Monthly Archives: March 2015

การค้ามนุษย์ข้ามชาติ (the Human Trafficking on Transnational Plane)

การค้ามนุษย์ข้ามชาติ (the Human Trafficking on Transnational Plane)

๑. เมื่อเราพูด หรือ กล่าวถึง “การค้ามนุษย์ข้ามชาติ” นั้น เท่าที่ปรากฏหลักฐานในประวัติศาสตร์มนุษย์นั้น เริ่มมาจากปีค.ศ. ๑๒๐๐ จนถึงปีค.ศ. ๑๕๐๐ ประเทศแรกที่บัญญัติให้ “การค้ามนุษย์ข้ามชาติ เป็นความผิดต่อกฏหมาย” ก็คือประเทศอังกฤษ ในขณะนั้น อังกฤษเริ่มเป็น และต่อมาได้เป็นชาติมหาอำนาจทางทะเล ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า การค้ามนุษย์ว่า เป็น“การค้าทาส” (Trading on Slavery) โดยอังกฤษ อ้างเอาข้อห้าม มิให้มีการค้าทาส มาจากหลักในทางศาสนา ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการไปไล่จับคนในทวีปอาฟริกา พรากเขามาจากแผ่นดินแม่ของเขา เพื่อเอาไปเป็นทาสใช้แรงงานในอาณานิคมทั้ง ๑๓ แห่งบนทวีปอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไปใช้เป็นแรงงานในไร่ฝ้าย เพื่อเก็บฝ้ายในมลรัฐทางใต้ของสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ยังดำรงสถานะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ (จากบทความเรื่อง Transnational regimes for combating in persons: Reflections on the UN Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, Dr. Emmanuel Obuah, Assistant Professor, Department of Behavioral Sciences, Alabama A&M University)
๒. ในเวลาต่อมา เราก็ได้เห็น ข้อห้ามมิให้มีการค้าทาส เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นในสนธิสัญญาสองฝ่าย หรือ ทวิภาคี (Bilateral Treaty) ในระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอังกฤษ ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในสนธิสัญญาสงบศึกระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ในสงครามประกาศอิสรภาพของสหรัฐ ที่ลงนามกันที่กรุงปารีส ที่เรียกว่า “The Paris Treaty of September 30, 1783” ที่ท่านผู้ใฝ่รู้ทั้งหลายอาจค้นคว้าผ่านเครื่องอ่านของกูเกิ้ล โดยพิมพ์วลีว่า “Avalon Project” แล้วพิมพ์ชื่อสนธิสัญญานี้ใส่บนมุมขวาของหน้าแรกของ “Avalon Project” ท่านก็สามารถ Download เอาสนธิสัญญานี้มาศึกษาได้โดยละเอียด
๓.ในปีค.ศ. 1814 อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา ได้มีการลงนามในสนธิสัญญาสองฝ่าย “ห้ามทำการค้าทาส ทางเรือ” ทั้งนี้ เพื่อป้องกัน มิให้มีการนำ ทาสผิวดำจากทวีปอาฟริกาเข้าสู่มลรัฐทางใต้ ของสหรัฐอเมริกา เพื่อไปทำงาน เป็นทาสแรงงานในไร่ฝ้าย สนธิสัญญานี้ลงนามกัน ที่เมือง Ghent ประเทศเบลเยี่ยม ในวันที่ 24 ธันวาคม ปีค.ศ. 1814 คู่ภาคีสนธิสัญญาฉบับนี้ ต่างตกลงกัน ตามสนธิสัญญานี้ ที่จะแลกเปลี่ยนสัตยาบัน ภายในเวลา สี่เดือนนับแต่วันที่ได้ลงนามในสนธิสัญญานี้ ที่ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เราเรียกสนธิสัญญานี้ว่า “Treaty of Ghent, 1814”
๔. ต่อมาในปีค.ศ. 1842 เมื่ออังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ตกลงกันในเรื่องเส้นเขตแดนระหว่างรัฐเมนของสหรัฐอเมริกา กับแคนนาดา (ประเทศ หรือ ดินแดนในอารักขาของอังกฤษ ) อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ก็ได้มีการทำสนธิสัญญากันในชื่อว่า “The Webster – Ashburton Treaty, 1842 สนธิสัญญาฉบับนี้ มีการแลกเปลี่ยนตราสาร เพื่อให้บังคับตามสนธิสัญญา เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม ปีค.ศ. ๑๘๔๒ และให้มีผล เป็นการประกาศบังคับใช้ในระหว่างรัฐคู่ภาคีในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ปีค.ศ. ๑๘๔๒ ความในสนธิสัญญาฉบับนี้ นอกจากจะมีข้อสนธิสัญญาผูกพันกันในเรื่องดินแดน ยังประสงค์ที่จะผูกพันบังคับกันในเรื่อง การส่งผู้ร้ายข้ามแดน และในเรื่องข้อห้ามการค้าทาสทางทะเล หรือ ทางเรืออีกด้วย. (มีต่อ)




