Monthly Archives: October 2012

สืบทอดเจตนารมณ์ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ และภารกิจต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังไม่สิ้นสุด

เปลวเทียน  ส่องทาง
 
 
31 ตุลาคม 2549 นวมทอง ไพรวัลย์  ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก่อร่างประวัติศาสตร์ของสามัญชน ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย
สำหรับคนเสื้อแดงและผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย
คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน
ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส
นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร

นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี ‘เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ’ ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี 2475 แต่อย่างใดเลย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การเมืองปัจจุบัน ความขัดแย้ง ระหว่าง ‘ฝ่ายอำนาจอำมาตยาธิปไตย’ กับ ‘ฝ่ายพลังประชาธิปไตย’ ก็ยังไม่จบสิ้น นับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากปัญหารากเหง้าของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาจาก ‘ระบอบอำมาตยาธิปไตย’ โดย ‘อำมาตยาธิปไตย’ และเพื่อ ‘อำมาตยาธิปไตย’

แม้ว่า ภายหลังจากการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาลตามหลักการประชาธิปไตยรัฐสภา แต่ความขัดแย้งดังกล่าวยังไม่จบสิ้น เนื่องด้วยมีการเคลื่อนไหวของ ‘ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย’ เพื่อล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีขึ้นอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน รวมทั้งรัฐบาลพลเรือนก็ยังไม่สามารถควบคุมกองทัพได้โดยตรงเนื่องจากมีพรบ.กลาโหมเป็นอุปสรรคขัดขวาง

ขณะเดียวกัน ‘คณะนิติราษฎร์’ ได้มีข้อเสนอเพื่อแก้ไขผลพวงของการรัฐประหาร ปัญหาด้านสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน ต้องแก้ไขมาตรา 112 เพื่อสอดคล้องกับหลักการความยุติธรรมและระบอบประชาธิปไตยดั่งอารยะประเทศ ซึ่งรวมทั้งพรบ.คอมพิวเตอร์ ที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนด้วย เพื่อมิให้เกิดกรณีเช่น ‘อากง’  ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ และอีกหลายคน  จึงต้องยึดหลักนิติรัฐคู่กับนิติธรรม มิใช่ปล่อยให้บุคคลใดฟ้องร้องกล่าวโทษก็ได้ ควรกำหนดโทษให้เหมาะสมกับสิทธิ์ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์มิใช่ยุคป่าเถื่อนอีกแล้ว  รวมทั้งเพื่อมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลายผู้รักชาติรักประชาธิปไตยเหมือนเช่นประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา    ตลอดทั้งเพื่อป้องกันมิให้เกิดการรัฐประหารขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ดังนั้น ภารกิจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนยังไม่เสร็จสิ้น   ผู้เขียนมีข้อเสนอดังนี้
1.ปล่อยผู้บริสุทธิ์ที่ถูกจับกุมคุมขังทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข และต้องให้สิทธิประกันผู้ต้องขัง ตามหลักการสิทธิมนุษยชนที่กระบวนการยุติธรรมพึงมีดั่งอารยะประเทศ   เช่น  กรณี ‘สมยศ พฤกษาเกษมสุข’ ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ และอีกหลายคนทั้งหมด เพราะพวกเขามิใช่อาชญากร เพียงแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย และพวกเขาถูกใส่ร้ายป้ายสีทางการเมือง

2.นำคนสั่งฆ่าสังหารประชาชนในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาอำมหิต 53 มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อสร้างความยุติธรรมในสังคมและเพื่อมิให้ ‘ฆาตรกรลอยนวล’ เหมือนเช่นที่ผ่านมาตลอดอีกทั้งเพื่อทำ ‘ความจริง’ให้ปรากฎ มิใช่ ‘ปรองดอง’ อย่างไร้ความยุติธรรม

3.รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องแก้ไข พรบ.กลาโหม และดำเนินการปฏิรูปกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยสอดรับกับยุคสมัยสันติภาพเพื่อนไร้พรมแดน พร้อมกับลดงบประมาณให้เหมาะสม

4.ขอสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พรบ.คอมพิวเตอร์ รวมทั้งข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหารากเหง้าทั้งมวลของปัญหาการเมืองไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งเป็นภาระกิจที่รัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องดำเนินกระบวนการต่างๆตามกลไกรัฐสภา ให้บรรลุเป็นรูปธรรม

