Monthly Archives: December 2013

คำถามจากครูนิรนาม สำหรับสังคมไทย

หากเราสงสัยและพยายามถามเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทย ว่า

‘’ทำไม ๆๆๆๆ’’ กับคนดีผู้ลุ่มหลงก็ไม่ต่างอะไรกับเราไปคาดคั้นเอาสิ่งที่เขาไม่มีจะให้

 

สิ่งที่เราทำได้ และควรทำทันที คือ

1. เข้าใจความเป็นจริงข้างต้น ลดความเกลียดชัง ความเคียดแค้นลงให้มากเท่าที่ทำได้

2. บอกความจริงกับเขาด้วยจิตใจที่รักและเมตตา
กับคนบ้าที่ลุ่มหลงควรค่อยๆอธิบายด้วยความรักและจริงใจ(ต้องพยายามทำ) ก็จะเกิดพลังมากกว่าการสะท้อนความแค้นชิงชังกลับไป
ซึ่งไม่ต่างกับมีคนปาก้อนหินใส่เราเราก็ปากลับไป ก้อนหินนั้นก็จะลอยกลับมาหาเรามากขึ้นหลายเท่า

ทุกวันนี้เรากำลังเลือกที่จะต่อสู้ด้วยวิธีนี้ ‘’ด่ามาด่ากลับ’’ ทำได้แรงกว่าก็พึงพอใจ สะใจ พูดกันเองเชียร์กันเอง
คงเพราะเรารู้ว่าเขาโกหก บิดเบือน จึงยอมรับไม่ได้ และอยากป่าวประกาศให้โลกรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
อันนี้เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ พยายามเท่าไหร่ คนบ้าผู้ลุ่มหลงยิ่งมีอาการเหิมเกริมขึ้นและบ้าหนักกว่าเดิม

จะมีนักต่อสู้สักกี่คนนึกถึงตรงนี้ สู่ด้วยการด่าฝ่ายตรงข้าม ทำมาหลายปีแต่ไม่ค่อยได้ผลและก็ไม่คิดจะเปลี่ยนวิธีการ
อย่าลืมว่าเรารู้ เราเห็น เราเข้าใจชัดในมุมของเรา แต่ไทยเฉย ไทยงง ไทยหลง ไทยโดนหลอก เขาไม่เห็น ไม่รู้เหมือนที่เราเข้าใจ

อาวุธที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือความจริง แต่วิธีการใช้มันคืออะไรล่ะ?
และถึงเวลาหรือยังที่จะใช้อาวุธที่ต้นทุนถูกที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และใช้อย่างถูกวิธี …
คือหยุดการด่าการแค้น อาฆาต แล้วเอาเวลาจากการด่าฝ่ายตรงข้ามนั้นมาให้กำลังใจกัน
พูดถึงศัตรูด้วยความเข้าใจสิ่งที่เขาคิด รักและสงสาร (สงสารคนบ้าคนหลง)
สิ่งที่เราได้กลับมาทันทีคือ ความขุ่นมัวในจิตเราลดลงในที่สุดก็หายไป
กำไรเห็นๆ


ซึ่งทุกๆวันทุกเวลากฎแห่งกรรมก็ไม่เคยหยุดทำหน้าที่

เรามีหน้าที่ป่าวประกาศความจริง ไม่ใช่การพิพากษาแทนฟ้าดิน

ใครดีใครเลวถึงเวลามันจะเป็นไปตามกฎของจักรวาลอย่างแน่นอน

ตอนนี้เราควรทำหน้าที่สำคัญเป็นอันดับแรก คือ

ขจัดมลพิษในจิตตน ป่าวประกาศความจริง

 

คงอีกไม่นาน เราอาจจะได้เห็น แดง และเหลือง
กอดคอกันร้องไห้
ที่ถูกหลอกให้เกลียดกัน

…. ครู นิรนาม….

บทเรียนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดา

 

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา คือเหตุการณ์ที่ชนพื้นเมืองชาวทุตซี (Tutsi) และชนพื้นเมืองชาวฮูตู (Hutu) ถูกสังหารหมู่ไปประมาณ 800,000-1,071,000 คนในประเทศรวันดา โดยกลุ่มผู้กระทำการสังหารหมู่คือกลุ่มทหารบ้านหัวรุนแรงชาวฮูตู ได้แก่กลุ่มอินเตราฮัมเว (Interahamwe เป็นภาษากินยาร์วันดาแปลว่า "ผู้ที่สู้ด้วยกัน") และกลุ่มอิมปูซูมูกัมบิ (Impuzamugambi แปลว่า "ผู้ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน") โดยจะมี 2 กลุ่มนี้เป็นผู้กระทำการสังหารหมู่เสียเป็นส่วนใหญ่ ในช่วงเวลา 100 วันตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคมในปี พ.ศ. 2537 (1994)

เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในรวันดาถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ไม่เพียงเพราะจำนวนคนที่ถูกสังหารเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับเวลาอันสั้น แต่ยังเป็นเพราะว่าเหตุการณ์นี้ได้แสดงถึงความไม่มีประสิทธิภาพขององค์การสหประชาชาติ (โดยเฉพาะสมาชิกสำคัญแห่งโลกตะวันตกคือสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศส) ในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ แม้จะมีข่าวคราวมาก่อนว่าจะมีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม รวมไปถึงการนำเสนอข่าวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลกเมื่อเหตุการณ์ได้เกิดขึ้น ที่แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความโหดร้ายทารุณของการสังหารหมู่ กระนั้น ประเทศโลกที่หนึ่งส่วนใหญ่รวมไปถึงประเทศฝรั่งเศส, เบลเยียม และสหรัฐอเมริกา กลับมีท่าทีนิ่งเฉยต่อเหตุการณ์สังหารหมู่ โดยปฏิเสธที่จะออกมากระทำการแทรกแซง หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อกลุ่มผู้กระทำการสังหารหมู่ ส่วนประเทศแคนาดายังคงทำหน้าที่เป็นกองกำลังรักษาความสงบในรวันดาจนถึงทุกวันนี้

