนาราม  เนื่องจากเขาอยู่ในเหตุการณ์  ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.  ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่  จากกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยการไต่สวนวันนี้  เป็นนัดที่ 3 แล้ว

พระธวัช ให้การว่า ขณะนั้นยังเป็นฆารวาส ได้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.  ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2553   เพื่อต้องการเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นประกาศยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่  เนื่องจากเห็นว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีที่มาไม่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย  จนกระทั่งถึงวันที่ 19 พฤษภาคม  วันเกิดเหตุ ระหว่างที่ ศอฉ.ประกาศขอคืนพื้นที่และใช้ปฏิบัติการทางยุทธวิธีทหาร กดดันผู้ชุมนุม  จนแกนนำ นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม  ก็มีการประกาศให้ผู้หญิงและเด็ก  เข้าไปหลบภายในวัดปทุมวนาราม เนื่องจากเป็นเขตอภัยทาน ส่วนเขา  เตรียมจะไปขึ้นรถออกจากพื้นที่ชุมนุม  ที่ทางราชการเตรียมไว้ให้  เพื่อเดินทางไปยังสนามกีฬาศุภชลาศัย แต่ระหว่างที่เดินไปถึงสยามสแควร์  เขาเห็นทหารปิดสี่แยกปทุมวัน   มีบางส่วนเล็งปืนเอ็ม 16 ในแนวราบใส่ผู้ชุมนุม  บางส่วนยิงขึ้นฟ้า จึงเดินกลับไปหลบภายในวัดและได้รับแจ้งจากการ์ด นปช. ว่าให้เปลี่ยนเสื้อจากสีดำ  เป็นสีอื่นเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากจะตกเป็นเป้าของทหาร    ซึ่งระหว่างเปลี่ยนเสื้อในเต้นท์พยาบาลอาสาก็เห็นประชาชนบางส่วน  ถูกยิงและถูกลำเลียงมาปฐมพยาบาล  เขาจึงหลบไปอยู่ข้างโบสถ์แทน และระหว่างนั้น  ก็เห็นนายสุวรรณ ศรีรักษา 1 ในผู้เสียชีวิต ที่ทราบชื่อภายหลัง ถูกยิงขณะต่อแถวเข้าห้องน้ำภายในวัด  เมื่อแหงนหน้าขึ้นไปดู    ก็เห็นทหารจำนวนหนึ่ง  อยู่บนรางรถไฟฟ้าเล็งปืนยิงใส่ประชาชนภายในวัด   โดยไม่เห็นการยิงตอบโต้จากฝั่งประชาชน เพราะส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็ก และไม่เห็นชายชุดดำปะปนในกลุ่มประชาชนเพราะขณะนั้นประชาชน  ต่างเปลี่ยนจากเสื้อสีแดง เป็นสีอื่น และไม่มีสีดำ เพราะได้รับแจ้งว่า เสื้อสีแดงและสีดำ จะตกเป็นเป้าของทหาร  

พระธวัช  ยังให้การอีกว่า เมื่อประมาณวันที่ 17 พฤษภาคมก่อนเกิดเหตุที่วัดปทุมวนาราม   ยังได้รับแจ้งข้อมูลว่า  มีการยิงกันที่สวนลุมพินี จึงได้ตระเวนดูเหตุการณ์ เห็นกลุ่มคนแต่งกายใส่ชุดดำคล้ายทหารพราน   สวมริสแบรนด์ลายธงชาติไทยที่ข้อมือ พกปืนเอ็ม 16 และคาร์บิ้น อยู่ปะปนในกลุ่มทหารที่บริเวณโรงแรมดุสิตธานี  และต่างเล็งปืนมาทางกลุ่มผู้ชุมนุม   โดยทุกครั้งที่ออกตระเวนดูเหตุการณ์โดยรอบพื้นที่ชุมนุม จะต้องผ่านด่านตรวจอาวุธจากเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง   ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิง เนื่องจากเจ้าหน้าที่เกรงว่าจะมีการพกอาวุธเข้าพื้นที่การชุมนุม  

ด้านนายศักดิ์ชาย แซ่ลี้  ประจักษ์พยานอีกคนที่เข้าให้การในวันนี้ ก็ระบุว่า ช่วงเกิดเหตุ   ได้ช่วยปฐมพยาบาลและดูแลนายอัครเดช ขันแก้ว  ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ และระหว่างนั้น  เห็นทหาร อยู่บนรางรถไฟฟ้า  เล็งปืนมาที่เต้นท์ปฐมพยาบาล  แล้วระดมยิงใส่ประชาชน   เขาจึงหลบกระสุนอยู่ที่รถข้างเต้นท์แทน  ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน จึงเห็นนางสาวกมลเกด อัคฮาด พยาบาลอาสา ถูกยิงนอนนิ่งอยู่ภายในเต้นท์ จนเสียงปืนสงบลง   จึงเห็นนายอัฐชัย ชุมจันทร์  บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกยิงเสียชีวิตเช่นกัน

นายศักดิ์ชาย ระบุอีกว่า ช่วงเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 18.00 น.  หลังแกนนำ นปช. ประกาศยุติการชุมนุม และให้ผู้ชุมนุมไปหลบภายในวัด   ขณะนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นอยู่ในพื้นที่  นอกจากทหารบนรางรถไฟฟ้า  ที่ถือปืนยาวเล็งใส่ประชาชนภายในวัด  ซึ่งนายศักดิ์ชาย ยืนยันว่าเห็นอย่างชัดเจน เนื่องจากในช่วงเวลานั้น  ฟ้ายังไม่มืด

หรับผู้เสียชีวิตทั้ง 6 ศพในเหตุการณ์นี้   ประกอบด้วย นายสุวรรณ  ศรีรักษา    นายอัฐชัย ชุมจันทร์   นายมงคล เข็มทอง   นายรพ สุขสถิต   นางสาวกมนเกด อัคฮาดและ นายอัครเดช ขันแก้ว   ซึ่งการไต่สวนในวันนี้  มีนางพะเยาว์ มารดาของนางสาวกมนเกด และบุตรชายนายรพ  ผู้เสียชีวิต และนายทหารพระธรรมนูญ  เข้ารับฟังการไต่สวน  ขณะที่ศาลกำหนดวันไต่สวนครั้งต่อไป  คือวันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายนนี้  โดยพนักงานอัยการ กำหนดเบิกตัวพยานอีก 3 ปาก  ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ เข้าให้ปากคำ

“”””””””””””””””””””””””””””””“””””””””””””””””””””””””End””“”””””””””””””””””””””””””””””“””””””””””

สุเทพ-อภิสิทธิ์ เบิกความคดีการเสียชีวิต พัน คำกอง

http://news.voicetv.co.th/thailand/48977.html

ศาลอาญา ไต่สวนคดีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกยิงบนถนนราชปรารภ ในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นการไต่สวนนัดสุดท้าย

โดยมีทั้งอดีตนายกฯและอดีตผู้อำนวยการ ศอฉ.เข้าเบิกความ ซึ่งทั้ง 2 ยืนยันว่าการปฏิบัติการควบคุมการชุมนุมเป็นไปตามหลักสากลและผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีหลักฐานที่สามารถบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้อำนวยการ ศอฉ.เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นการเบิกความต่อศาลในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา ยื่นคำร้องขอให้ศาลชันสูตรสาเหตุการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ชาวจังหวัดยโสธร อาชีพขับรถแท็กซี่ ที่เสียชีวิตหน้าคอนโดมิเนียม  ใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตลิงก์สถานีราชปรารภ เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2553 ระหว่างเหตุการณ์ทหารกระชับพื้นที่ราชประสงค์ ว่าได้นำหลักฐานที่สามารถบ่งชี้ว่าใครคือผู้ก่อความไม่สงบในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง รวมทั้งยืนยันว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้ารักษาความสงบในพื้นที่การชุมนุมไม่เคยใช้ความรุนแรงและไม่มีครั้งใดที่สามารถเรียกว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหารคือการสลายการชุมนุม

นายสุเทพ ยืนยันต่อศาลด้วยว่า วิธีการปฏิบัติเป็นไปตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักตามลำดับ คือ ใช้ โล่ และกระบอง รถฉีดน้ำ น้ำแก๊สน้ำตา และปืนลูกซองกระสุนยาง