5.ขอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550  โดยมีหลักการสำคัญของ ‘ระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา’ ‘อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน’ ‘เคารพสิทธิเสรีภาพและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ คือรูปธรรมต้องลดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยเฉพาะอำนาจขององคมนตรี กองทัพและกระบวนการยุติธรรม ส่งเสริมและสร้างเงื่อนไขให้สถาบันพรรคการเมืองพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้น รวมทั้งส่งเสริมสิทธิพื้นฐานของสถาบันต่างๆ เช่น สหภาพแรงงาน องค์กรเกษตรกรและอื่นๆด้วยเช่นกัน

6. ขอเรียกร้องให้ฝ่ายนิยมอำมาตยาธิปไตย ยอมรับกติกาประชาธิปไตย ตามหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง คนเท่ากัน เสียงส่วนน้อยต้องยอมรับเสียงส่วนใหญ่ โดยเสียงส่วนใหญ่ไม่ละเลยเสียงส่วนน้อยตามหลักอารยะประเทศประชาธิปไตย ก่อนที่ความขัดแย้ง ความเกลียดชังจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมไทยอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น

http://www.prachatai.com/journal/2012/10/43410

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่เข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน

ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียน (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on a communications procedure) เป็นประเทศแรกของโลก โดยเมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๕๕ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ลงนามและ ยื่นสัตยาบันสารพิธีสารเลือกรับฉบับดังกล่าวต่อนาง Patricia O’Brien รองเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการกฎหมายในงานสนธิสัญญา (Treaty Event) ระหว่างการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ สมัยที่ ๖๗ ทั้งนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันประเด็นที่เกี่ยวกับเด็กภายในประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีดังกล่าว
เมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอให้ไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับฯ ฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อตกลงเสริมอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ มีสาระสำคัญในการเปิดโอกาสให้เด็กหรือผู้แทนเด็กสามารถร้องขอให้คณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติพิจารณาว่ามีการละเมิดสิทธิเด็กตามที่ระบุในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) พิธีสารเลือกรับฯ เรื่องการขายเด็ก การค้าประเวณี และสื่อลามกที่เกี่ยวกับเด็ก (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the sale of children, child prostitution and child pornography) และพิธีสารเลือกรับฯ เรื่อง   ความเกี่ยวพันของเด็กในความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ (Optional Protocol to the Convention on the Rights of the Child on the involvement of children in armed conflict) ซึ่งไทยเข้าเป็นภาคีพิธีสารเลือกรับฯ ทั้งสองฉบับแล้วเมื่อปี ๒๕๔๙ หรือไม่ โดยหากคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า มีการละเมิดสิทธิเด็ก ก็จะส่งข้อเสนอแนะให้แก่รัฐภาคีเพื่อดำเนินมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเด็กตามที่เห็นสมควรต่อไป
ประเทศไทยให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็ก โดยมีส่วนร่วมในการผลักดันการยกร่างพิธีสารเลือกรับฯ เรื่องกระบวนการติดต่อร้องเรียนมาตั้งแต่แรกเริ่ม และเป็นหนึ่งในประเทศหลัก (Core Group) ที่ผลักดันการยกร่างพิธีสารเลือกรับดังกล่าว โดยประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมพัฒนาการของเด็กและคุ้มครองสิทธิของเด็กทั่วประเทศเพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป

กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โทร. 643-5170 โทรสา1497027ร. 643-5169 E-mail : [email protected]

http://www.ryt9.com/s/mfa/1497027

TAHR Seminar at UC Berkeley sponsored by Amnesty Internatinal at Berkeley

On October 23, 2012 at the Wurster Hall of UC Berkeley, three panelists from the TAHR including Mr. Anake Chaichana (Chair, Board of Directors), Mr. Chupong Theethuan (Member, Board of Director), and Dr. Snea Thinsan (President, Executive Committee) offered an academic seminar on “Perspectives on Human Rights Issues in Thailand.” Sponsored by Amnesty International at Berkeley, the seminar was enthusiastically attended by Thai students at Cal and representatives from the Amnesty International at Berkeley.

Food and drinks were served to the participants by TAHR.

Note;  Participants requested not to be publicly shown in photographs.  The Thai Student Association at Berkeley denied its affiliation with the event.