ก่อนหน้าที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น สหประชาชาติได้เริ่มต้นภารกิจในการช่วยเหลือประเทศรวันดา (หรือ UNAMIR – United Nations Assistance Mission for Rwanda) ในเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2536 (1993) เพื่อช่วยลดความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลรวันดา (ที่ประกอบไปด้วยชาวฮูตูเป็นส่วนใหญ่) กับกลุ่มกบฏชาวตุดซี หลังจากที่พันธไมตรีหรือข้อตกลงสันติภาพอะรูชา (Arusha Accords หรือ Arusha Peace Agreement) ได้ถูกลงนามในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2536 ต่อมาสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้ภารกิจสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2539 (1996) โดยก่อนหน้าที่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จะเกิดขึ้น รวมไปถึงช่วงระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สหประชาชาติไม่อนุญาตให้ UNAMIR เข้าทำการแทรกแซงหรือใช้กำลังในระยะเวลาที่เร็วหรือมีประสิทธิภาพพอที่จะยับยั้งการสังหารหมู่ในรวันดา แม้ว่า UNAMIR จะปรับขอบเขตอำนาจและกำลังพลของตนเอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้เกิดขึ้น รวมถึงเมื่อสถานการณ์ในประเทศได้เปลี่ยนไปก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น กระนั้นนโยบายของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ยังคงมีข้อจำกัดทางกระบวนการและขั้นตอนหลายอย่าง ซึ่งเป็นเหตุให้สหประชาชาติประสบกับความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ให้เกิดขึ้น โดยผู้นำภารกิจของสหประชาชาติภารกิจนี้ก็คือพลโทโรมิโอ ดาลแลร์ (Roméo Dallaire) นายทหารชาวแคนาดา

หลายสัปดาห์ก่อนที่เหตุการณ์จะเริ่มขึ้น สหประชาชาติไม่ได้ตอบสนองต่อรายงานเกี่ยวกับการสะสมอาวุธของทหารบ้านชาวฮูตู อีกทั้งยังปฏิเสธข้อเสนอให้ออกคำสั่งห้ามดักล่วงหน้า แม้ว่า พ.ท. ดาลแลร์จะทำการเตือนสหประชาชาติหลายต่อหลายครั้ง ทั้งในช่วงเวลาก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นมาจนถึงตอนที่เหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่ แต่ทางสหประชาชาติก็ยังคงยืนกรานให้ยึดตามกฎการปะทะแบบเดิม ซึ่งทำให้กองกำลังรักษาความสงบของสหประชาชาติไม่สามารถที่จะทำการขัดขวางทหารบ้านฮูตูไม่ว่าในทางใด ๆ แม้กระทั่งปลดอาวุธ ยกเว้นเป็นเหตุให้ทหารสหประชาชาติต้องป้องกันตัวเอง ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของสหประชาชาติที่ไม่สามารถทำการขัดขวางและยับยั้งการฆ่าได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพพอได้นำไปสู่การถกประเด็นว่าใครเป็นฝ่ายผิดกันแน่ในเวทีสากล ได้แก่ประเทศฝรั่งเศส (ในฐานะที่มีสัมพันธ์กับรวันดาผ่านทางองค์กรชุมชนผู้พูดภาษาฝรั่งเศสสากลหรือลาฟรังโคโฟนี – La Francophonie), ประเทศเบลเยียม (ในฐานะประเทศอดีตจ้าวอาณานิคมของรวันดา) และประเทศสหรัฐอเมริกา (ในฐานะตำรวจโลก) ซึ่งรวมไปถึงระดับบุคคลที่ทำการร่างนโยบายขึ้นมาได้แก่ชาค-โรเจอร์ส บูห์-บูห์ (Jacques-Roger Booh-Booh) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งประเทศแคเมอรูนและหนึ่งในผู้นำภารกิจ UNAMIR และประธานาธิบดีสหรัฐฯ บิล คลินตัน ที่กล่าวถึงการเพิกเฉยของสหรัฐฯ ว่า "เป็นสิ่งที่น่าสลดที่สุดภายใต้การบริหารของผม"

เหตุผลใด ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่โหดเหี้ยมอย่างนั้นขึ้นได้ ไม่มีสิ่งใด นอกจาก "ความเกลียดชัง" และ "ความมัวเมาอำนาจ"ในช่วงที่ชาวรวันดารอความช่วยเหลือจากสหประชาชาติ แต่ความช่วยเหลือต่าง ๆ ชักช้า ไม่ทันการ อืดอาด มีแต่ช่วยกันระดมคนของชาติตนออกจากรวันดา ปล่อยให้ชาวรวันดาฆ่าฟันกันเอง เลือดนองแผ่นดิน

เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้จบลงในที่สุดเมื่อกลุ่มกบฏชาวเผ่าตุดซีชื่อว่าแนวร่วมผู้รักชาติชาวรวันดา (Rwandan Patriotic Front – RPF) ภายใต้การนำของผู้ก่อตั้ง พอล คากาเม ได้ทำการล้มล้างรัฐบาลชาวฮูตูและเข้ายึดอำนาจ หลังจากนั้นในเวลาต่อมาก็มีผู้อพยพ และทหารบ้านฮูตูผู้พ่ายแพ้เป็นแสน ๆ คนก็ได้หลบหนีเข้าไปในประเทศซาอีร์ (Zaire ซึ่งก็คือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกในปัจจุบัน) ในภูมิภาคตะวันออกเนื่องจากกลัวการถูกล้างแค้นโดยชาวตุดซี หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความเกลียดชังและความรุนแรงระหว่างสองชนเผ่านี้ก็ลุกลามไปยังประเทศในภูมิภาค โดยเป็นเหตุให้เกิดสงครามคองโกถึงสองครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องกันตั้งแต่ พ.ศ. 2539 มาจนถึง พ.ศ. 2546 (1996-2003) ความชิงชังและโกรธแค้นระหว่างสองชนเผ่ายังมีส่วนสำคัญในการเติมเชื้อปะทุความรุนแรงที่พัฒนามาเป็นสงครามกลางเมืองในประเทศบุรุนดีตั้งแต่ พ.ศ. 2536 (1993) มาจนถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548 (2005) อีกด้วย

 

Political Rallies Turn Riots? Peaceful and rightful or not? You decide, World.

Some criteria from the human rights perspectives for judging whether what one does is a "right" or "violation of human rights"

___________________________________________________________________________________________

Statement by the Thai Alliance for Human Rights: http://thai-ahr.org/2013/12/17/21623/

See some photos at the Thai People's Revolutionary University's website
 

Video Clips and more photos:

More will be added here. 

 

 

 

 

UN วอน รบ.ไทยถอนฟ้อง 2 นักข่าว หลังถูกแฉขายโรฮิงญาให้แก๊งค้ามนุษย์

UN วอน รบ.ไทยถอนฟ้อง 2 นักข่าว หลังถูกแฉขายโรฮิงญาให้แก๊งค้ามนุษย์
27 ธันวาคม 2556 04:31 น.