นายสุเทพด้วยกล่าวว่า หลังเกิดเหตุการณ์ชายชุดดำใช้อาวุธสงครามยิงใส่เจ้าหน้าที่ ทาง ศอฉ.จึงต้องมีมาตรการต่างๆ ให้รัดกุมยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนทั่วไป คือ มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถมีอาวุธปืนประจำได้

ส่วนกรณีที่นายพัน คำกอง ถูกยิงเสียชีวิตที่บริเวณราชปรารภนั้น ได้รับรายงานว่าในคืนวันที่ 15 พฤษภาคมเวลา 01.00 น.มีรถตู้วิ่งผ่านเข้ามาขณะที่เจ้าหน้าที่ถูกคนร้ายเข้าโจมตีด้วยอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นการยิงตอบโต้กันระหว่างเจ้าหน้าที่และคนร้าย หลังจากนั้นจึงพบนายพัน คำกอง เสียชีวิตอยู่ใกล้บังเกอร์หรือที่กำบัง ซึ่งหลังเกิดเหตุกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำสำนวนของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งหมด และแม้จะส่งสำนวนกลับไปให้กองบัญชาการตำรวจนครบาลตรวจพิสูจน์สาเหตุตายอีกครั้ง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญทำการพิสูจน์บาดแผลและตรวจสอบกระสุนปืน ก็ไม่ได้ข้อสรุปแน่ชัดว่านายพัน คำกองและผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ เสียชีวิตจากการกระทำของฝ่ายใด

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ขึ้นเบิกความต่อศาล โดยกล่าวว่าการปฎิบัติการขอคืนพื้นที่นั้นเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลที่ระบุว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ผิดกฎหมาย เป็นการชุมนุมไม่สันติ พร้อมย้ำว่าความสูญเสียที่ เกิดขึ้นนั้นมาจากการที่มีคนร้ายติดอาวุธ ปะปนในกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ไม่ใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่รั

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นการเบิกความต่อศาล ซึ่งเป็นการไต่สวนครั้งสุดท้าย ในคดีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง ซึ่งศาลได้นัดฟังคำสั่งคดีในวันที่ 17 กันยายน 2555 ซึ่งถือเป็นคดีแรกของการหาสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนในช่วงการชุมนุมทางการเมืองระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553 ว่าเกิดจากการกระทำของฝ่ายใด

“”””””””””””””””””””””””””””””“”””””””””””””””””””End”””””””“”””””””””””””””””””””””””””””“”””

รวบแล้วมือยิงลูก ‘ชาดา’ อ้างถูกยิงก่อน-ตร.แถลงพรุ่งนี้

http://news.voicetv.co.th/thailand/48975.html

รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 เผย รวบมือยิงลูก ส.ส.”ชาดา ไทยเศรษฐ์” แล้ว อ้าง ถูกยิงก่อน – ยันไม่เอี่ยวการเมือง

 พ.ต.อ.ภาณุ บุรณศิริ รองผู้บังคับการศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่าขณะนี้ เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ก่อเหตุยิงนายฟารุต ไทยเศรษฐ์ บุตรชาย นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส. พรรคชาติไทยพัฒนา จ.อุทัยธานี ได้แล้ว เบื้องต้นทราบว่า มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ส่วนสาเหตุนั้น ผู้ก่อเหตุอ้างว่าถูกรถคู่กรณีกะพริบไฟไล่ จึงได้เปิดไฟสปอตไลท์เพื่อเตือน และระหว่างที่กำลังขับรถจะแซงคู่กรณี กลับถูกยิงใส่ ด้วยความโมโหจึงหยิบปืนที่พกพามายิงสวนกลับไป โดยยอมรับว่าเป็นคนก่อเหตุคนเดียว และยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นแต่อย่างใด
 อย่างไรก็ตาม ด้าน พล.ต.ท.ภาณุ เกิดลาภผล ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการควบคุมตัวผู้ก่อเหตุ เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนจะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนให้ทราบ ในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้(31 ส.ค.) 
“”””””””””””””””””””””””””””””“”””””””””””””””End”””””””””””“”””””””””””””””””””””””””””””

ปลดผู้ว่าฯ แบงค์ชาติ? ยาแรงที่เตรียมไว้พร้อมใช้!!

 

รายการ The Daily Dose ประจำวันที่ 30 สิงหาคม 2555

http://shows.voicetv.co.th/the-daily-dose/48986.html

คำนูณ สิทธิสมาน

“ต้องเข้าใจว่ากรรมการส่วนใหญ่ก็คนที่มีความคิดไปทางฟากรัฐบาลทั้งนั้น เพราะเป็นคนทางฟากกระทรวงการคลังและรัฐบาล กล่าวคือ เลขาธิการสภาพัฒน์, ผอ.สศค. และผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งอีก 5 คน คนทางฟากธนาคารแห่งประเทศไทยที่นั่งอยู่ในคณะกรรมการมี 4 ที่นั่ง คือ ผู้ว่าการฯ และรองผู้ว่าการฯ 3 คน หากได้รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาจากคนนอกอีก 2 คน ก็จะทำให้ที่นั่งในคณะกรรมการชุดนี้ไปทางฝากรัฐบาลเกือบเต็มร้อย…มติที่ออกมาคงเอกฉันท์!”

“”””””””””””””””””””””””””””””“””””””””””””End””””””””””””””“””””””””””””””””””””””””

Asia Update..August 31,2012

ข่าวค่ำDNN 30-8-55
จุดเปลี่ยนประเทศไทย 30-8-55
/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/
เพื่อคนไทยเพื่อประชาชน 30-8-55
Road To Asean 30-8-55
“”””””””””””””””””””””””””End”“”””””””””””””””””””””””””””
Various News Update….August 31,2012
เผยเบื้องหลัง! ทำไม? ต้องทดสอบระบายน้ำในกรุงเทพฯ “รอยล” ยันปีนี้ไม่ท่วม แต่ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น
เปิดเส้นทางสู่สภาคองเกรสของ “ลัดดา” สาวอเมริกันเชื้อสายไทย แก้มือสู้ Joe Walsh เงินถัง
“พิณภาษณ์” รับเสียใจร่วมทำหนังสือ ส่ง “ปู-ป๋าเปรม” ชี้สุกำพลทำถูกต้องแล้ว ละอายใจถูกการเมืองนำไปเป็นประเด็น
“มาร์ค–สุเทพ”เบิกความยันสลายม็อบแดงยึดหลักสากล ย้ำ”คนชุดดำ”ใช้ความรุนแรง-ศาลนัดฟังคำสั่ง17ก.ย.นี้
อัยการนำประจักษ์พยาน 2 แนวร่วม นปช. เบิกความ ระบุเห็นทหารถือปืนบนรางรถไฟ หน้าวัดปทุมฯ
รมต.แถวสาม(G-4G) “น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ” รัฐมนตรีลูกหม้อ ไม่มีมุ้ง น้องเลี้ยงสุดารัตน์ !!
ชม”บลูมูน”ครั้งสุดท้าย 31 ส.ค.นี้ พลาดแล้วต้องรออีกเกือบ 3 ปี
หมอเหวงยันหนุ่งซาเล้งชุดดํา-แท้จริงเข้าไปช่วยทหารไม่ให้ถูกแดงประชาทัณฑ์
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME5qTXpOamd3TVE9PQ==&subcatid=
ประชายันเป็นธรรมกับ มาร์ค-เทือก คดี98ศพปี53
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME5qTXlOVGN5T1E9PQ==&subcatid=
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เยี่ยมเยือนพบปะผู้บริหารเครือมติชน-ข่าวสด
“”””””””””””””””””””””””””””””“””””””””””””””””””””””””End””“”””””””””””””””””””””””””””””“””””””””
คดีเสื้อแดง 98 ศพความสิ้นหวังบนเวที ICC

“แม้นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จะแนะนำถึงการยื่นเรื่องเพื่อขอให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ไต่สวนหาผู้กระทำความผิดจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 แต่เป็นช่องทางที่เหมือนไฟริบหรี่”