จลาจลเลือดที่ยะไข่บานปลายตายกว่าร้อย

จลาจลเลือดที่ยะไข่บานปลายตายกว่าร้อย หวั่นมือที่สามเข้าแทรกแซงหวังขยายความขัดแย้งให้รุนแรงขึ้น

โฆษกรัฐยะไข่ทางตะวันตกของพม่าแถลงเมื่อวันศุกร์ (26 ตค.) ว่าความขัดแย้งที่บานปลายเป็นเหตุจลาจลเลือดครั้งล่าสุดระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมโรฮิงยาในรัฐยะไข่ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ค่ำวันอาทิตย์ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 112 ราย เป็นชาย 51 คน หญิงอีก 61 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก บ้านเรือนถูกทำลายอีก หลายพันหลัง เป็นเหตุให้พระสงฆ์ราว 100 รูปจัดชุมนุมโดยสันติในย่างกุ้งเพื่อประท้วงชาวโรฮิงยา หลังจากที่กลุ่มนักศึกษาชาวพุทธกว่า 800 คน ได้เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลเคลื่อนย้ายหมู่บ้านชาวมุสลิมโรฮิงญาออกจากข้างถนนที่กลุ่มนักศึกษาใช้สัญจรไปยังมหาวิทยาลัยพุทธในเมืองสิตตะเว เมืองเอกแห่งรัฐยะไข่
ชาวบ้านในรัฐยะไข่ เปิดเผยว่าสถานการณ์ยังมีความสับสนและตึงเครียดอยู่มาก ช่วงที่กลุ่มชาวพุทธยะไข่เผชิญหน้ากับพวกโรฮิงยา โดยทหารของรัฐบาลได้ยิงใส่ชาวพุทธยะไข่จนหนีกระเจิง ทั้งๆที่ผ่านมามีความวิตกว่ารัฐบาลไม่ยอมคุ้มครองชีวิตของชาวโรฮิงยา แต่จากข้อมูลล่าสุดที่ได้จากชาวบ้านแสดงให้เห็นว่า ทหารฝ่ายรัฐบาลได้ปกป้องพวกโรฮิงยา ขณะที่รัฐบาลได้เตือนไปยังกลุ่มที่แทรกซึมเข้าไปผสมโรงหวังจะขยายปัญหาขัดแย้งให้รุนแรงมากขึ้น
อย่างไรก็ดี ชาวโรฮิงยาในเมืองมะร็อก อู หนึ่งในเมืองที่เกิดจลาจลเผยว่าสถานการณ์ได้คืนสู่ความสงบแล้ว โดยตัวเองได้ข่าวว่าทางการได้ส่งกำลังทหารจากเมืองซิตตเว เมืองเอกของยะไข่มาที่เมืองเมืองมะร็อก อู เพื่อควบคุมสถานการณ์
หนังสือพิมพ์เมียนม่าร์ อาห์ลิน ของทางการ รายงานว่าทำเนียบประธานาธิบดีได้ขู่ว่าจะจัดการกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมกับเตือนว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้อาจทำลายภาพลักษณ์ของประเทศได้เนื่องจากประชาคมโลกจับตาการเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของประเทศนี้อยู่ หลังจากทรี่ทางการได้กระกาศเคอร์ฟิวในหลายพื้นที่แต่ไม่อาจจะสลายความขัดแย้งได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหาระยะยาวเพื่อระงับความแตกแยกของคนในชุมชนที่เรื้อรังมานาน
ขณะเดียวกัน สหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในความสงบ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไปให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม พร้อมกับเตือนว่าเหตุรุนแรงครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูป ซึ่งไม่อาจะเดินหน้าได้หากจลาจลที่ยะไข่ไม่ยุติโดยเร็ว นอกเหนือจากแสดงความวิตกต่อรายงานเรื่องที่ผู้ไม่หวังดี แทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ขัดแย้งหลายพื้นที่ในรัฐนี้ ทำให้ประชาชนหลายพันคน รวมทั้งผู้หญิงและเด็กต้องหนีออกจากบ้านเรือน ไปยังค่ายผู้อพยพของสหประชาชาติที่มีคนแออัดอยู่แล้ว ส่วนสหรัฐได้เรียกร้องให้พม่าเร่งหาทางยุติความรุนแรงโดยเร็ว
เมื่อเดือนมิถุนายน ชาวพุทธกับโรฮิงยาได้เกิดปะทะอย่างรุนแรง ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน บ้านเรือนถูกทำลายกว่า 3 พันหลัง ประชาชนราว 75,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/asean-plus/20121027/475535/จลาจลเลือดที่ยะไข่บานปลายตายกว่าร้อย.html