เอเจนซี/ASTVผู้จัดการ – ผู้อำนวยการสำนักงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ เมื่อวันพฤหัสบดี (26) เรียกร้องรัฐบาลไทยถอนฟ้องคดีอาญาต่อ 2 นักข่าวที่ถูกกล่าวหาหมิ่นประมาท กรณีอ้างรายงานการสืบสวนของสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่ากองทัพเรือไทยรู้เห็นเรื่องการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา

การสืบค้นของรอยเตอร์ที่มาจากการสัมภาษณ์ผู้ลักลอบค้ามนุษย์และเหล่าชาวโรฮิงญาที่รอดชีวิต ซึ่งตีแผ่เมื่อเดือนกรกฎาคม เผยให้เห็นถึงวิธีการที่เจ้าหน้าที่กองทัพเรือไทยร่วมมือกับแก๊งค้ามนุษย์อย่างเป็นระบบ ในการแสวงหาผลประโยชน์จากชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเหตุความรุนแรงทางศาสนาจากประเทศพม่า

กองทัพเรือของไทยปฏิเสธรายงานของรอยเตอร์ ที่ต่อมาถูกนำมาอ้างอิงในรายงานข่าวของภูเก็ตวัน หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับเล็กๆ ในภูเก็ต และเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา ก็ได้ฟ้องร้องนักข่าว 2 คนของสื่อแห่งนี้ ในข้อหานำเสนอข่าวให้ข้อมูลที่เป็นเท็จและกระทำการใส่ร้ายป้ายสี

นางเนวี พิลเลย์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แสดงความกังวลเมื่อวันพฤหัสบดี (26) ต่อกรณีผู้สื่อข่าว 2 คน คือ อลัน มอริสัน บรรณาธิการชาวออสเตรเลียของ “ภูเก็ตวัน” และ ชุติมา สีดาสเถียร ผู้สื่อข่าวชาวไทย ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทและก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ที่อ้างรายงานของรอยเตอร์ไปต่อยอดในบทความ

“เราขอเรียกร้องรัฐบาลไทยถอนข้อหาที่มีต่อนายมอริสัน และชุติมา เพื่อเป็นคำรับประกันถึงสิทธิเสรีภาพในประเทศ” โฆษกของนางพิลเลย์ระบุในถ้อยแถลงที่เผยแพร่ในเจนีวา พร้อมบอกต่อว่าเวลานี้ทางสำนักงาน ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในกรุงเทพฯ กำลังประสานงานกับรัฐบาลเกี่ยวกับคดีนี้และข้อกล่าวหาที่ยื่นฟ้องร้องโดยทางกองทัพเรือ ซึ่งการดำเนินคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทได้ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน

ทั้งนี้ หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง ผู้สื่อข่าวทั้งสองมีสิทธิ์ติดคุกสูงสุด 2 ปี ในข้อหาหมิ่นประมาท และ 5 ปีในข้อหาละเมิดกฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ รวมถึงมีโทษปรับสูงสุด 100,000 บาทด้วย อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ทาง บาร์บ เบิร์ก โฆษกของรอยเตอร์บอกว่า “เรายืนยันต่อรายงานข่าวของเรา มันมีความยุติธรรมและสมดุล และเราก็ไม่ได้ใส่ร้ายป้ายสีใคร”

รายงานที่เผยแพร่อ้างข้อมูลการสืบสวนยาวนาว 2 เดือนใน 3 ประเทศ เผยให้เห็นว่า มีการลอบนำตัวเหล่าผู้ลี้ภัยโรฮิงญาจากศูนย์กักกันผู้อพยพของไทย ขายให้แก่ขบวนการค้ามนุษย์ และส่งมอบกันกลางทะเล จากนั้นชาวโรฮิงญาเหล่านี้ก็จะถูกพาไปยังภาคใต้ และกักขังในค่ายลับกลางป่าติดกับชายแดนมาเลเซีย จนกว่าญาติๆ จะยอมจ่ายเงินค่าไถ่ ด้วยบางส่วนถูกทุบตี และบางคนก็ถึงขั้นเสียชีวิต

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา สหประชาชาติ และสหรัฐฯ เรียกร้องให้ดำเนินการสืบสวนรายงานของรอยเตอร์ที่พบว่า เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยขนชาวโรฮิงญาให้แก๊งค้ามนุษย์กลางทะเล โดยประเด็นนี้ก็ส่อให้อเมริกาลดระดับไทยสู่ขั้นต่ำสุดด้านค้ามนุษย์ ซึ่งอาจทำให้ไทยโดนมาตรการคว่ำบาตรบางอย่าง ขณะที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีก็รับปากจะช่วยยูเอ็นและอเมริกาเข้าสืบสวนพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อรายงานข่าวของรอยเตอร์

พิมพ์จาก http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9560000158775
เวลา 28 ธันวาคม 2556 05:59 น.

Serious human rights abuses in connection with political movements in Thailand

*** Download Thai (ภาษาไทย) version  | Download English version
TAHRLOGO-FinalOfficialThai Alliance for Human Rights (TAHR)
1268 Grant Avenue, 3rd Floor, San Francisco, CA 94133
Email: [email protected]    
Website: http://thai-ahr.org 


December 16, 2013

Subject:     Serious human rights abuses in connection with political movements in Thailand 

Attention:  All concerned Parties, especially Mr. Suthep Thaugsuban & Allied Protesters and Prime Minister Yingluck Shinawatra & Ministers     

The Thai Alliance for Human Rights (TAHR), a non-profit, non-partisan, independent, non-governmental organization based in the United States of America,  has been monitoring the development of political conflicts in Thailand for a long time and is now gravely concerned about the movements by the anti-government protesters led by Mr. Suthep Thaugsuban, the Democrat Party, the People’s Alliance for Democracy, and allied parties, who are protesting against the current government with demands and actions that are unconstitutional, abusive of democratic principles of the majority rule through a free and fair election as basis for a rightful government, and in violations of the rule of law and respect for the universal human rights.   We have earlier asked all parties, including the Thai government, to refrain from using violent means and seek dialogues in order to resolve all major issues peacefully and civilly.  

As a human rights organization insisting on being non-partisan, and yet democratic and in favor of full respect for universal human rights, TAHR condemns the acts led by Mr. Suthep Thaugsuban and his allies, which seem to have seriously violated the following articles in the Universal Declaration of Human Rights:  

    Article 3: Everyone has the right to life, liberty and security of person.
    Article 12: No one shall be subjected to arbitrary interference with his privacy, family, home or correspondence, nor to attacks upon his honour and reputation. Everyone has the right to the protection of the law against such interference or attacks.

Mr. Thaugsuban and his allies have at many points rallied by using aggressive, violent, and illegal means that have caused lives and injuries, despite the fact that the Thai government and the red-shirted mass have expressed clearly that they would not in any way engage in violent confrontation. Even blowing whistles could be invasive and thus abusive of others’ rights in the two articles above.  In addition, trespassing and occupying government buildings, looting, and destroying both private and public properties are the harmful types of violations that should never be allowed and gone unpunished. 

    Article 5: No one shall be subjected to torture or to cruel, inhuman or degrading treatment or punishment.
    Article 9: No one shall be subjected to arbitrary arrest, detention or exile.