นั่นเป็นคำพูดของนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดาของอาสาพยาบาล กมนเกด อัคฮาด ที่เสียชีวิตในการสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 2553 ที่วัดปทุมวนาราม เป็นการส่งสัญญาณว่าเริ่มสิ้นหวังกับการให้ ICC รับเรื่องนี้เพื่อไต่สวนหาผู้สั่งการฆ่าประชาชน

การเดินทางไปกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อยื่นหลักฐานข้อมูลเพิ่มเติมต่อ ICC ของนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ล่วงเลยมากว่า 2 เดือนแล้ว แต่ปฏิกิริยาจาก ICC ยังไม่มีความคืบหน้าอะไร เว้นแต่เปิดช่องให้ยื่นข้อมูลหลักฐานเพิ่มได้เท่านั้น

ทั้งนี้ เพราะติดเงื่อนไขที่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยังไม่ลงนามรับรองเขตอำนาจศาลเพื่อให้ ICC สามารถพิจารณาสำนวนคดีการสลายการชุมนุมได้

แม้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องทำการศึกษาเรื่องนี้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะมีข้อสรุปเรื่องการรับรองเขตอำนาจศาลเสนอให้คณะรัฐมนตรีในเร็ววันนี้

แต่ก็เป็นการเทคแอ็คชั่นไม่ให้เสียคะแนนจากคนเสื้อแดงเท่านั้น

ความหวังของญาติผู้สูญเสียที่ฝันว่าจะเห็น ICC ไต่สวนเรื่องนี้จึงยังห่างไกลจากความจริง

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่าปมปัญหาที่ทำให้ยังไม่สามารถยอมรับเขตอำนาจศาล ICC ได้เป็นเพราะ

1.ไทยได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ. 1998 เมื่อปี พ.ศ. 2543 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรม เนื่องจากจำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติอนุวัติพันธกรณีของธรรมนูญกรุงโรมก่อนเพื่อให้ไทยสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้

2.ไทยมีประเด็นอ่อนไหวที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรม ซึ่งระบุถึงการไม่สามารถอ้างสถานะความเป็นประมุขของรัฐเพื่อไม่ต้องรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญกรุงโรม

ในขณะที่มาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติถึงการละเมิดมิได้ และการไม่อาจกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ซึ่งมีสถานะเป็นประมุขของรัฐไม่ว่าในทางใดๆ

3.ขณะนี้การดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดอยู่ในกระบวนการยุติธรรมของไทยแล้ว ตามหลักกฎหมายของธรรมนูญกรุงโรม ICC มีเขตอำนาจในฐานะศาลที่เสริมเขตอำนาจในทางอาญาของรัฐในกรณีที่รัฐนั้นเป็นภาคีแล้ว จึงไม่สามารถรับคดีไว้พิจารณาได้

ถึงแม้ข้อ 12 วรรค 3 ของธรรมนูญกรุงโรมจะระบุให้รัฐซึ่งมิได้เป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมอาจยอมรับการใช้อำนาจศาลในส่วนที่เกี่ยวกับอาชญากรรมที่เป็นปัญหาได้ โดยส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียนของ ICC ก็ตาม

4.คณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาการเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมมีความเห็นว่า การเข้าเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบในบางประเด็นที่เป็นเรื่องสำคัญและอ่อนไหว โดยเฉพาะข้อ 27 ของธรรมนูญกรุงโรมเรื่องการไม่สามารถอ้างสถานะความเป็นประมุขของรัฐในการที่จะไม่ต้องรับผิดชอบทางอาญาตามธรรมนูญกรุงโรมจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภายในที่เกี่ยวข้อง

เช่น ประมวลกฎหมายอาญาเพื่อเพิ่มฐานความผิดร้ายแรงทั้ง 4 ฐานตามธรรมนูญกรุงโรม ได้แก่ อาชญากรรมทำลายล้างเผ่าพันธุ์, ต่อมนุษยชาติ, สงคราม, การรุกราน ให้เป็นความผิดในประมวลกฎหมายอาญาของไทย, พระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ. 2527, พระราชบัญญัติว่าด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 เพื่อให้รองรับพันธกรณีภายใต้ธรรมนูญกรุงโรมได้ครบถ้วนสมบูรณ์

สิ่งเหล่านี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนแสดงเจตจำนงให้มีผลผูกพันหรือให้สัตยาบันตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ จึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการที่จะให้ ICC รับไต่สวนกรณี 98 ศพ

โดยเฉพาะหัวใจสำคัญที่ดูเหมือนรัฐบาลไม่กล้าแตะ คือการอ้างว่าธรรมนูญกรุงโรมขัดกับมาตรา 8 วรรค 2 ของไทยที่ระบุว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆไม่ได้ โดยธรรมนูญกรุงโรมระบุว่า ถ้ากฎหมายภายในให้เอกสิทธิ์คุ้มกันบุคคลใดๆนั้นอ้างไม่ได้ในศาลอาญาระหว่างประเทศ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคดี 98 ศพ จึงยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ICC เสียที แม้เหตุการณ์จะล่วงเลยผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว

การเอาผิดคนสั่งฆ่าประชาชนจึงเป็นเพียงโวหาร วาทะทางการเมือง เพื่อรักษาน้ำใจคนเสื้อแดงเท่านั้น

แม้แต่กระบวนการสอบสวนในประเทศที่มีการเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและอดีตผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เข้าให้ปากคำ

หรือการเรียก ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ และ ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด ทหารสังกัด ม.พัน 5 สองทหารประจำจุดซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ เข้าให้ปากคำ ก็ไม่มีความหวังใดๆกับการเอาคนสั่งฆ่ามารับโทษ

กระบวนการทั้งหมดส่อไปในทิศทางที่ว่าไม่ได้มุ่งเอาผิดใคร แต่เป็นการมุ่งไปสู่การปรองดอง รอมชอม หรือเกี๊ยะเซียะ เพื่อล้างผิดทุกฝ่ายด้วยการนิรโทษกรรมเสียมากกว่า

**********************************************************************

 

ทนายนปช.เตรียมซักมาร์ค-สุเทพออกคำสั่งปราบชุมนุม

DSIทำคดี98ศพเต็มที่2พลซุ่มยิงยันใช้ลูกซ้อมไม่มีหัวกระสุน

2 นายทหารประจำจุดหรือพลซุ่มยิงในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอแล้ว เผยเป็นการสอบถามเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ในวันเกิดเหตุ โดยยืนยันใช้ลูกซ้อมไม่มีหัวกระสุนในการปฏิบัติหน้าที่ ด้าน“ประยุทธ์” ยืนยันพร้อมให้ทหารทุกนายไปให้ปากคำหากถูกเรียก แม้แต่ตัวเองที่เป็นที่ปรึกษา ศอฉ. ถ้าเรียกมาก็ไม่ขัด “ประเวศน์” รับปากคนเสื้อแดงที่เข้าให้กำลังใจเดินหน้าทำคดีเต็มที่ ระบุอยากเห็นบ้านเมืองกลับมาสงบสุข ที่ผ่านมาเสียเวลามากแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกพลเฝ้าระวังในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองของคนเสื้อแดงไปสอบปากคำว่า ไม่ว่าเชิญใครก็จะอนุญาตให้ไปพบพนักงานสอบสวนได้ ส่วนตนในฐานะที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หากเรียกมาก็พร้อม แต่จะไปเองหรือส่งตัวแทนไปก็ได้เพราะเป็นการสอบในฐานะพยานไม่ใช่ผู้ต้องหา

ที่สำนักงานดีเอสไอ วันที่ 29 ส.ค. 2555 ส.อ.ศฤงคาร ทวีชีพ ซึ่งปลดประจำการไปแล้ว และ ส.อ.คชารัตน์ เนียมรอด สังกัด ม.พัน 5 ทหารประจำจุด พร้อมด้วยนายทหารพระธรรมนูญเดินทางเข้าให้ปากคำคดีการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน โดยดีเอสไอได้แยกสอบสวนในประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ นางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม พร้อมแนวร่วมเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ได้เข้ามอบดอกไม้ให้กำลังใจ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสวบสวนด้วย