แอมเนสตี้ จี้ ผู้รับผิดชอบกรณี ‘ตากใบ’ ต้องถูกนำมาลงโทษ

Thu, 2012-10-25 16:52

องค์กรสิทธิมนุษยชนจี้ การเสียชีวิตของผู้ประท้วง 85 คนในเหตุการณ์ตากใบเมื่อ 8 ปีก่อนต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกนำมาดำเนินการตามกม. ชี้การให้ค่าชดเชยแก่ผู้เสียหายยังไม่เพียงพอ

25 ต.ค. 55 – เนื่องในวันครบรอบ 8 ปี เหตุการณ์ตากใบ ซึ่งเป็นการสลายการชุมนุมโดยทหารต่อผู้ประท้วงที่อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 85 คน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล องค์กรสิทธิมนุษยชนที่มีสำนักงานใหญ่อยู่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลนำผู้ที่รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าวมาดำเนินกระบวนการตามกฎหมาย พร้อมชี้ว่า ถึงแม้ทางการไทยจะจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้เสียหายเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ก็ย้ำว่า ยังไม่เพียงพอต่อการนำมาซึ่งความยุติธรรม แต่รัฐไทยจำเป็นต้องยุติปัญหาการลอยนวลของเจ้าหน้าที่รัฐ

ทั้งนี้ เหตุการณ์ตากใบ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2547 ที่อ. ตากใบ จ. นราธิวาส มีผู้ชุมนุมเดินขบวนเรียกร้องให้ปล่อยตัวชายท้องถิ่น 6 คนซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ตำรวจจึงได้เรียกกำลังเสริมจากกองทัพเพื่อมาควบคุมสถานการณ์ หลังจากการปะทะและตอบโต้ทางกำลัง ผู้ชุมนุมและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หลายร้อยคนได้ถูกจับกุม ถอดเสื้อ ผูกมือไพล่หลังและถูกให้นอนคว่ำหน้ากับพื้นในแนวราบ ต่อมาทหารได้ขนย้ายผู้ชุมนุมไปนอนซ้อนกันบนรถบรรทุกห้าถึงหกชั้น และเมื่อรถดังกล่าวมาถึงค่ายทหารอีก 3 ชั่วโมงถัดมา ก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตหลายคนจากการขาดอากาศหายใจ

00000

ประเทศไทย: ความตายของผู้ประท้วง 85 คนต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ

เจ้าหน้าที่กองกำลังความมั่นคงของไทยผู้ซึ่งรับผิดชอบต่อการเสีย
ชีวิตของผู้ประท้วง 85 คนเมื่อแปดปีที่แล้ว ที่อำเภอตากใบ จ.นราธิวาส ต้องถูกนำ
ตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 กองกำลังความมั่นคงยิงปืนใส่ผู้ประท้วง
ด้านนอกสถานีตำรวจภูธรตากใบ

มีผู้เสียชีวิต 7 คนในที่เกิดเหตุ และอีก 78 คนถูกทับหรือขาดอากาศ
หายใจจนเสียชีวิตในระหว่างการใช้รถทหารขนส่งพวกเขาไปควบคุมตัวที่ค่ายทหาร

“เป็นเรื่องน่าละอายที่ไม่มีผู้ใดถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
จากกรณีความตายนี้ และที่ผ่านมามีการปล่อยให้ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงกรณี
อื่นๆ ลอยนวลไม่ต้องรับโทษ ในระหว่างการขัดแย้งกันด้วยอาวุธในภาคใต้ของไทย”
อิสเบล อาร์ราดอน (Isabelle Arradon) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอ
มเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

“โชคร้ายที่กรณีนี้สะท้อนปัญหาการลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่
ร้ายแรง ซึ่งมักเกิดขึ้นในภาคใต้และตลอดทั่วประเทศ”

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.
ฉุกเฉินฯ) ซึ่งมีผลบังคับใช้ในจังหวัดชายแดนใต้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2548 และมี
ลักษณะที่ริดลอนสิทธิและเสรีภาพ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงไม่ต้องรับผิดทาง
อาญา กฎหมายฉบับนี้ต้องถูกยกเลิกโดยทันที หรือให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้
ประเทศไทยปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนได้