On several occasions, the announcements aired nationwide by Mr. Thaugsuban and his allies have evidently been intended to encourage people to capture, encamp, harass, harm, or even extradite other fellow citizens with different political views, especially those in the Shinawatra’s families.  All these acts are human rights violations according to the above articles.

    Article 10: Everyone is entitled in full equality to a fair and public hearing by an independent and impartial tribunal, in the determination of his rights and obligations and of any criminal charge against him.
    Article 11:
    (1) Everyone charged with a penal offence has the right to be presumed innocent until proved guilty according to law in a public trial at which he has had all the guarantees necessary for his defense.

Mr. Thaugsuban and his allies have accused and passed their verdicts that Miss Shinawatra’s administration is corrupt and even tyrannical, along with several other serious charges that have been announced when, in fact, none of the accused have been tried through any legitimate courts and been found guilty beyond reasonable doubt.  Then, Mr. Thaugsuban and his allies would use such propagandized verdicts as a basis for encouraging their supporters to topple the government and eradicate the Shinawatra’s families, which is essentially in violation of the above articles.  Thailand still is under the rule of law; thus, violations of relevant laws and the aforementioned articles must stop, and the Thai government and responsible officers must end the abuses enforcing the existing laws. 

Of course, political activities are legitimate if they are the truly democratic expressions of and participation by rightful and peaceful citizens.  However, acts that are uncivilized, rude, hateful, violent, and abusive of the basic human rights as highlighted above by Mr. Thaugsuban and his allies are at least disturbing at this point.  It is quite alarming when given the fact that these abusers under Mr. Thaugsuban’s directorship seem to be immunized from the expected law enforcement.  Several grave, apparent, and daring crimes committed by these people, including treason and other charges, have long gone without an arrest or further viable legal pursuit.  In fact, Mr. Suthep Thaugsuban and Mr. Abhisit Vejjajiva whose commands led to the deaths of almost 100 unarmed protesters and armed officers and over 2000 injuries in 2010, have not even been tried in a court until now, almost four years after the bloodshed.  The Thai Alliance for Human has been worried that, if the needed negotiations failed at this juncture of Thai politics, Mr. Thaugsuban and his allies might resort to more violent means to invite a military coup d’état and hence violate more human rights.  Consequently, there might be another round of bloodshed that could potentially lead to a civil war.  

Although we unyieldingly seek to remain politically non-partisan, we have observed that Mr. Thaugsuban and his allies have been aggressively attempting at nullifying the Thai constitution, disregarding the political rights of almost 20 million Thais who voted for the parties that formed the Yingluck government by claiming that he had a crowd of five million whereas Western news reports gave an estimate of only between 140,000 and 160,000 people on December 9, 2013, after PM Yingluck had announced house dissolution and as a decree for a general nationwide election on February 2, 2014 had been signed by King Bhumibol.

The Thai Alliance for Human Rights, therefore, asks Mr. Thaugsuban and his allies to most strictly follow the principles of non-violence, democracy, and respect for universal human rights.  We also advise the Thai government still led by PM Yingluck to continue to protect the rights of to peaceful assembly of the peaceful citizens, but also to enforce the relevant laws to maintain law and order in the country.  Also importantly, PM Yingluck must create and engage in more dialogues with the protesters and the more influential parties supporting the anti-government groups who seemingly have the true authority and influence over the army, police, courts, and future political development. Most importantly, we wish to inform all the involved parties that the Thai Alliance for Human Rights will work the hardest to study all cases of human rights violations and will report serious crimes with the list of perpetrators to governments of major nations around the world so that they may consider taking some actions against all human rights abusers, such as denying their entry visas.  

May peace, love, and true democracy prevail in Thailand.


Thai Alliance for Human Rights
Website: http://thai-ahr.org 
Email: [email protected] 
Phone:  +1 (323) 366-2922
Note: Organizations and individuals wishing to endorse this letter can do so at http://wp.me/p1TLDG-5BS or by emailing [email protected]  

URL to this letter: http://thai-ahr.org/2013/12/17/21623/

Copies furnished:
PM Yingluck Shinawatra and her Ministries
Mr. Suthep Thaugsuban
Thai citizens (both electronic and printed versions)
International human rights organizations

Gallery: Violent, illegal, abusive, and undemocratic political movements in Thailand

The Thai Alliance for Human Rights (TAHR) condemns all violent, illegal, abusive, and undemocratic political movements in Thailand. 

Read TAHR's statement on measures to fight human rights offenders in Thai at http://thai-ahr.org/2013/12/13/hrabuses-thailand/ .

.


seed126.png ¦++¿G¦¦++í++¦¿-í+-Fºí¦»-+º-- 5 10 13 17 24 26 35 41 48 49 51 52 54 55 57 71 81 83 85 95 99 123 127 130 177 191 205 233 236 238 281 291 300 304 310 342 347 371 ñ¦+-F-º-¦¦¦+¦¦---¦T-+--

ขอบคุณผุ้สะสมภาพ  คุณ Nai Peng

ประเทศไทย: ประนามการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ขัดหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ และหลักสิทธิมนุษยชนสากล

Thai Alliance for Human Rights (TAHR)

1268 Grant Avenue, 3rd Floor, San Francisco, CA 94133
Email: [email protected]    Website: http://thai-ahr.org

12 ธันวาคม 2556

เรื่อง         การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง อันเป็นผลจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย

เรียน       ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมขบวนการ  และรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

            ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน (Thai Alliance for Human Rights) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไร ไม่เลือกข้าง เป็นอิสระและไม่ขึ้นกับรัฐบาล (NGO)  ได้เฝ้ามองพัฒนาการของความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยมานาน และมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อพฤติการของผู้ประท้วงรัฐบาล ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พรรคประชาธิปัตย์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเครือข่ายอื่น ๆ ที่ใช้ทุกวิธีการเพื่อต่อต้านและล้มรัฐบาลปัจจุบัน ด้วยข้อเรียกร้องและการกระทำอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักประชาธิปไตยที่เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผ่านการเลือกตั้งจะต้องถือเป็นความฐานอันชอบธรรมของที่มาของรัฐบาล และขัดกับหลักนิติรัฐ-นิติธรรม และเราได้ขอร้องให้ทุกฝ่าย รวมทั้งฝ่ายรัฐบาล ละเว้นการใช้ความรุนแรง และหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาหาทางออกของประเทศไปแล้วก่อนหน้านี้

            ในฐานะองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด แต่ยึดหลักการประชาธิปไตยสากลและหลักสิทธิมนุษยชนสากลเป็นหัวใจการดำเนินการ  ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนขอประนามการกระทำของนายสุเทพและเครือข่าย อันอยู่ในข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนพื้นฐานอย่างร้ายแรง และจะพยายามจับตาการกระทำของคณะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่อยู่ในข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังต่อไปนี้