พ.ต.อ.ประเวศน์กล่าวหลังรับมอบดอกไม้ ว่า ขอบคุณคนเสื้อแดงทุกคนที่เสียสละ โดยเฉพาะผู้ที่เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ คนเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่แต่ก็ออกไปต่อสู้เพื่อความถูกต้องและความเป็นธรรม คนไม่มีหน้าที่ยังออกไปทำหน้าที่ ดังนั้น ตนคงอยู่เฉยไม่ได้ ดีเอสไอจะตั้งใจทำงานเต็มที่เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข มีหลักมีเกณฑ์ที่ถูกต้อง ขอให้ทุกคนเชื่อใจ เพราะส่วนตัวไม่อยากให้เสียเวลาอีกต่อไป พวกท่านเหนื่อยมามากแล้ว ต่อไปนี้ขอให้เป็นหน้าที่ตนในการทำงาน ขอให้ทุกคนสบายใจได้

ทั้งนี้ มีรายงานว่าทหารสองนายที่เข้าให้ปากคำยืนยันว่าใช้ลูกกระสุนซ้อมไม่มีหัวกระสุนในการปฏิบัติหน้าที่

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี สบายใจว่าไม่ต้องกลัวว่ารูปคดีจะเปลี่ยน ทุกอย่างต้องว่าไปตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ไม่มีใครปรุงแต่ง ส่วนการสอบปากคำนายสุเทพยาวนานนั้นเป็นกระบวนการปรกติ เมื่อสอบไม่เสร็จก็ต้องสอบต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันนายสุเทพก็มีสิทธิขอยุติและมาให้ปากคำวันหลังได้

**********************************************************************

พระพยอมแจงทำดีที่สุดแล้วหมา/แมวตายเป็นธรรมชาติ (ชมคลิป)

จากกรณีที่มีผู้ตั้งกระทู้ “เรื่องเศร้า… ณ วัดย่านนนทบุรี กับชีวิตของแมวกว่า 100 ตัว” ในเว็บบอร์ด http://www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J12441575/J12441575.html ที่เล่าเรื่องราวทั้งข้อความและรูปภาพเกี่ยวกับชีวิตแมวที่วัดสวนแก้วที่ขาดการเหลียวแล มีทั้งแมวที่ผอมโซ เจ็บป่วย และล้มตาย ทำให้มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นทั้งแง่บวกและลบ

พระพยอม กัลยาโณ ประธานมูลนิธิสวนแก้ว และเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า จุดเริ่มต้นที่ทางวัดจัดทำโครงการคอนโดสุนัข เนื่องจากเวลาเทศน์หรือมีกิจกรรมทางศาสนา หมา แมว จะเห่าหอนรบกวนมาก ปรากฏว่าทำแล้วมีแต่คนนำหมา แมว มาให้จนมากเกินไป ขนาดไม่รับยังเอามาทิ้ง

การที่เข้าไปโพสต์ในเน็ตกล่าวหาว่าวัดทอดทิ้ง ดูแลไม่ทั่วถึง  หรือปล่อยปละละเลย เรื่องนี้อาตมาก็ชักจะอยู่ตัวแล้ว เพราะบางคนมาแบบฉาบฉวย ไม่ได้ดูแลอยู่ตลอด มาเห็นจังหวะที่มีแมวตาย แมวที่ไหนในโลกไม่ตาย หมูหมาที่ไหนบ้างไม่ตาย เมื่อตายยังไม่ได้จัดการเอาไปฝัง พอมาเห็นสภาพแมวตายก็ไปตีโพยตีพาย ได้ข้อมูลเล็กๆน้อยๆก็ไปลงเว็บ ลงอะไร วัดเองไม่ว่าอะไร เพราะรับได้ โดนมาเยอะแล้ว ตั้งแต่สมัยหมูตกรถนั่นโดนหนักกว่านี้อีก ใช้คำว่าวัดนรกเลย ซึ่งเราก็รับได้

ถ้าใครคิดว่าทำได้ดีกว่าที่วัดทำก็ช่วยเอาไปหน่อย ช่วยทำให้ดีที่สุดตามความคิดฝันของคุณ เผื่อฝันจะเป็นจริงได้ หรือหาใครมาดูแลที่คิดว่าดูแลดีเยี่ยม มาทำแทน แล้วก็รับเงินเดือนไป ค่าน้ำค่าไฟไม่ต้องเสีย ทางวัดออกให้ ถ้าใครเป็นคนมีเมตตาจิตบวกกับมีปัญญาที่จะอนุเคราะห์ มีจิตอาสา ก็มาดูช่วยกัน แต่ไม่ใช่มาดูแล้วเอาไปประจานกันโดยไม่ได้อยู่ดูทุกวัน

อยากจะฝากไว้ว่าใครได้ข้อมูลอะไรขอให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน แล้วขอให้ถามฝ่ายที่ปฏิบัติงานกันอยู่บ้าง ผู้ที่ลงทุนลงแรง เสียสละทั้งทรัพย์ ทั้งที่ดิน ทั้งอุปกรณ์อาคารทั้งหลาย ถ้าทำอย่างนี้เพื่อทรมานสัตว์จะทำไปทำไม

ผู้สนใจต้องการสอบถามข้อมูล/บริจาคสิ่งของ อาหาร ให้กับโครงการคอนโดสุนัข มูลนิธิสวนแก้ว โทร.0-2595-1444 ต่อ 106 ชมคลิปพระพยอมเปิดใจ “เรื่องน่าเศร้า หมา แมว ที่วัดสวนแก้ว” แบบเต็มๆได้ที่

 

**********************************************************************

 

 



….
piangdin 🙂

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำลังพล กองทัพไทย

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกำลังพล กองทัพไทย

 

เรื่องแท็กซี่รับหรือไม่รับใคร มันเลยไปถึงปัญหาทางสิทธิมนุษยชน

เรื่องแท็กซี่รับหรือไม่รับใคร มันเลยไปถึงปัญหาทางสิทธิมนุษยชน

เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจ

THAILAND: Young man tortured and at risk of further torture in army custody

ASIAN HUMAN RIGHTS COMMISSION – URGENT APPEALS PROGRAMME

Urgent Appeal Case: AHRC-UAC-156-2012

30 August 2012
———————————————————————
THAILAND: Young man tortured and at risk of further torture in army custody

ISSUES: Torture, arbitrary arrest and detention, military
———————————————————————

Dear friends,

The Asian Human Rights Commission is deeply concerned about a recent case of torture in the south of Thailand. Romuelee Loh-oh, 21, was arrested under unclear circumstances, tortured and repeatedly interrogated under inhumane conditions. His family was subject to repeated, intimidating searches of their home. This case is indicative of the entrenched practices of torture currently in use by the Thai state security forces that have developed and hardened into place since the declaration of martial law over the country’s south in January 2004. These practices terrorize individual citizens and families, fail to stem the widespread violence and further engender mistrust of the authorities by the citizens.

CASE DETAILS:

On 21 August 2012, a shooting took place in Saiburi, Pattani province. The two suspects who allegedly carried out the shooting had fled following the incident. Soldiers came to examine the area and found bomb-making materials on the street. A telephone had been dropped on the ground. The soldiers then went to Mr. Romuelee’s home, near where the incident took place. When the soldiers arrived, including two in a pick-up truck and two on motorcycles, they greeted Romuelee and searched the house. On August 22, a larger group of soldiers from the same unit returned to the house to question Romuelee’s mother.

On August 24, at 5am, a still larger group of soldiers and policemen came to search the house. They seized items and an hour later took Romuelee to the Saiburi police station and then took him to a camp at Wat Liab (Liab Temple). After Romuelee had already been taken from the house, a joint operations new unit came to search the house for a third time. They took chemical samples from every person in the house. The results said that Mr. Rawi, the elder brother of Romuelee, had carbon powder and bomb residue on his body. Rawi was then taken to the camp at Wat Liab as well. Rawi and Romuelee were taken to Chulabhorn Camp together. When they arrived at the camp, Rawi and Romuelee were separated for interrogation. Rawi was sent to an independent forensic evidence center. He was questioned about his life and work history and then released to return home. Romuelee was detained at Chulabhorn Camp.