ในปี 2555 ทางการได้ดำเนินการที่น่ายินดีในการให้ค่าชดเชยกับครอบ
ครัวของผู้เสียหายจากการประท้วงที่ตากใบ รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิด
สิทธิมนุษยชนในภาคใต้ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ยังไม่เพียงพอ

“การให้เงินกับผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ได้หมายความ
ว่าทางการหลุดพ้นจากหน้าที่ที่จะต้องนำตัวผู้รับผิดชอบมาเข้าสู่กระบวนการ
ยุติธรรม และการให้การเยียวยาอย่างเต็มที่ต่อผู้ได้รับผลกระทบ การให้ค่าชดเชย
นี้ยังไม่อาจประกันว่าการละเมิดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต” อาร์ราดอนกล่าว

ในเดือนมิถุนายน 2555 ศาลอุทธรณ์ปฏิเสธโอกาสของผู้เสียหายจากกรณี
ตากใบอีกครั้งหนึ่งในการเรียกร้องความยุติธรรม โดยมีคำสั่งยกคำร้องต่อการ
อุทธรณ์คำสั่งไต่สวนการตายเมื่อปี 2552 เนื่องจากคำสั่งศาลจากการไต่สวนการตาย
เมื่อเดือนตุลาคม 2547 ระบุเพียงว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงปฏิบัติหน้าที่ทาง
ราชการ

นับแต่ปี 2547 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,000 คนจากการขัดแย้งกันด้วย
อาวุธระหว่างรัฐกับผู้ก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทย ทั้งสองฝ่าย
ต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่
สงบเลือกสังหารเป้าหมายที่เป็นพลเรือน และยังโจมตีพลเรือนจนเสียชีวิตอย่างไม่
เลือกหน้า

“ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องในภาคใต้เป็นเรื่องน่าเศร้า การโจมตีก็
มุ่งให้เกิดความหวาดกลัวในบรรดาพลเรือน เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อ
วัน การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเช่นนี้เป็นปัญหาท้าทายร้ายแรงต่อ
กลไกด้านความมั่นคงของไทย การรักษาความสงบของสาธารณะต้องดำเนินไปพร้อม
กับการเคารพสิทธิมนุษยชน และต้องไม่ขัดขวางกระบวนการลงโทษผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน
ไม่ว่าผู้ละเมิดนั้นจะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือผู้ก่อความไม่สงบ” อาร์ราดอนกล่าว

Join us to discuss and exchange ideas on overcoming human right abuses in Thailand!

Join us to discuss and exchange ideas on overcoming human right abuses in Thailand!

Join us on October 23, 2012 during 6 p.m.-8 p.m.
Venue: 0102 Wurster Hall from 6:00 pm to 8:00 pm

Human rights issues in Thailand are not only complex and subtle but they have also led to fatal violence in recent years. The causes seem to be entrenched in Thailand’s chaotic and unique nature of the political, cultural, economic, social and educational factors. Thais who have been residing in the United States for a long time need to be updated with new knowledge and facts associated with the current situations. It is hoped that with renewed understanding of the issues, Thais in the U.S. will be able to help promote human rights in Thailand more effectively and responsively.

 

Panelists: TAHR Board of Directors and President of the Executive Committee.

The Thai Alliance for Human Rights (TAHR)
http://thai-ahr.org/

Sponsored by Amnesty International at Berkeley
http://www.facebook.com/groups/2200963143/

สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน : ศพที่ 99

หน้า 2 มติชนรายวัน 19 ตุลาคม 2555 คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12

ข้อมูลจาก พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รอง ผบช.น. หัวหน้าพนักงานสอบสวนของนครบาล ในคดีผู้เสียชีวิตจากเหตุชุมนุมเมื่อปี 2553 ระบุล่าสุดว่า จำนวนคนตายในเหตุการณ์ครั้งนี้ มีถึง 99 ศพแล้ว

ไม่ใช่ 98 ศพดังที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวกัน

โดย 1 ศพสุดท้าย คือ นายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง หรือลุงคิม

อันที่จริงลุงคิมได้เสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ที่โรงพยาบาลมเหสักข์ หลังจากทนทุกข์ทรมานรักษาตัวอยู่เกือบ 2 ปี