การค้ามนุษย์ข้ามชาติ (the Human Trafficking on Transnational Plane)

Royal Thai Army using force against villagers, claiming the could do anything under the martial law!!

Screen Shot 2015-03-18 at 11.11.15 PMTranslation:  Royal Thai Army officer, Sommai Busaba ordered an assault on a 16-year-old lady and her brother.  The army also took their camera and the cell phone used to record the physical abuse.  Then, as shown on this video, they sexually harassed the sister, stating, “Under the Martial law, I can (xucking) do anything!”

ทหาร จ.นครราชสีมา พ อ.สมหมาย บุษบา กองทับถาคที่สอง สั่งซ้อมเด็กอายุ16ปีและพี่ชายและปล้นเอากล้อง และโทรสัพ ที่บันทึกภาพต…

Posted by ส้ม รถเกี่ยว ปาน on Saturday, March 28, 2015

TAHR Executive Director talking (in Thai) about the 2014 Convention and TAHR’s future missions

TAHR Executive Director talking about the 2014 Convention and TAHR’s future missions





ดร.เพียงดิน รักไทย ชี้แจงเรื่องการประชุมประจำปี และอนาคตของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน 22 มีนาคม 2558

ดร.เพียงดิน รักไทย ชี้แจงเรื่องการประชุมประจำปี และอนาคตของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน 22 มีนาคม  2558

ให้สัมภาษณ์ ณ เมือง Paramount รัฐแคลิฟอร์เนีย  ในงานประชุมประจำปีของภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน




Statements & Panel Discussions at the 2014 TAHR Convention on March 22, 2015

แถลงการณ์และการเสวนาบนเวที (คุณจารุพงศ์ ดร.สุนัย คุณดารุณี คุณจอม ดำเนินรายการโดย ดร.เพียงดิน 22 มี.ค. 2558)


ประชุมประจำปี ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน แถลงการณ์​และการเสวนาบนเวที  22 มีนาคม  2558  โดย คุณจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ดร.สุนัย จุลพงศ์ธร คุณดารุณี กฤติบุญญาลัย และคุณจอม เพชรประดับ ดำเนินรายการโดย ดร.เพียงดิน รักไทย     http://youtu.be/GT6c-Q7pNBM


   แถลงการณ์และการเสวนาบนเวที (คุณจารุพงศ์ ดร.สุนัย คุณดารุณี คุณจอม ดำเนินรายการโดย ดร.เพียงดิน 22 มี.ค. 2558งาน





Thai 112 (lese majeste) & Political Prisoners Awarded “2014 TAHR PEACE PRIZE”