On August 26, the entire family went to visit Romuelee at Chulabhorn Camp. When they saw Romuelee, they noticed that his body was hot and he was walking bent over. When they asked him what was wrong, he said that the soldiers had pulled on his penis twice; that they made him take off his clothes and kept him in a room with cold air. He was interrogated from evening until morning. His back was bruised. He was not able to pray consistently. The officials told Romuelee that he was a suspect because his phone number was in the recent call list of the telephone dropped in the area where the shooting took place on August 21. Romuelee said that his phone number might be in the phone found at the scene because he dialed incorrectly. He did not know the two suspects in the case. But they also asked him about unrelated issues, such as a person who had fled while out on bail in another case. They asked him about the case of his older brother who was extrajudicially killed in 2006. Romuelee did not know why the soldiers asked him these unrelated questions.

In addition, on August 24, after Romuelee and Rawi were taken to Chulabhorn Camp, another unit of soldiers specializing in chemical investigation came to the Lah-oh house and questioned the men’s mother. They set up 21 points for checking around the house and area, and left. On 26 August, a different unit of soldiers came to search the house again. The repeated searches of the house by different units have caused the family to be afraid, and constitute a form of harassment.

On August 27, Romuelee was transferred to Lamphaya military camp, Raman district, Yala province. He has been detained without any charge being informed. The authorities concerned have said that he has been kept for investigation under the Emergency Decree that is in effect in the southern provinces of Thailand. Because no charge has been laid, he cannot ask for bail because his detention is not under Criminal procedure. Consequently, his family complained to the National Human Rights Commission of Thailand on 28 August 2012 about the case.

Please see the sample letter below for some further details.

BACKGROUND INFORMATION:

The AHRC and partner organisations have for some years highlighted the need for the emergency regulations in the south of Thailand to be repealed if fundamental rights are to be protected. For further details see: http://thailand.ahrchk.net/edecree/

For more cases and information on Thailand, please visit the AHRC’s Thailand page: http://www.humanrights.asia/countries/thailand

SUGGESTED ACTION:

Please write letters to the authorities listed below, urging them to release the accused in this case and investigate his alleged torture.

Please be informed that the AHRC is writing separate letters to the UN Special Rapporteur on torture, the Working Group on arbitrary detention, and to the regional human rights office for Southeast Asia concerning the case.

To support this appeal, please click here: 

SAMPLE LETTER:

Dear _________,

THAILAND: Detainee tortured and at risk of further torture in army custody

Name of detainee: Mr. Romuelee Loh-oh, 21, of Pattani Province

Place of detention: Lamphaya military camp, Raman district, Yala province

I am writing to you to call for urgent intervention into the case of a young man who has allegedly been tortured in army custody in the south of Thailand, and who is at risk of imminent further torture.

On 21 August 2012, a shooting took place at Moo 3, Bu-ruh sub-district, Saiburi district, Pattani province. The two suspects who allegedly carried out the shooting had fled following the incident. Soldiers came to examine the area and found bomb-making materials on the street. There was a telephone dropped on the ground in that area. The soldiers then went to Romuelee’s home, approximately 2 kilometers from where the incident took place. When the soldiers arrived, including two soldiers in a pick-up truck and two on motorcycles, they greeted Mr. Romuelee politely and searched the house.

On 22 August 2012, a larger group of soldiers from the same unit returned to the house to question Romuelee’s mother. They asked her where each of the children named on the house registration were currently. She told them that some of the children were at home and others were in Pattani. Romuelee was also at home but they did not ask him any questions.

On 24 August 2012, at 5am, a still larger group of soldiers and policemen came to search the house. They seized mobile telephones belonging to Romuelee and Mr. Rawi (Romuelee’s older brother). They also seized a pair of jeans belonging to Romuelee. At 6am, they took Romuelee to the Saiburi police station and then at 8am, they took him to a camp at Wat Liab (Liab Temple). After Romuelee had already been taken from the house, at 9 am, a new unit of approximately 40 soldiers (including those from the navy and rangers) and policemen came to search the house for a third time. They took chemical samples from every person in the house. The results were printed on a purple-colored paper and they said that Rawi had carbon powder and bomb residue on his body. Rawi was then taken to the camp at Wat Liab as well. At 1pm, Rawi and Romuelee were taken to Chulabhorn Camp together. When they arrived at the camp, Rawi and Romuelee were separated for interrogation. Rawi was sent to an independent forensic evidence center. He was questioned about his life and work history and then released to return home at 5pm. Romuelee was detained at Chullabhorn Camp.

On 26 August 2012, the entire family went to visit Romuelee at Chulabhorn Camp. The official on duty asked Rawi if three days had passed yet since his brother had been apprehended. If three days had not yet passed, then they would not allow the family to visit him. However, despite this question, which has no legal basis, the family was able to see him. When they saw Romuelee, they had a chance to touch his body. They noticed that his body was hot and he was walking bent over. When they asked him what was wrong, he said that the soldiers had pulled on his penis twice. They made him take off his clothes and kept him in a room with cold air. He was interrogated from 6pm in the evening until 6am in the morning. His back was bruised. He was not able to pray consistently. The officials told Romuelee that he was a suspect because his phone number was in the recent call list of the telephone dropped in the area where the shooting took place on August 21. Romuelee said that his phone number might be in the phone found at the scene because he dialed incorrectly. He did not know the two suspects in the case. But they also asked him about unrelated issues, such as a person named Zakariya who had fled while out on bail in another case. They asked him about the case of his older brother who was extrajudicially killed in 2006. Romuelee did not know why the soldiers asked him these unrelated questions.

In addition, at 2.30pm on 24 August 2012, after Romuelee and Rawi were taken to Chulabhorn Camp, another unit of soldiers specializing in chemical investigation came to the Lah-oh house and questioned the men’s mother. More than 30 soldiers came, in two six-wheel trucks. They set up 21 points for checking around the house and area. They finished their investigation at 3.30pm and left. On August 26, a different unit of soldiers came to search the house again. The repeated searches of the house by different units have caused the family to be afraid, and constitute a form of harassment.

On 27 August 2012, Romuelee was transferred to Lamphaya military camp, Raman district, Yala province. He has been detained without any charge being informed. The authorities concerned have said that he has been kept for investigation under the Emergency Decree that is in effect in the southern provinces of Thailand. Because no charge has been laid, he cannot ask for bail because his detention is not under Criminal procedure. Consequently, his family complained to the National Human Rights Commission of Thailand on August 28 about the case.

In light of the above facts, I urge that Romuelee be released from custody, or if grounds exist for his detention in accordance with the law, that he be charged and brought before a court without delay. Furthermore, I urge that the authorities in Thailand initiate a prompt and effective investigation into his alleged torture, which is consistent with the types and methods of torture described in other cases from the southernmost provinces in recent years.

I also want to take this opportunity to express my concern about the larger phenomenon of torture in Thailand. This case is indicative, it strikes me, of the entrenched practices of torture currently in use by the Thai state security forces; practices that have only hardened since the declaration of martial law in the region in January 2004, and introduction of the Emergency Decree not long afterwards. These practices terrorize individual citizens and families, fail to stem the widespread violence and further engender mistrust of the authorities by the citizens. Consequently, if the incidence of torture in the south of Thailand is to be addressed, it is necessary that the extraordinary regulations governing the management and behaviour of the police and army in the region be lifted, and persons like Romuelee, if arrested, be treated as ordinary criminal accused in accordance with the conventional law.

Lastly I call upon Thailand to pass and implement a domestic law to prohibit torture and punish perpetrators, in accordance with the terms of the UN Convention against Torture, without delay.

I look forward to your prompt action.

Yours sincerely,

——————-
PLEASE SEND YOUR LETTERS TO:

1. Ms. Yingluck Shinawatra
Prime Minister
c/o Government House
Pitsanulok Road, Dusit District
Bangkok 10300
THAILAND
Fax: +66 2 288 4000 ext. 4025
Tel: +66 2 288 4000
E-mail: [email protected]

2. Mr. Tharit Pengdith
Director-General of
Department of Special Investigation
128 Chaeng Wattana Road
Thoongsonghong, Laksi
Bangkok 10210
THAILAND
Fax: +66 2 831 9888
Tel.: +66 2 831 9888
E-mail: [email protected]

3. Mr. Pracha Promnok
Minister of Justice
Office of the Ministry of Justice
Ministry of Justice Building
22nd Floor Software Park Building,
Chaeng Wattana Road
Pakkred, Nonthaburi 11120
THAILAND
Fax: +66 2 502 6734 / 6884
Tel: +66 2 502 6776/ 8223
E-mail: [email protected]

Thank you.