ข้อ 3 บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย และ
ข้อ 12 การเข้าไปสอดแทรกโดยพลการในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถาน การส่งข่าวสาร ตลอดจนการโจมตีต่อเกียรติยศและ ชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะทำมิได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากการล่วงเกิน และการมุ่งร้ายดังกล่าว

            นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะ เคลื่อนไหวในลักษณะก้าวร้าว รุนแรง และละเมิดกฎหมายบ้านเมือง จนทำให้เกิดการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ทั้ง ๆ ที่ฝ่ายรัฐบาล โดยเจ้าหน้าที่รัฐ และฝ่ายเสื้อแดงได้ประกาศเจตนาและปฏิบัติอย่างชัดเจน ในอันที่จะไม่สานความรุนแรงกับผู้ชุมนุม  การเป่านกหวีดในลักษณะคุกคาม เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลดังกล่าวนี้ และการบุกรุกสถานที่ราชการ ขโมยหรือทำลายทรัพย์สินส่วนตัวและของราชการ ซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ เป็นการละเมิดที่ร้ายแรงยิ่ง ไม่สมควรเป็นเยี่ยงอย่างหรือให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยได้อีก

            ข้อ 5 บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฎิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้ 

            การปราศรัย และการเคลื่อนไหวของนายสุเทพและคณะ เป็นไปในลักษณะก้าวร้าว รุนแรง ยุยง เหยียดหยามเกียรติฝ่ายตรงข้าม จงใจทำให้เกิดการเกลียดชังและป้องร้ายหมายชีวิต

ข้อ 9 บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

            การประกาศหลาย ๆ ครั้งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะผ่านการถ่ายทอดไปทั่วประเทศ มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการประกาศเจตนาจะจับตัว ล้อมบ้าน ทำร้าย หรือผลักไสไล่ส่งผู้คิดต่าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนในตระกูลชินวัตร ออกนอกประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งไม่สามารถกระทำได้ตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากลข้างต้นนี้

ข้อ 10 บุคคล ชอบที่จะเท่าเทียมกันอย่างบริบูรณ์ ในอันที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย โดยศาลที่เป็นอิสระและ ไร้อคติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนข้อที่ตนถูกกล่าวหาใดๆ ทางอาญา และ
ข้อ 11 บุคคล ที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี…

            การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณและคณะ กล่าวหาว่า รัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คดโกง หรือแม้กระทั่งเป็นคณะทรราชย์ รวมทั้งข้อกล่าวหาอื่น ๆ อันไม่ได้ผ่านการพิสูจน์ทางกระบวนการยุติธรรมจนสิ้นสุด แล้วอาศัยเป็นเหตุในการขับไล่รัฐบาลและจะล้มล้างตระกูลชินวัตร ก็ถือเป็นการกระทำผิดหลักสิทธิข้างต้นนี้เช่นกัน  ประเทศไทยมีกฎหมายบ้านเมือง การละเมิดหลักกฎหมายและหลักปฏิญญาสาลสองข้อนี้ จึงไม่สมควรเกิดขึ้นอีกต่อไป

            อนึ่ง การเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทย ด้านหนึ่งถือว่าเป็นการแสดงออกและมีส่วนร่วมในทางการเมืองของประชาชนจริง ๆ แต่การแสดงออกที่ไร้อารยธรรม ใช้ความหยาบคาย สร้างความเกลียดชัง ส่อเค้ารุนแรง และละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนดังกล่าว  อยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกลุ่มผู้ประท้วงภายใต้การนำของนายสุเทพนี้ ดูเหมือนจะได้รับวัคซีนป้องกันการถูกดำเนินการตามกฎหมาย  โดยความผิดที่ปรากฎ ทั้งระดับรัฐธรรมนูญในฐานะกบฏ และความผิดอาญาอื่น ๆ  นั้น เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยังไม่กล้าที่จะบังคับใช้กฎหมาย ทั้ง ๆ ที่การกระทำความผิดโจ่งแจ้ง รุนแรง และท้าทายต่อหลักนิติรัฐอย่างที่สุด  นอกจากนี้ ความผิดของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐสั่งการให้เกิดการเสียชีวิตของประชาชนนับร้อยศพนั้น ก็ได้รับการเลื่อนมากกว่าสามปีแล้ว โดยนายสุเทพ สามารถเลื่อนได้ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เพิ่งจะไปรายงานตัวและได้รับการประกันตัว (ซึ่งเราไม่ขัดข้อง เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับ เพื่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมและเต็มที่)   ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน เกรงว่า หากการเจรจาต่อรองทางการเมืองต่อจากนี้ไม่สำเร็จ นายสุเทพและคณะอาจจะหันไปสร้างความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนข้อที่กล่าวข้างต้นและข้ออื่น ๆ จนอาจจะนำไปสู่การนองเลือด หรือแม้แต่สงครามกลางเมืองในที่สุด  เพราะสิ่งที่นายสุเทพและคณะพยายามจะทำนั้น แม้ว่าภาคีฯ จะไม่พยายามเลือกข้าง แต่เราก็เห็นถึงความพยายามที่จะไม่ปฏิบัติตามหลักรัฐธรรมนูญว่าด้วยอำนาจของประชาชน ที่ยกให้กับตัวแทนพวกเขาผ่านการเลือกตั้ง และการพยายามตั้งตนเป็นผู้ถืออำนาจรัฐ ทั้ง ๆ ที่ตนเองเป็นกลุ่มคนในหลักแสน (ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา มีรายงานว่ามีมวลชนระหว่างหนึ่งแสนถึงสามแสนคน ตามรายงานข่าวนานาชาติ ในขณะที่ผู้ชุมนุมและเครือข่ายสื่อสารมวลชนไทยที่นำเสนอว่า มีขนาดถึงห้าล้านคน)  โดยได้เมินเฉยหรือเหยียบย่ำเสียงของคนไทยร่วมชาติที่สนับสนุนรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกนับ 20 ล้านคน  ทั้ง ๆ ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แล้ว

            ดังนั้น ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ขอเรียกร้องให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณและคณะ ได้ถือแนวทางสันติอหิงสา พร้อมกับยึดถือการเคารพหลักการประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชนสากล อย่างเคร่งครัด   และเราขอให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของผู้ประท้วงต่อไป แต่ต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อรักษาความเป็นนิติรัฐ  พร้อมกับพยายามให้เกิดการเจรจากับแกนนำผุ้ประท้วง และผู้มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่สามารถบงการทหาร ตำรวจ ศาล และทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการเมืองอย่างแท้จริงด้วย  และที่สำคัญที่สุด เราขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป และจะดำเนินการกับผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกฝ่าย  โดยจะส่งรายชื่อและพฤติกรรมการละเมิดต่าง ๆ พร้อมหลักฐาน ให้นานาประเทศรับทราบ ในฐานะผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และวอนขอไม่ให้ประเทศเหล่านั้น ต้อนรับผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเด็ดขาดต่อไป