ขณะที่เผด็จการเมืองไทย ได้ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการกดหัวประชาชน คือใช้กฎหมายทุกรูปแบบ ใช้ความน่าเชื่อถือในตัวบุคคลและสถาบัน ใช้สมุนในสภาและนอกสภา และแม้แต่กำลังทหารที่จงรักภักดี เพื่อกำราบคนที่ใฝ่ประชาธิปไตยทุกรูปแบบ ปิดหูปิดตา ปิดกั้นการแสดงออกทุกรูปแบบ แล้วยกคนของตนเข้าไปคุมทุกเครือข่าย ใช้กำลังและกลไกเหล่านี้อย่างเต็มรูปแบบ  ปวงชนไทยหลายส่วนสยบยอม หมอบราบ หรือหันไปใช้ความรุนแรง  แต่นักโทษการเมืองที่สู้ด้วยมือเปล่า หรือนักโทษ 112 ที่สู้ด้วยความคิด ข้อมูล และความจริง แม้จะต้องคดีความ ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่มีสิทธิต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม แถมถูกตัดสินแบบสองมาตรฐานและไม่มีสิทธิต่อรองแม้แต่การประกันตัว  แต่พวกเขาก็ไม่ยอมกลัว ไม่ยอมก้มหัว หรือสยบยอม  ทั้งพวกที่ต้องรับโทษอย่างไม่เป็นธรรม แถมถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงหลายแบบ และพวกที่ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจเถื่อน จึงหลบหนีไปต่อสู้ยังต่างประเทศ
บุคคลเหล่านี้ สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับการบันทึกไว้ว่า เป็นผู้ต่อสู้กับอำนาจเถื่อนที่รุนแรงและป่าเถื่อนด้วยสันติวิธี เพื่อหวังให้เผด็จการเปลี่ยนวิธีการ และให้ประชาชนร่วมชาติตาสว่าง  ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน จึงเห็นควรโดยมติเอกฉันท์ มอบรางวัลนี้ ให้กับ นักโทษ 112 และนักโทษการเมืองในไทยและทั่วโลก
ในการนี้ ท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคใหญ่ที่สุดในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ถูกปล้นอำนาจโดยรัฐบาลเผด็จการทหารของนายประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัลนี้ โดย ดร.เพียงดิน รักไทย เป็นผู้แทนนักโทษ 112 และนักโทษการเมืองในไทยและทั่วโลก รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้แทน   วิดีโอและภาพประกอบ จะตามมาในเร็ว ๆ นี้
จึงขอประกาศไว้ให้เป็นเกียรติประวัติและจารึกไว้ให้เป็นแบบอย่างแก่สาธารณชนทั่วไป
ประกาศ ณ วันที่  23 มีนาคม  2558
ดร.เพียงดิน รักไทย
ประธานบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง

ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

อาจารย์ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ได้รับรางวัล 2014 TAHR AHIMSA AWARD จากภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

อาจารย์ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ได้รับรางวัล 2014 TAHR AHIMSA AWARD จากภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ในการประชุมประจำปีขององค์กร ณ เมือง  Paramount มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่  22 มีนาคม 2558  โดยดร.เพียงดิน รักไทย ประธานบริหารภาคีฯ ได้กล่าวว่า อ.ชูพงศ์ ถี่ถ้วน เป็นผู้เสียสละ ที่มุ่งสร้างประชาธิปไตย โดยการพากเพียรให้ความรู้เรื่องปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเป็นฐานของการสร้างความเข้าใจเพื่อการเปลี่ยนระบอบอย่างสันติ  และท่านได้ทำมาตลอดเวลาหลายปี  โดยไม่คำนึงถึงอันตรายและความเสียหายที่ได้เกิดแก่ตัวเองและครอบครัว  เป็นตัวอย่างแก่สาธารณชน จึงสมควรยกย่องไว้ให้ปรากฏ
นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาลัยประชาชน และภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยได้ดำรงตำแหน่งกรรมการอำนวยการของภาคีฯ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่  28 มีนาคม 2555 ด้วย
ในการนี้ ท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคใหญ่ที่สุดในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ถูกปล้นอำนาจโดยรัฐบาลเผด็จการทหารของนายประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้เกียรติเป็นผู้มอบรางวัลนี้  วิดีโอและภาพประกอบ จะตามมาในเร็ว ๆ นี้
จึงขอประกาศไว้ให้เป็นเกียรติประวัติและจารึกไว้ให้เป็นแบบอย่างแก่สาธารณชนทั่วไป
ประกาศ ณ วันที่  23 มีนาคม  2558
ดร.เพียงดิน รักไทย
ประธานบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง
ภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

 

 

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition)

โดย ทีมงานกฎหมายภาคีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชน

S__1032655การส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็น ช่องทางหนึ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศ ใช้ในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกกล่าวหา ที่หนีไปประเทศอื่น โดยปกติแล้ว อำนาจอธิปไตยของรัฐย่อมจำกัดเฉพาะภายในดินแดนหรืออาณาเขตของตนเท่านั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐหนึ่งจะใช้อำนาจอธิปไตยเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่งโดยที่รัฐนั้นไม่ยินยอมไม่ ได้ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยได้ไปอยู่ต่างประเทศ รัฐเจ้าของสัญชาติของผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย จะส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปจับกุมในต่างประเทศไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น ดังนั้น รัฐเจ้าของสัญชาติจึงต้องร้องขอให้มีการช่วยเหลือที่จะติดตามจับกุมผู้ต้อง หาหรือจำเลยมาให้ โดยปกติแล้ว ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะกระทำในรูปของสนธิสัญญาทวิภาคีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นฐานของความร่วมมือระหว่างรัฐที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Requesting state) กับรัฐที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Requested state) อย่างไรก็ดี หากไม่มีสนธิสัญญาระหว่างกัน รัฐก็สามารถใช้ “หลักต่างตอบแทน” (Reciprocity) ได้ (ซึ่งผิดกับกรณี “การโอนตัวนักโทษ” ที่ต้องมีสนธิสัญญาระหว่างรัฐที่ร้องขอกับรัฐที่ได้รับการร้องขอเสมอ)

Screen Shot 2015-03-18 at 11.11.15 PMอย่างไรก็ดี แม้จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าเมื่อมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว รัฐที่ได้รับการร้องขอจะต้องส่งให้ตามคำร้องเสมอ โดยปกติแล้ว ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือกฎหมายภายในเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะระบุเงื่อนไขหรือเกณฑ์ที่ใช้พิจารณารวมถึงข้อยกเว้นบางประการด้วย เกณฑ์หรือเงื่อนไขของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่สำคัญคือ

ประการเเรก ความผิดที่จะส่งให้แก่กันได้นั้นต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศ คือทั้งของประเทศที่ร้องขอ และประเทศที่ได้รับการร้องขอ ไม่ว่าจะเรียกฐานความผิดในชื่อใดก็ตาม เกณฑ์นี้นักกฎหมายเรียกว่า Double-criminality หรือ Double-jeopardy
ประการที่สอง โทษขั้นต่ำของฐานความผิด (เช่น ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี)
ประการที่สาม ความผิดที่จะถูกดำเนินคดีได้เมื่อมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำขอนั้น รัฐที่ร้องขอจะพิจารณาคดีเเละลงโทษได้เฉพาะความผิดที่ร้องขอเท่านั้น จะไปดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการร้องขอให้มีการส่ง ผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้ เกณฑ์ข้อนี้มีไว้เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีในความผิดที่ไม่อาจส่ง ผู้ร้ายข้ามแดนให้เเก่กันได้ แต่รัฐได้อาศัยช่องทางของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในความผิดฐานหนึ่ง เพื่อไปดำเนินคดีหรือลงโทษในอีกความผิดฐานหนึ่ง เกณฑ์นี้เรียกว่า “Specialty”

ความผิดทางการเมือง (Political Offenses)
เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ประเทศตะวันตกหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสว่า การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นสิ่งปกติในสังคมระบอบ ประชาธิปไตย และเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น หากบุคคลได้กระทำความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองแล้ว ความผิดทางการเมืองย่อมไม่อยู่ในข่ายที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ปัญหาก็คือ สนธิสัญญาทวิภาคีส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ดี กฎหมายภายในของรัฐเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ดี ไม่ได้มีการให้คำนิยามว่า ความผิดทางการเมืองคืออะไร โดยปกติแล้ว การพิจารณาว่าความผิดใดเป็นความผิดอาญาธรรมดาหรือความผิดทางการเมืองนั้น เป็นดุลพินิจหรือเป็นปัญหาการตีความขององค์กรตุลาการของรัฐ ที่ได้รับการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่เกี่ยวกับรัฐที่ร้องขอแต่อย่างใด ปัญหาขอบเขตของความหมายความผิดทางการเมืองนั้นเป็นปัญหาที่มีความยุ่ง ยากอยู่มิใช่น้อย เนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้พิจารณานั้นมีอยู่หลายเกณฑ์ และในหลายกรณีศาลก็มิได้อาศัยเกณฑ์หนึ่งเกณฑ์ใดเป็นปัจจัยชี้ขาด แต่ศาลอาจพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ควบคู่กันไป อีกทั้งทางปฏิบัติของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันไปด้วย การกระทำบางอย่างอาจมองว่าเป็นความผิดทางการเมืองอย่างแจ้งชัด เช่น การประท้วงทางการเมือง การก่อกบฏ การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองหรือต่อสู้เรียกร้องเอกราช การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง เป็นต้น การกระทำเหล่านี้นักกฎหมายใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “Incident test”