Urgent Appeals Programme
Asian Human Rights Commission ([email protected])

Visit our new website with more features at www.humanrights.asia.

You can make a difference. Please support our work and make a donation here.

THAILAND: Next steps to end impunity for state violence in Thailand

FOR IMMEDIATE RELEASE
August 29, 2012
ALRC-CWS-21-03-2012

Language(s): English only

HUMAN RIGHTS COUNCIL
Twenty-first session, Agenda Item 4, General Debate

A written statement submitted by the Asian Legal Resource Centre (ALRC), a non-governmental organisation with general consultative status

THAILAND: Next steps to end impunity for state violence in Thailand

On 30 July 2012, the Criminal Court in Bangkok convicted five police officers for the murder of a teenager during the “war on drugs” in 2004 in Thailand. This is the first case of which the Asian Legal Resource Centre (ALRC) is aware in which police responsible for killings during the “war on drugs” under the government of ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra have been held to account for their crimes. In a country in which impunity for state violence is long-standing, institutionalized, and a public fact, the decision in this case is a significant victory for the family of the victim and serves as a cautious signal of the possibility of accountability to others. The ALRC brings this case to the attention of the Human Rights Council in order to highlight a significant success by human rights defenders to secure justice after a protracted struggle as well as to suggest how the decision in this case may be used to encourage the end of impunity in other outstanding cases of state violence.

In February 2003, ousted Prime Minister Thaksin announced the beginning of the “war on drugs” with an unequivocal message to police and other state officials–that any and all necessary actions should be taken to free the country of the drug menace, including killing. Over the next three months, it became apparent that the message served as a carte blanche for the use of murderous violence against citizens, rather than using the provisions of the Criminal Code to investigate and prosecute. By May 2003, an estimated number of over 2500 people had been killed. Kalasin Province was the first province in the country that the government declared had “won” the war. This alleged victory was achieved at the cost of many lives taken illegally, at the hands or bidding of state agents. In addition, and particularly evident in Kalasin province, the “war on drugs” did not end in May 2003, but instead extrajudicial violence became a typical tactic used by the police.

This context of routinized state violence is the one in which Kiettisak Thitboonkrong was arrested for a minor crime and then murdered. On 16 July 2004, the police arrested him for allegedly stealing a motorcycle. When his family heard this news, they went to the police station and attempted to talk to him. After returning multiple times, his grandmother was allowed to witness his interrogation on 22 July 2004 and told to wait for him to be bailed out later that day. But Kiettisak never came home and the next day his mutilated body was found in a neighbouring province.

Following his death, his family launched a campaign to campaign to investigate and hold the police in Kalasin accountable for his murder and the murders or enforced disappearances of 27 other individuals by police of the same station during and following the so-called “war on drugs”. In 2005, the Department of Special Investigation (DSI) in the Ministry of Justice began investigating the case. Under the Special Investigation Act (SIA), the DSI is the state agency tasked with investigating cases in which state officials have committed violent crimes against citizens. The DSI took three years to conduct the investigation. On 18 May 2009, the public prosecutor charged six police officers with premeditated murder and with concealing Kiettisak’s corpse to hide the cause of death. Because this case was investigated under the SIA it was sent to the Criminal Court in Bangkok. The public prosecutor conducted the case and Kittisapt Thitboonkrong, father of Kiettisak, successfully sought and obtained permission from the court to act as a joint plaintiff, represented by lawyers from the Lawyers’ Council of Thailand working pro bono. The hearings took another three years.

In the decision in Black Case No. 3252/2552, 3466/2552, read on 30 July 2012, the Criminal Court found five out of the six police officers accused guilty of murdering Kiettisak Thitboonkrong. The Criminal Court found Pol. Snr. Sgt. Maj. Angkarn Kammoonna, Pol. Snr. Sgt. Maj. Sutthinant Noenthing, and Pol. Snr. Sgt. Maj. Phansin Uppanan guilty of premeditated murder and hiding a corpse. It sentenced them to death. Pol. Lt. Col. Sumitr Nanthasathit it found guilty of premeditated murder and sentenced him to life imprisonment. Pol. Col. Montree Sriboonloue it found guilty of abusing his authority to aid in protecting his subordinates from criminal prosecution and sentenced him to seven years’ imprisonment. The five policemen were released on bail while they appeal the decision.

The case of Kiettisak Thitboonkrong is the first of 28 total cases in which police from the Kalasin police station have been accused of murdering or forcibly disappearing citizens during or following the “war on drugs”. Given that this is also the first case in which a court decision has been reached, the ALRC welcomes the guilty verdict as a clear sign that the judiciary is willing to hold police to account for their use of extrajudicial violence against citizens. At the same time, the ALRC would like to note two significant reservations.

The first is that the ALRC would like to express grave concern that the convicted officers have obtained bail pending appeal. The convictions for these sentences are of such gravity that good reason exists to expect that the convicted police will attempt to evade punishment by absconding or other means. They may also seek to obtain revenge against one or more persons who testified against them. Consequently, the ALRC urges that the granting of bail be revoked and the five convicted officers be imprisoned while awaiting appeal outcomes. The ALRC further urges the relevant Thai authorities to ensure that witnesses and human rights defenders in this case continue to receive witness protection, as the Asian Human Rights Commission, the ALRC’s sister organization, has informed the Special Rapporteur on Human Rights Defenders about in a separate appeal.

The second is that the ALRC, as a matter of human rights principle, opposes the death penalty under all circumstances, and calls for the sentences in this case to be reviewed, such that the convicted police officers instead receive appropriate prison terms.

Notwithstanding these reservations, this case stands out among other cases of extrajudicial killing in Thailand over the last ten years, in which courts have been unwilling to hold state officials to account. In the worst cases, perpetrators of extrajudicial violence against citizens have been rewarded. In most cases they have been tacitly and conveniently ignored. One of the long-term effects of this approach has been the further consolidation of impunity for state violence in Thailand. The ALRC would therefore like to urge the Thai government to take the example set by the court in the case of Kiettisak Thitboonkrong as a precedent and catalyst to take action to end impunity. This suggestion is aimed at the criminal justice system writ large as well as relevant independent bodies with responsibility for documenting violence and securing accountability. The cases for which recommendations are noted below are both urgently in need of redress and are exemplary of the broader problem of impunity in Thailand.

On 12 March 2004, police officers abducted Somchai Neelaphaijit, a lawyer and human rights defender, from his car in Bangkok. At the time of his disappearance, Somchai was representing clients whom police had tortured as part of their counterinsurgency campaigns in southern Thailand. Concerted action by his family and allied human activists, and interventions by the Working Group on Enforced Disappearances, led to the prosecution of five police officers in connection with his disappearance and murder. However, due to a combination of consistent obfuscation by the involved police officers as well as inability to account for the crime of disappearance within existing Thai legal categories, all but one of the police officers was acquitted. The one officer convicted of relatively minor offences also disappeared and was subsequently acquitted on appeal. The body of Somchai Neelaphaijit has not been recovered and his case remains unsolved.

The ALRC urges the Government of Thailand to amend the Criminal Code to account for the crime of disappearance, and, more importantly, to foster a culture within which the state security forces actively work against, rather than encourage, the casual use of extrajudicial violence.