 

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

ผู้สนับสนุนจดหมายนี้ (อาจจะมีเพิ่มเติมในโอกาสต่อไป ณ http://wp.me/p1TLDG-5BS)

  • ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน สาขาเบลเยี่ยม
  • สหภาพฝรั่งเศส (กลุ่มคุณวิไลลักษณ์)
  • กลุ่มข้าวเหนียวแดงเดนมาร์ค
  • วิไลลักษณ์  ปัญญาเรือง

1451536_482669535178923_1428007180_n 1422633_482671218512088_1634793717_n 1456134_779470458735084_1976621314_n 994961_612518042141652_178418125_n 1465145_10202739454433318_1646351279_n 1476116_482669731845570_1527434434_n 1480607_628392207211681_150983547_n 556000015910310 -O-¦¿++-º¦+íí-º+-+¦í - 29 +- 56 - 1 342 99 130 127 71 26 41 49 51 10

THAILAND: Court to read verdict in freedom of expression case ISSUES: Freedom of expression, right to fair trial

ASIAN HUMAN RIGHTS COMMISSION – URGENT APPEALS PROGRAMME

Urgent Appeal Case: AHRC-UAC-154-2013

11 December 2013
——————————————————————— 
THAILAND: Court to read verdict in freedom of expression case

ISSUES: Freedom of expression, right to fair trial
———————————————————————

Dear friends,

On 11 December 2013, at 9 am in the Bangkok Southern Criminal Court on Sathorn Road, the Supreme Court verdict will be read in the case of Bantit (last name withheld), charged with violating Article 112 of the Criminal Code in Black Case No. 725/2548 (Red Case No. 1483/2549), will be read. The reading of the verdict, which had been scheduled initially for September 2013, was postponed due to illness of the defendant. The Asian Human Rights Commission (AHRC) urges all concerned persons to attend the court as observers, and calls on other interested persons to follow the case closely.

CASE NARRATIVE:

Bantit (last name withheld) is a 73-year-old writer and translator of over 30 books who has been accused of violating Article 112, the measure in the Thai Criminal Code that stipulates that, “Whoever defames, insults or threatens the King, Queen, the Heir-apparent or the Regent, shall be punished (with) imprisonment of three to fifteen years.” His case is a clear example of the use of Article 112 to constrict freedom of information and contribute to the creation of a climate of fear.

During an academic seminar on 22 September 2003, Bantit Aneeya made comments and distributed leaflets containing his opinions and ideas. Subsequently, General Wassana Phermlarp, a former member of the Election Commission and General Secretary of the Anti-Money Laundering Office, filed charges with the police accusing his speech and leaflets of containing material that defamed the monarchy.

In March 2006, the Court of First Instance judged Bantit to be guilty and sentenced him to four years in prison. However, the Court chose to suspend this sentence due to his claim of schizophrenia. In 2009, the Appeal Court reversed the suspension of the sentence on the basis that Bantit was aware of the illegality of his actions and sentenced him to two years and eight months in prison. Unlike many other Article 112 cases, throughout the appeal process, Bantit has been permitted bail by the Appeal Court. This decision by the Supreme Court could then result in Bantit being forced to serve a prison term for his ideas.

 

Thank you.

Urgent Appeals Programme 
Asian Human Rights Commission (AHRC) ([email protected])

TAHR Report: ICC’s 12th ASP Project: แถลงผลการปฏิบัติงานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กับ ไอซีซี

TAHR Report: ICC's 12th ASP Project: แถลงผลการปฏิบัติงานภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กับ ไอซีซี

รับฟังโดยตรงทางยูทูป http://youtu.be/yLgm2_mWvi0
ดาวน์โหลดเพื่อการเผยแพร่
http://www.mediafire.com/listen/4te24139722e1eu/Tahr-usa-2013-12-04.mp3
http://www.4shared.com/mp3/WUEwbCnc/Tahr-usa-2013-12-04.html
การรายงานผลการปฏิบัติงาน ร่วมประชุมประจำปีศาลอาญาระหว่างประเทศ

Petition to King Bhumibol: Urgent ICC Ratification

THAI ALLIANCE FOR HUMAN RIGHTS

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
Central Office: 1268 Grant Avenue, 3rd Floor, San Francisco, CA 94133
Email:     [email protected]  Phone: +1 (323) 306-4406 Website: http://thai-ahr.org

The International Criminal Court’s 12th Assembly of States Parties
The Hague, the Netherlands

November 21, 2013

King Bhumibol Adulyadej
Royal Secretariate, Royal Palace, Na Pra Lan Road, Bangkok 10200
Phone: +1 02 220 7200  Fax: +1 02 224 3259

Your Majesty:

We, the undersigned representatives of the Thai Alliance for Human Rights and our international friends from various organizations from around the world attending 12th Assembly of States Parties of the International Criminal Court’s (ICC) held at The Hague, the Netherlands during November 20-28, 2013, would like to appeal to you to kindly consider our recommendations towards Thailand’s ratification of the Rome Statute of the ICC for the sake of the country’s peace, unity, and progress. 

The Thai Alliance for Human Rights (TAHR) is an independent, non-governmental, and non-profit organization registered in the United States of America on June 28, 2012.  It is composed of Thais residing in the United States and other nations worldwide.  Members are united by a common vision and concern for peace, unity, and progress for the people of Thailand.  

Thailand and Thais are well loved by the global communities blessed to witness what they have to offer to the world.  Thailand is a beautiful, culturally rich, and generous country that was once regarded as an example of an emerging democratic country with all its potentials for economic and political progress, just as Thais are welcoming, kind, and hospitable people. However, following the 2006 coup d’état where alleged military perpetrators were granted royal amnesty, we have observed a worrying trend.  Episodes of violence in April 2009 and in April-May, 2010 where many were killed and injured came as shocking to us as the 2006 coup d’état did.  As we convene here at The Hague, we hear the news of the mass movements being mobilized again, especially after the Constitutional Court has stopped the effort by the Yingluck government and the parliament to amend an article in the constitution so that all the congress members would be democratically elected by the people.  We are concerned that violence will again occur and cost more lives among your people. When we look at the history of coup d’états and massacres in Thailand, we become gravely concerned because of the fact that the military and police officers as well as armed civilians involved in the killings of fellow Thai citizens have not been prosecuted and punished. Victims have not been given justice until now.