แต่ไม่ได้นำมารวมไว้อย่างเป็นทางการ

ลุงคิมวัย 55 ปี ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่ใช่เป็นผู้ไปร่วมชุมนุมแต่อย่างใด

เวลาเที่ยงเศษของวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ช่วงที่ ศอฉ.สั่งเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธจริงปราบม็อบอย่างเมามัน

ลุงคิมไปยืนรอขึ้นรถเมล์ ที่ป้ายรถโดยสารประจำทางบริเวณบ่อนไก่ หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลุมพินี ถนนพระราม 4

จู่ๆ ถูกยิงเข้าที่หลัง แล้วได้รับการช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท จากนั้นย้ายไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลมเหสักข์

นับจากวันที่ถูกยิง ผ่านไปเกือบ 2 ปี กระทั่งกลางดึกวันที่ 23 กุมภาพันธ์ จึงสิ้นลมหายใจ

ตามรายงานของเจ้าหน้าที่ระบุว่า พบหัวกระสุนขนาด .223 นิ้ว ซึ่งใช้กับปืนเอ็ม 16 ฝังในร่างกายของลุงคิม

ชีวิตคนคนหนึ่ง ซึ่งเพียงแค่ไปยืนรอขึ้นรถเมล์ กลับถูกกระสุนปืนในเหตุปราบปรามม็อบของประเทศไทย ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนถึงแก่ความตาย

ถ้าไปถามความรับผิดชอบจากนายกรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบบ้านเมืองขณะนั้น ก็โยนไปที่ชายชุดดำอยู่ดี

ชายชุดดำอันเลื่อนลอย ไม่อาจพิสูจน์หาตัวตนได้

แต่ในด้านตรงข้าม มองข้อเท็จจริงในความตายของลุงคิม อย่างไม่เลื่อนลอย

พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานหลายปาก ที่เห็นเหตุการณ์ขณะนั้น

พยานให้การสอดคล้องต้องกันว่า ขณะนั้นมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับกองกำลังเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งฝ่าย

เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธและกระสุนจริง ยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม

ขณะเดียวกัน ผลการตรวจวิถีกระสุนปืนในที่เกิดเหตุนั้น พบแนววิถีกระสุนปรากฏร่องรอยชัดเจน ทั้งในจุดที่ลุงคิมถูกยิงและบริเวณใกล้เคียง

ทั้งหมดยิงมาจากแนวที่ตั้งของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ

คดีการตายของลุงคิม ซึ่งเป็นศพที่ 99 คงจะต้องรวบรวมเสนออัยการเพื่อนำขึ้นสู่ศาล ทำการไต่สวนชันสูตรศพ เพราะพยานหลักฐานในชั้นนี้เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามคำสั่งของ ศอฉ.

ถ้าหากศาลมีคำสั่งว่า เป็นการตายจากการกระทำของ

เจ้าหน้าที่รัฐโดยคำสั่งของ ศอฉ.จริง ก็จะเป็นอีกสำนวนที่กลายเป็นคดีฆาตกรรมต่อไป

ตามพยานหลักฐานเป็นเช่นนี้

ไม่มีพยานในที่เกิดเหตุรายใดเลย ที่เห็นชายชุดดำยิงใส่ผู้ชุมนุม

มีแต่กลุ่มนักการเมืองที่ในขณะนั้นเก็บตัวอยู่ในกองพันทหารราบที่ 11 เป็นเวลาหลายเดือน

ไม่ได้อยู่ในสถานที่จริง ไม่ได้เห็นความจริง

กลับเป็นกลุ่มเดียวที่ยืนยันด้วย “ปาก” ว่ามีชายชุดดำยิงฆ่าคน

แนะนำสมาชิกกิติมศักดิ์: คุณยายศรีลัดดา

คุณยายวัน 89 ปีท่านนี้ เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ด้วยพลังอันมุ่งมั่น สีหน้าที่เปี่ยมเมตตา อารมณ์ดี และสุ้มเสียงที่ยังมีพลังเกินกว่าวัยจนสังเกตุเห็นได้ชัด   คุณยายศรีลัดดา เป็นใคร มาจากไหน มีบทบาทในทางการเมืองของไทยอย่างไรบ้าง สำหรับคนเสื้อแดงและแฟน ๆ The E-News คงทราบกันแล้ว ขอนำเสนอบทแนะนำตัวคุณยาย จากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้
————————————————————–