On 25 October 2004, 85 people died during and following protests in Tak Bai district of Narathiwat province. Over 1500 people had massed in front of the district police station to protest the arrest of six villagers on charges of allegedly stealing guns from the local defence forces. Under the terms of martial law, this protest was an illegal gathering and the protestors were arrested. They were then transported to an army base six hours away. During the transport, the protestors were stacked in horizontal layers in the trucks, as a result of which 78 people died during the transport, in addition to seven people who were killed during the protest. Under Thai law, when there is a death in custody, a postmortem inquest must be conducted. In May 2009, the inquest ruling noted that, “The causes and circumstances related to the deaths were that they died of suffocation while in custody of officials who were deemed to have performed their duties according to their assigned responsibilities.” In other words, the court recognized that the protestors died while under the protection of state officials, but classified this not as murder but as “duty”. Families of the victims filed a court case arguing that this recourse to “duty” was unconstitutional; both the Criminal Court and the Court of Appeals have refused to accept this case. The recourse to “duty” is far too frequently echoed in postmortem inquest rulings involving deaths in custody in Thailand and the refusal of the courts to accept the case of the families of the victims powerfully illustrates how entrenched and unquestionable this idea is within the security and judicial apparatus.

The ALRC urges the courts to accept this case for review, and calls on the Government of Thailand to carefully examine the practices and policies extant inside the security forces to ensure that “duty” does not stand as justification for inhumane treatment, torture, or murder.

During the clashes and the subsequent government crackdown on the protests by the red-shirted members of the United Democratic Front Against Dictatorship (UDD) in April and May 2010, 94 persons were killed and more than 2000 were injured. A series of investigations have been carried out by different kinds of actors, including a state agency, two state-appointed independent bodies, and a citizen group. With the exception of the citizen group, the People’s Information Centre (PIC), which released its report in late August 2012, the operations and results of the investigations have not yet been made available to the public.

The ALRC calls on the state agency, the DSI, and the two state-appointed independent bodies, the Truth and Reconciliation Commission of Thailand and the National Human Rights Commission of Thailand, to complete their investigations and share the information with the public. The ALRC welcomes the report of the PIC as an important action by citizens in the service of protecting human rights and ending impunity. At the same time, the ALRC would like to highlight the fact that the securing of accountability is not only the responsibility of citizens, but the state must actively work to achieve this end as well. The public release of the reports by the DSI and other agencies is an important component of this work, as is the subsequent prosecution of state officials who used extrajudicial violence during the April-May 2010 crackdown.
# # #

About the ALRC: The Asian Legal Resource Centre is an independent regional non-governmental organisation holding general consultative status with the Economic and Social Council of the United Nations. It is the sister organisation of the Asian Human Rights Commission. The Hong Kong-based group seeks to strengthen and encourage positive action on legal and human rights issues at the local and national levels throughout Asia.

 

Visit our new website with more features at www.humanrights.asia.

You can make a difference. Please support our work and make a donation here

—————————–

Asian Human Rights Commission
#701A Westley Square,
48 Hoi Yuen Road, Kwun Tong, Kowloon,
Hongkong S.A.R.
Tel: +(852) 2698-6339
Fax: +(852) 2698-6367
Web: humanrights.asia
twitter/youtube/facebook: humanrightsasia

Please consider the environment before printing this email.

สเปนเตรียมทุ่ม 6 หมื่นล้านยูโรเพิ่มทุนแบงก์

สเปนเตรียมทุ่ม 6 หมื่นล้านยูโรเพิ่มทุนภาคธนาคาร

นายลูอิส เดอ กวินโดส รมว.เศรษฐกิจสเปน กล่าวว่า สเปนจะใช้เงินราว 6.0 หมื่นล้านยูโร (7.5 หมื่นล้านดอลลาร์) จากมาตรการช่วยเหลือเพื่อเพิ่มทุนภาคธนาคารที่เปราะบาง โดยในเดือนมิ.ย. บริษัทโอลิเวอร์ ไวแมน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาระบุว่า ธนาคารของสเปนจะต้องใช้เงินทุนเพิ่มขึ้นถึง 6.2 หมื่นล้านยูโรจากกองทุน 1.00 แสนล้านยูโร ที่สามารถใช้ได้ภายใต้มาตรการช่วยเหลือของยุโรป

นายเดอ กวินโดส ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชันแนล เฮรัลด์ ทริบูน โดยบอกว่าไม่คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะแตกต่างอย่างมากจากตัวเลขในรายงานขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับภาคธนาคารที่จะประกาศในกลางเดือนหน้า และคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะเริ่มซื้อพันธบัตรสเปน เพื่อบรรเทาความต้องการเงินทุนของสเปน แต่ไม่ได้หมายความว่า สเปนจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดยอดขาดดุล

นายเดอ กวินโดส ไม่คิดว่า ภาวะถดถอยเป็นเวลานานจะขัดขวางสเปน จากการบรรลุเป้าหมายทางการคลัง ขณะที่รายได้จากการจัดเก็บภาษีสอดคล้องกับเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ แต่สเปนอาจจะต้องทำพันธะสัญญาทางการคลังที่เข้มงวดขึ้น เพื่อแลกกับความช่วยเหลือของอีซีบี

ก่อนหน้านี้ นายเยนส์ วีดมานน์ ประธานธนาคารกลางเยอรมนี (บุนเดสแบงก์) ได้ย้ำคัดค้านการซื้อพันธบัตรของอีซีบี เพื่อช่วยเหลือประเทศต่างๆ เช่น สเปน

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/foreign/20120828/467705/สเปนเตรียมทุ่ม-6-หมื่นล้านยูโรเพิ่มทุนแบงก์.html

ภริยานายกฯจีนจ้าง’กู่ ไคไหล’ตัวปลอมขึ้นศาล

สื่อผู้ดีตีข่าวภรรยานายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ถูกระบุว่า เป็นผู้จ้างวานนางกู่ ไคไหล ตัวปลอมไปขึ้นศาล

เว็บไซท์แท็บลอยด์ เดลี่เมล ของอังกฤษ รายงานว่า นางจาง เพ่ยลี่ ภริยาของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่า ของจีน ได้จ้างตัวปลอมไปขึ้นศาลแทนนางกู่ ไคไหล ในคดีฆาตรกรรมนายนีล เฮย์วู้ด ชาวอังกฤษ เนื่องจากเกรงว่า นางกู่ตัวจริง จะเปิดเผยความลับที่โยงใยไปถึงการคอรัปชั่นและนำไปสู่ความเสียหายอย่างร้ายแรง

นางกู่ วัย 53 ปี ถูกตัดสินประหารชีวิตแต่ศาลสั่งให้รอลงอาญา ในความผิดฐานวางยาพิษนายเฮย์วู้ด วัย 41 ปี หลังขัดผลประโยชน์กันเกี่ยวกับข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่าหลายล้านปอนด์ ท่ามกลางกระแสข้อสงสัยที่แพร่สะพัดว่า คนที่ไปเข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ใช้เวลาเพียงวันเดียว ไม่ใช่นางกู่ เนื่องจากผู้หญิงคนดังกล่าวไม่ได้มีความเหมือนเธอเลยแม้แต่น้อย

หลังจากนั้น มีข่าวลือแพร่สะพัดตามบล็อกในอินเตอร์เน็ตว่า นางจาง วัย 71 ปี ภริยาของนายกรัฐมนตรี เวิน เป็นผู้จ้างตัวปลอมไปขึ้นศาลแทนนางกู่ อดีตทนายความที่ทรงอิทธิพล ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญาว่า แจ็คกี้ เคนเนดี้ แห่งจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนอกจากจะมีใบหน้างดงามแล้ว ยังมีสติปัญญาเฉียบแหลมอีกด้วย แต่ผู้หญิงที่ไปขึ้นศาลแทนเธอเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กลับถูกผู้สังเกตการณ์คนหนึ่ง เปรียบเทียบว่า ดูอ้วนและบ้านนอก

ข่าวลือที่ว่า ภริยานายกรัฐมนตรีเวิน จ้างตัวปลอมไปขึ้นศาลแทนนางกู่ ถูกทางการจีนเซ็นเซอร์ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ว่าใครก็ตาม ที่พิมพ์ภาษาจีนเกี่ยวกับคำที่มีความหมายว่าตัวปลอมเพื่อค้นหาในเสิร์ชเอ็นจิ้น จะไม่ได้รับการแสดงผลใด ๆ แต่หนังสือพิมพ์ เดอะเมล ฉบับวันอาทิตย์ รายงานว่า ตัวปลอมของนางกู่ เป็นหญิงวัย 46 ปี ชื่อ จ้าว เทียนเช่า เป็นชาวเมืองหลางฟาง ห่างจากกรุงปักกิ่ง 60 ไมล์