Thailand was among the most active nations to support initial efforts to stop impunity in the world through the establishment of the International Criminal Court.  It signed the Rome Statute creating the ICC in 2002. However, to this day, your government has not yet ratified it, citing that doing so would violate the constitution and would displease Your Majesty. 

Your Majesty, we offer the following notes about the ratification for your consideration.  First, ratification will ensure that Thai citizens are protected by the noble power of the ICC because people who intend to commit more massacres will no longer be guaranteed any domestic impunity. Second, ratification will not be retroactively effective.  Past conflicts will not be brought to the ICC.  The royal army and police officers involved in the massacres in October 1973, October 1976, May 1992, April-October 2004, and April-May 2010 will not be subject to the ICC jurisdiction after the point of ratification.  Thais can still depend on the domestic judicial process, of course.  Third, nations with monarchies of a similar status to Thailand, more than 20 of them, have ratified the Rome Statute without any constitutional conflicts.  The Article 190 in the current constitution gives absolute authority to Your Majesty to endorse any treaty, with approval of the parliament.  We are fully aware that the parliament and the government would not act unless Your Majesty approves of it. 

We, therefore, urge Your Majesty to consider the following recommendations towards ensuring that Thailand will soon ratify the Rome Statute of the ICC. We appeal to Your Majesty so that you will act on these recommendations to prevent further violence, to strengthen democracy, and to unite the Thai people.

1.       Approve all pending proposals by the current government aiming at democratizing the country and paving the path for ratification of the Rome Statute.

2.       Summon Heads of the Executive, Legislative, and Judicial offices and announce to them that you wish to see the Rome Statute ratified.

3.       Announce to the Thai citizens that you no longer wish to see armed officers or civilians killing fellow Thais again and that you will stop granting amnesty to those responsible for human rights violations.

Your Majesty, we know that the Thai citizens love and worship you and that you also love your subjects like they were your own children.  Ratifying the Rome Statute does not only reflect your paternal love, but it also guarantees that in the face of all present and future conflicts, the Thai citizens will not again resort to violence.  Having realized the great and kindest act of yours in this regard, the Thai citizens will confirm their conviction of love, respect, and worship that they reserve for you and will cherish you as their great king eternally.

 

Respectfully yours,

Thai Alliance for Human Rights (TAHR)
And the Undersigned

Note: Around 50 organizations/individuals from nations worldwide endorsed this letter.  These include: 

– CICC & its allies
– ICC member nations
– International Federation for Human Rights
– Justice without Frontiers
– Kenya Human Rights Commission
– ICC Registry
– ICJ Kenya
– OSJI

Many others also verbally endorsed the letter, but were not able to provide signatures due to personal and organizational restrictions. 

Copies Furnished:

Prime Minister

The Foreign Affairs Minister
Ministry of Foreign Affairs
The Justice Minister
Ministry of Justice
The Attorney General
Attorney General’s Office
Foreign Affairs Committee-Senate

++++++++++++++++++++++++++++++

คำแปล

THAI ALLIANCE FOR HUMAN RIGHTS
ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
Central Office: 1268 Grant Avenue, 3rd Floor, San Francisco, CA 94133
Email:     [email protected]  Phone: +1 (323) 306-4406 Website: http://thai-ahr.org

The International Criminal Court’s 12th Assembly of States Parties
The Hague, the Netherlands

November 21, 2013

King Bhumibol Adulyadej
Royal Secretariate, Royal Palace, Na Pra Lan Road, Bangkok 10200
Phone: +1 02 220 7200  Fax: +1 02 224 3259

 

ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อมฯ

พวกเรา ตัวแทนผู้ลงนามต่อท้ายจดหมายนี้ ซึ่งมาจากภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษชนและผองเพื่อนนานาชาติจากองค์กรต่างๆ ทั่วโลก ที่ได้เข้าร่วมการประชุมประเทศภาคีของศาลอาญาระหว่างประเทศ ครั้งที่ 12 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 20-28 พฤศจิกายน ศกนี้  ปรารถนาจะขอถวายฎีกาแด่ท่าน ให้ได้โปรดพิจารณาข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวเนื่องด้วยการลงสัตยาบันสนธิสัญญากรุงโรม เพื่อรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดสันติสุข ความกลมเกลียว และความวัฒนาถาวรของประเทศ

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนษยชน (TAHR) เป็นองค์กรอิสระ ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐ และไม่แสวงกำไร ที่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 เดือนมิถุนายน พุทธศักราช 2555  เราประกอบด้วยคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอีน ๆ ทั่วโลก  สมาชิกต่างมีจุดประสงค์ร่วมกันในการมองเห็นและเป็นห่วง โดยหวังให้ประเทศไทยเกิดสันติภาพ ภราดรภาพ และความก้าวหน้า ของประชาชนแห่งประเทศไทย

ประเทศไทยและคนไทยเป็นที่รักยิ่งของชุมชนโลกที่โชคดี ได้สัมผัสสิ่งที่ประเทศและคนไทยมอบให้แก่ชาวโลก  ประเทศไทยนั้นสวยงาม ร่ำรวยด้วยวัฒนธรรม และมีน้ำใจกว้างขวาง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของประเทศประชาธิปไตยที่กำลังรุ่งเรือง เต็มไปด้วยศักยภาพทางเศราบฐกิจและการเมือง  ในขณะที่คนไทยนั้นเล่า ก็มีจิตใจกว้างขวางเปิดต้อนรับแขก เมตตา และมีน้ำใจไมตรียิ่ง  อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ซึ่งได้ปรากฎว่ามีทหารผู้ก่อการปล้นอำนาจประชาชน ได้รับการพระราชทานนิรโทษกรรมนั้น เราได้สังเกตุเห็นพัฒนาการที่น่าเป็นห่วงยิ่ง  การใช้ความรุนแรงในเดือนเมษายน 2552 และเมษายน ถึงพฤษภาคม 2553 ซึ่งได้มีผู้ถูกฆ่าและทำร้ายให้บาดเจ็บและพิการจำนวนมากนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้เราพิศวงยิ่ง ไม่แพ้การรัฐประหารที่เกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อในปี 2549   ในช่วงที่เราได้มาประชุมร่วมกับเพื่อนนานาชาติ ณ กรุงเฮกนี้ เราได้รับทราบข่าวการเคลื่อนไหวมวลชนจำนวนมหาศาลอีกครั้งของฝ่ายเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงคำวินิจฉัยที่หยุดความพยายามของรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์และรัฐสภา ในการที่จะแก้รัฐธรรมนูญมาตราที่ว่าด้วยที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยให้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนตามหลักประชาธิปไตยทั้งหมด  พวกเราวิตกยิ่งว่าความรุนแรงอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้ง และจะทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกในหมู่ประชาชนของพระองค์ท่าน   เมื่อเรามองดูประวัติการรัฐประหารและการฆาตกรรมหมู่ประชาชนในประเทศไทย เรายิ่งเกิดวิตกจริต ด้วยความจริงที่ว่า เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ตลอดจนพลเรือนที่ติดอาวุธที่มีส่วนร่วมในการฆ่าพลเมืองไทยด้วยกันเองนั้น ไม่ได้รับการพิจารณาและลงโทษเลย  เหยื่อทั้งหลายต่างไม่ได้รับความยุติธรรมมาจนถึงบัดนี้