ศรี ลัดดา” คุณยายเสื้อแดงวัย 88 (เมื่อปีก่อน) ปี แห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีภูมิลำเนาบ้านเกิดในเชียงใหม่ และย้ายไปพำนักอาศัยในสหรัฐอเมริกามานานเกือบ 40 ปี ได้เขียนจดหมายถึงไทยอีนิวส์ ฝากผ่านไปถึงเอกยุทธ อัญชัญบุตร

The insults that he dumps on Yingluck because she is from Chiengmai shows Akeyuth mentality that he is just a brainless ape..no, can’t even compare him to an ape..because an ape probably has more brain he does.
(การหมิ่นแคลนที่พุ่งใส่ยิ่งลักษณ์ก็เพราะเธอมาจากเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าเอกยุทธมีความคิดราวกับลิงที่ไร้สมอง ไม่สิ ไม่กระทั่งนำไปเปรียบเทียบกับลิง เพราะบางทีวานรอาจจะมีสมองมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ) / Sakura

 

ไทยอีนิวส์ 3 พ.ย.54 “ศรีลัดดา” คุณยายเสื้อแดงวัย 88 ปีแห่งแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมีภูมิลำเนาบ้านเกิดในเชียงใหม่ และย้ายไปพำนักอาศัยในสหรัฐอเมริกามานานเกือบ 40 ปี ได้เขียนจดหมายถึงไทยอีนิวส์ ฝากผ่านไปถึงเอกยุทธ อัญชัญบุตร
I don’t know whether to laugh or cry after reading Akeyuth Anchanbutr comment about Northern women.. Well, I am one of them,born and raised in Chiangmai.
(ยายไม่รู้จะหัวเราะ หรือว่าร้อง
ไห้ดี หลังจากไำด้อ่านความเห็นของเอกยุทธ อัญชัญบุตรที่มีต่อผู้หญิงภาคเหนือ..อืมม์ คือว่ายายเองก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้หญิงเหล่านั้นด้วย เกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่)I might be a little luckier than a lot of northern girl,since my father was a school teacher, so I had a chance to go to school. In these days and age of the year 2554..it is hard to believe there still are men like Akyuth who still have their heads in the sand.
(ยายเองอาจจะโชคดีกว่าผู้หญิงภาคเหนือคนอื่นอยู่บ้าง เพราะมีพ่อเป็นครูสอนหนังสือตามโรงเรียน ก็เลยได้มีโอกาสไปเรียนหนังสือใฝ่หาความรู้ ในทุกวันนี้ นี่มันปีพ.ศ.2554 ก็ทำใจยากที่จะเชื่อหละนะว่ายังมีคนแบบเอกยุทธที่ยังมีหัวซุกดินทรายอยู่)

They don’t realize that prejudice and racism have become extinct with the Dinosaurs.
(มันก็เลยแทบไม่น่าเชื่อว่ายังมีคนพรรค์นี้ที่เต็มไปด้วยอคติและการหมิ่นแคลนชาติพันธุ์กำเนิดกัน ก็นึกว่าจะสูญพันธุ์ไปพร้อมกับไดโนเสาร์แล้วซะอีก)

Cheingmai women are not any different from their sisters from other part of the country,that there are educated and uneduacted or under educated,rich and poor,smart and stupid,just like Bangkokians.
(ผู้หญิงเชียงใหม่ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากพี่สาวน้องสาวของส่วนอื่นในประเทศหรอก ก็มีทั้งคนที่มีการศึกษา-ด้อยการศึกษา รวยและยากจน ฉลาดและโง่ ก็เหมือนที่กรุงเทพฯ นั่นหละ)

The insults that he dumps on Yingluck because she is from Chiengmai shows Akeyuth mentality that he is just a brainless ape..no, can’t even compare him to an ape..because an ape probably has more brain he does.
(การหมิ่นแคลนที่พุ่งใส่ยิ่งลักษณ์ก็เพราะเธอมาจากเชียงใหม่ แสดงให้เห็นว่าเอกยุทธมีความคิดราวกับลิงที่ไร้สมอง ไม่สิ ไม่กระทั่งนำไปเปรียบเทียบกับลิง เพราะบางทีวานรอาจจะมีสมองมากกว่าเขาเสียด้วยซ้ำ)