รายงานระบุ ด้วยว่า นางกู่ตัวปลอม ได้รับสคริปต์ให้ท่องคำรับสารภาพ และยินยอมไม่ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งถ้าเป็นนางกู่ตัวจริง เธอจะต้องยืนยันความบริสุทธิ์อย่างแน่นอน และตอนนี้ ระบบการเซ็นเซอร์ ได้ขยายไปถึงชื่อของ จ้าว เทียนเช่า ในเสิร์ชเอ็นจิ้นด้วยเช่นกัน ส่วนนางกู่ตัวจริง เชื่อว่า เธอจะต้องรับโทษตามคำตัดสิน ซึ่งประมาณ 10 ปี ที่เป็นโทษสูงสุดสำหรับพวกชนชั้นสูงในปักกิ่ง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/china-focus/20120828/467706/ภริยานายกฯจีนจ้างกู่-ไคไหลตัวปลอมขึ้นศาล.html

“เรื่องเทพเทือกจะถูกถอดถอน ยากยกกำลังยาก แค่ส.ว.สายอำมาตย์กับส.ว.สายสะตอไม่เอาด้วยก็จบ แต่…”

สันตะวา

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ทดแทนผู้อ่านด้วยสาระ ความจริง ความรับผิดชอบ ฉบับนี้ตรงกับวันอังคารที่ 28 สิงหาคม พุทธศักราช 2555 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 9 ปีมะโรง

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ 1 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประชาชนให้คะแนนความตั้งใจทำงานของนายกรัฐมนตรี 6.95 คะแนน ผลงานนายกรัฐมนตรี 6.41 คะแนนความตั้งใจทำงานของคณะรัฐมนตรี 6.25 จากเต็ม 10 ต่อเนื่องจาก นิด้าโพล ที่เพิ่งให้ สอบผ่าน

ประชาชนสะท้อน ผ่าน ดุสิตโพล ด้วยว่า ผลงานยอดเยี่ยมอันดับ 1 การปราบยาเสพติด รองลงมา การขึ้นเงินเดือน ส่วนผลงานยอดแย่อันดับ 1 การแก้ปัญหาราคาสินค้าแพง รองลงมา การแก้ปัญหาน้ำท่วม

1 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ทุก โพลมาตรฐาน ให้ผ่านหมด หวังว่ารัฐบาลจะนำความคิดเห็น เสียงสะท้อนประชาชน ไปพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข ในปีที่ 2 ของการทำงาน โดยเฉพาะบรรดา ยอดแย่ ทั้งตัวผลงาน และตัวบุคคล นายกฯปู หัวหน้ารัฐบาลต้องใส่ใจเป็นพิเศษ ประชาชนเดี๋ยวนี้ก้าวไปไกลแล้ว ให้ผ่านได้ ก็ให้ตกได้ สอบตก เมื่อไหร่ รัฐบาลอาจได้นับถอยหลัง

จับตาวันนี้ ศาลอาญานัด พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ช่วงเหตุการณ์ 98 ศพ เข้าเบิกความคดี พัน คำกอง แท็กซี่เสื้อแดงถูกยิงตายย่านราชปรารภ 15 พ.ค. 2553 ทนายความฝ่ายคนตายแจ้งว่า บิ๊กป๊อก ประสานเบื้องต้นมาแน่

ถัดไปพฤหัสฯที่ 30 ส.ค.ถึงคิว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นศาลวันสืบพยานนัดสุดท้ายคดีเดียวกัน ถือเป็นครั้งแรกของ คู่หูผู้มีอำนาจเต็มแห่งศอฉ. ในคดี 98 ศพ

ก่อนหน้านั้นเมื่อวันจันทร์ ร้อยตรีอภิสิทธิ์ กับ เทพเทือก ไปให้ปากคำต่อดีเอสไอ คดี 98 ศพ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนกระบวนการตามกฎหมายปกติ ใครเอะอะ โวยวาย ตั้งแง่ คนนั้นออกอาการ ไม่ปกติ

วุฒิสภายุค ท่านประธาน นิคม ไวยรัชพานิช เริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอน กรณีป.ป.ช.ชี้มูล สุเทพ เทือกสุบรรณสมัยเป็นรองนายกฯ กระทำขัดรัฐธรรมนูญ แทรกแซงข้าราชการ กำหนดลงมติ 18 ก.ย. ต้องใช้เสียง 3 ใน 5 ของส.ว.ที่มีอยู่ปัจจุบัน หรือ 89 เสียงขึ้นไป จึงจะถอดถอนได้ พร้อมกับเว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี

เรื่อง เทพเทือก จะถูกถอดถอน ต้องกลับไปเลี้ยงหลานนาน 5 ปีนั้น เขารู้กันตั้งแต่ กล้านรงค์ จันทิก โฆษกป.ป.ช.แถลงมติชี้มูลเมื่อหลายเดือนก่อนแล้วว่า ยาก ยกกำลังยาก 89 จาก 150 แค่ส.ว.สรรหาสายอำมาตย์กับส.ว.เลือกตั้งสายสะตอ ไม่เอาด้วยก็จบ แต่ประเด็นที่ใครต่อใครสงสัยก็คือ ทำไมป.ป.ช.ไม่ส่งอัยการสูงสุดพิจารณาร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองด้วย ป.ป.ช.ตอบหน่อยได้ไหม

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME5qQTRNekV4Tmc9PQ==&sectionid=

อนิจจัง อำนาจ จุดแข็ง แปรเป็น จุดอ่อน ของ ปลัดฯ เสถียร

คล้ายกับว่า อาวุโสของ พล.อ.ชาตรี ทัตติ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่เหนือกว่า พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน

จะเป็นจุดแข็ง 1 สำหรับ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์

คล้ายกับว่า การเข้าพบ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พร้อมกับมอบบัญชีรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ด้วยความหวังว่าจะต้องถึงมือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แน่นอน

จะเป็นจุดแข็ง 1 สำหรับ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์

เป็นจุดแข็งอัน พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ครองสถานะเป็นต่อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เมื่อปรากฏเป็นข่าวครึกโครม

เป็นจุดแข็งเหมือนกับแอบอิงอยู่กับ พ.ร.บ.การจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 รวมถึง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการปกครอง ข้อบังคับกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551

จริงหรือ

พลันที่ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาแถลงยืนยันด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า

บัญชีโยกย้ายบางส่วนในสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ยังไม่เรียบร้อย

ยังไม่เรียบร้อยในขณะที่บัญชีโยกย้ายของ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ส่งมาถึงมือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว ขณะเดียวกัน การประชุมคณะกรรมการสภากลาโหมยังไม่มีอย่างเป็นทางการ

จุดแข็งก็กลายเป็นจุดอ่อน

เท่ากับยืนยันว่า บัญชีที่ส่งถึงมือ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (ถ้าเป็นจริง) ยังไม่เรียบร้อย เท่ากับยืนยันด้วยว่ายังไม่มีการประชุมคณะกรรมการสภากลาโหมในทางเป็นจริง

ตีตนไปก่อนไข้

เดดล็อกอย่างสำคัญที่จะทำให้ พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ในฐานะปลัดกระทรวงกลาโหม ขยับตัวได้ด้วยความยากลำบาก

1 เมื่อการประชุมคณะกรรมการสภากลาโหมเริ่มขึ้น

1 การเรียบร้อยของบัญชีในส่วน กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เท่ากับเป็นการบีบรัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมไปโดยพื้นฐาน

ที่สำคัญชื่อ พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน คงไม่อยู่ที่กองทัพบกแล้ว

นั่นหมายถึงการทำความเข้าใจโดยพื้นฐานระหว่าง ผบ.ทบ.กับผบ.เหล่าทัพอื่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เพียงรอสภากลาโหม

อาการอึกทึกครึกโครมอันมาจาก พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ จึงเกิดขึ้นจากบางจุดบางส่วน

ทันทีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิเสธการเข้าพบและไม่ยอมรับหนังสือ ทุกอย่างก็จะย้อนกลับมายังกระทรวงกลาโหมเหมือนเดิม

กระต่ายตื่นตูม

http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNME5qQTRNVFk0TVE9PQ==&sectionid=