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทเข้มแข็งมากที่สุดประเทศหนึ่ง ที่ได้สนับสนุนความพยายามในการต่อต้านการปกป้องโทษให้คนผิดในโลกนี้ โดยมีส่วนช่วยทำให้เกิดการก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้น และได้ลงนามในสัตยาบันกรุงโรมเพื่อการก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นในปี 2545  อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ รัฐบาลของพระองค์ท่าน ก็ยังไม่ได้ลงสัตยาบัน โดยอ้างเหตุว่าการกระทำเช่นนั้นจะเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและจะทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

พระองค์ท่าน   พวกเราขอเสนอประเด็นเหล่านี้เกี่ยวกับการลงสัตยาบัน เพื่อให้พระองค์พิจารณา  คือ หนึ่ง การลงสัตยาบัน เป็นการประกันว่า พลเมืองไทยจะได้รับการปกป้องโดยอำนาจอันทรงธรรมของศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะคนที่ตั้งใจจะก่อการฆาตกรรมหมู่ในอนาคตจะไม่สามารถได้รับหลักประกันในการได้รับการปกป้องให้พ้นผิดจากภายในประเทศอีกต่อไป    ประการที่สอง  การลงสัตยาบัน จะไม่มีผลย้อนหลัง  สิ่งที่เคยขัดแย้งและสูญเสียมาในอดีตจะไม่ถูกนำไปพิจารณาในศาลแห่งนี้  ทหารแห่งพระราชาและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสังหารโหดประชาชนเมื่อเดือนตุลาคม 2516  ตุลาคม 2519 พฤษภาคม 2535 เมษายนและตุลาคม 2547 และเมษายนถึงพฤษภาคม 2553 จะไม่ถูกนำเข้าไปพิจารณาใต้อำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ  แต่คนไทยก็ยังสามารถหวังความยุติธรรมได้จากกระบวนการทางศาลภายในประเทศได้ต่อไป   ประการที่สาม  ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ดำรงตำแหน่งคล้าย ๆ พระองค์ท่านทั่วโลก ซึ่งมีมากกว่ายี่สิบประเทศ  ได้ลงสัตยาบันโดยไม่มีข้อขัดแย้งในรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด    มาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญแห่งชาติปี 2550 ได้มอบพระราชอำนาจให้พระองค์โดยตรงและเด็ดขาดในการจะอนุมัติให้มีการลทำสนธิสัญญาใด ๆ กับต่างประเทศ  โดยให้รัฐสภาเห็นชอบในกรณีสำคัญ ๆ  พวกเราตระหนักดีว่า รัฐสภาและรัฐบาลจะไม่มีวันกระทำการใด ๆ ยกเว้นเสียแต่ว่าจะได้พระราชทานราชานุญาตจากพระองค์เสียก่อน

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ พวกเราจึงขอให้พระองค์ท่านทรงพิจารณาคำแนะนำต่างๆ  ต่อไปนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยจะได้ลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมเพื่อเปิดรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ  เราขอฎีกาต่อท่าน ให้พระองค์จะได้ทรงนำไปพิจาณาปฏิบัติตามสิ่งต่อไปนี้ เพื่อป้องกันความรุนแรงในอนาคต เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็งขึ้น และเพื่อสร้างสมานฉันท์ของพลเมืองในประเทศไทยในที่สุด ข้อแนะนำมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง ขอทรงอนุมัติร่างกฎหมายหรือข้อเสนอใด ๆ ที่รัฐบาลปัจจุบันทูลเกล้า อันจะทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยิ่งขึ้น และเป็นการแผ้วถางทางสำหรับการลงสัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม

สอง ขอทรงเรียกประมุขฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ เข้าเฝ้า และประกาศให้พวกเขาทราบว่า พระองค์ท่านปรารถนาจะให้มีการลงสัตยาบันรับธรรมนูญกรุงโรม

สาม ขอทรงประกาศให้พลเมืองไทยรับทราบโดยทั่วกันว่า พระองค์ไม่ปรารถนาให้เจ้าหน้าที่รัฐและพลเรือนที่มีอาวุธเข่นฆ่าพลเมืองไทยด้วยกันเองอีก และพระองค์จะทรงไม่ให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอีกต่อไปอย่างเด็ดขาด

ข้าแต่พระองค์  พวกเราทราบดีว่าพลเมืองไทยรักและเทิดทูนพระองค์ท่าน และพระองค์ท่านก็ทรงรักประชาชนของท่านเสมือนเป็นลูกหลายของพระองค์เอง  การลงสัตยาบันรับธรรมนูญกรุงโรมไม่เพียงแต่จะสะท้อนความรักของพ่อเท่านั้น แต่ยังประกันได้ว่า ในห้วงแห่งความขัดแย้งในปัจจุบันและในอนาคต คนไทยจะไม่หลงไปใช้ความรุนแรงต่อกันแบบสิ้นคิดอีก  เมื่อพลเมืองไทยได้รับรู้ถึงการกระทำอันยิ่งใหญ่และเปี่ยมพระเมตตาอย่างสูงสุดนี้แล้ว พลเมืองไทยก็จะได้เกิดความความสำนึกที่เข้มแข็งแห่งความรัก เคารพ และเทิดทูนที่พวกเขามีต่อพระองค์ท่าน และจะได้จารึกพรองค์ท่านว่าเป็นมหาราชาของพวกเขาอีกนานแสนนาน

 

ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดฯ

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน
และผู้ร่วมลงนาม

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตัวแทนภาคีไทยฯ อ่านฎีกาถึงกษัตริย์ภูมิพลต่อหน้าตัวแทน CICC
รับฟังโดยตรงทางยูทูป http://youtu.be/8MpM60ILrp4
อ่านเนื้อหาฎีกาได้ที่ http://wp.me/P1TLDG-5BH

______________

ประธานบริหารฟอรั่มเอเชีย Ms. Evelyn Serrano กล่าวรายงาน ณ 12th Assembly of States Nations

รับฟังโดยตรงทางยูทูป http://youtu.be/Wa2E801Kc8U


______________

ประธาน ICC และผู้พิพากษา Song Sang-Hyun  กล่าวต่อตัวแทนเอเชีย-แปซิฟิก
รับฟังโดยตรงทางยูทูป  http://youtu.be/F9sGV_7mVoc

 


 

Leave a Reply