Lets say he is worse than a sai-dearn..[earthworm]..and more despicable. Kun Yai from Chiengmai.
(อยากจะบอกว่านายคนนี้แย่ซะยิ่งกว่าไส้เดือน และอาจจะน่ารังเกียจซะยิ่งกว่านี้/จากคุณยายแห่งเชียงใหม่)

ข้อความและภาพจากเฟสบุ๊คของคุณ Nipaporn Freedom
………………….
รู้จักคุณยายเสื้อแดงจากเชียงใหม่สู่แคลิฟอร์เนีย
* คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 88 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา สมัยยังสาวๆ เคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปี พ.ศ. 2515 จนปัจจุบันร่วมๆ 39 ปีแล้วสมัยอยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลในตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อจัสมิน (ชื่อไทยๆว่า “ดอกมะลิ”) และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้อินเตอร์เน็ต ก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและลูกเขยที่พำนักอาศัยอยู่ในฝรั่งเศส รวมทั้งหลานๆ ในเยอรมนี และเพื่อนๆ ในอเมริกาได้อย่างสบาย

แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย
(ขอบคุณภาพและข้อมูลจากเว็ปไทยอีนิวส์)

—————————————-

วัน นี้ คุณยายศรีลัดดา ได้ร่วมทางเดินสายสิทธิมนุษยชนกับพวกเรา ในฐานะสมาชิกกิตติมศักดิ์  คุณยายบอกชัดเจนในวันงาน เมื่อเธอเป็นคนสุดท้ายที่กล่าวแสดงความเห็นในงาน ว่า  เธออยากอยู่เพื่อเห็น… (อิ ๆ คุณยายเหมือนจะละอะไรไว้ในฐานที่เข้าใจ แล้วพูดว่า…) ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเสียที

รายงานโดย ผู้สื่อข่าวภาคีไทยฯ

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กับความร่วมมือกับองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก

หลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กำลังขยายเครือข่าย เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคีอื่น ๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และในประเทศสหรัฐอเมริกา และขยายความร่วมมือไปถึงองค์กรในยุโรป  และองค์กรสิทธิมนุษยชนหลักอื่น ๆ ของโลก  ความร่วมมือจะมีทั้งในระยะสั้น กับภารกิจเร่งด่วน เช่น การช่วยเหลือนักโทษการเมือง การช่วยเหลือเหยื่อผู้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกรูปแบบ และการประนามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ

ระยะสองสามเดือนต่อจากนี้ คณะกรรมการบริหารและกรรมการบอร์ดอำนวยการ จะนัดหมาย เข้าพบ และสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับองค์กรระดับต่าง ๆ

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กำลังดำเนินการเป็นพันธมิตรกับ  ICC เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและเร่งรัดให้มีการลงสัตยาบรรณรับสนธิสัญญากรุงโรม

โปรดติดตามข่าวสารได้ที่นี่

ความสำเร็จของการเปิดตัวภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

Men In Black

ขอแสดงความยินดีกับคนไทยทุกท่าน ที่ได้เกิดองค์กรอิสระและบริสุทธิ์ ที่ดำเนินการโดยคนไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา และมีการร่วมมือประสานใจกันของคนไทยทั่วโลก  เมื่อการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของภาคีฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อบอุ่น และสร้างสรรค์

ขอบคุณพี่น้องในจากอเมริกา โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย และจากประเทศไทย  ทั้งคณะกรรมการและสมาชิกใหม่ ที่ได้เข้าร่วมเป็นเกียรติในงานร่วม 30 ท่าน   เนื้อหาสาระที่ได้จากการบรรบายของคุณเอนก ซานฟราน อาจารย์ชูพงศ์ และ ดร. เพียงดิน  ถือเป็นมิติสำคัญที่ชี้เป้าหมายการต่อสู้ที่ทั้งกว้างและลึกในเชิงเนื้อหา และวิธีการต่าง ๆ ที่จะถูกแปลงออกมาเป็นผลงานของภาคีต่อไป

โปรดติดตามคลิปการเปิดตัวและการบรรยายและภาพถ่ายเพิ่มเติมได้ที่นี่ เร็ว ๆ นี้

ภาพบางส่วนจากงานวันเปิดตัว (เครดิต คุณยุทธ แอลเอ)