TAHR-Meetingอย่างไรก็ดี ความผิดทางการเมืองในปัจจุบันมิได้จำกัดแค่ “ความผิดทางการเมือง” (political offense) แต่เพียงอย่างเดียว แต่อาจรวมถึง “ความผิดที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับความผิดทางการเมือง” (an offense connected with a political offense) ด้วยอย่างเช่น กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศอังกฤษกับไอร์แลนด์ ฉะนั้น ปัจจุบันนักกฎหมายบางท่านจึงใช้คำว่า ความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political character) แทน
นอกจากนี้ ความผิดทางการเมืองมิได้จำกัดเพียงแค่ “การกระทำ” (act) ของผู้กระทำแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน แต่รวมถึงปัจจัยอย่างอื่นด้วย เช่น แรงจูงใจของรัฐบาลที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ ที่เรียกว่า “Political Motive of the Requesting State” หรือ การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trail) หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิมนุษยชนต่างๆ ของจำเลย หรือผู้ถูกกล่าวหาจะถูกละเมิด ศาลก็อาจปฏิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยจะต้องแสดงให้ศาล เห็นว่า สิทธิการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหรือสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ของตนจะถูกละเมิดได้

ยิ่งไปกว่านั้น ศาลของหลายประเทศยังได้ให้ความสำคัญกับระบอบการปกครองของประเทศที่ร้องขอให้ มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วยว่ามีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยมากน้อย แค่ไหน มีการรับรองหลักนิติรัฐหรือไม่ เกณฑ์นี้เรียกว่า “The Political Structure of the Requesting State” เกณฑ์นี้ศาลอังกฤษเคยใช้ในคดี Kolczynski โดยศาลอังกฤษปฏิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศโปแลนด์ ซึ่งพิจารณาตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ (หรือประเทศตะวันตก) แล้ว โปแลนด์ในเวลานั้นยังไม่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานของประเทศตะวันตก

 

Thailand: Investigate Alleged Torture in Military Custody End Secret Detentions Under Martial Law (Human Rights Watch)

http://www.hrw.org/node/133619

For Immediate Release

Thailand: Investigate Alleged Torture in Military Custody
End Secret Detentions Under Martial Law

Human-Rights-Watch_1(New York, March 19, 2015) – Thai authorities should promptly and impartially investigate the alleged torture of suspects while they were held incommunicado in military custody, Human Rights Watch said today.

Four suspects in a grenade attack on the Bangkok criminal court alleged that they were tortured while being held in military custody from March 9 to 15, 2015, according to the legal defense group Thai Lawyers for Human Rights. The four – Sansern Sriounruen, Chanwit Chariyanukul, Norapat Luephon, and Wichai Yusuk – said interrogators slapped, punched, and kicked them in the head, chest, and back. They allege that they were also tortured with electrical shocks that left marks on their skin. The suspects asserted that authorities tortured them to extract information and to force them to confess to involvement in the late evening attack on March 7 in which a grenade exploded in the parking lot of the Bangkok criminal court.

“These serious allegations of torture in military detention are further cause for alarm about ongoing rights abuses under martial law in Thailand,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “Only a prompt and impartial investigation that results in holding those responsible to account can resolve this matter.”

Human Rights Watch has repeatedly raised serious concerns regarding use of secret military detention by the ruling National Council for Peace and Order (NCPO). Since the May 2014 coup, the NCPO, headed by Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha, has detained hundreds of politicians, activists, journalists, and people they accuse of supporting the deposed government, disrespecting or offending the monarchy, or being involved in anti-coup protests and activities. Military personnel have interrogated many of these detainees without providing access to their lawyers or ensuring other safeguards against mistreatment. The NCPO continually refuses to provide information about people in secret detention. The risk of enforced disappearance, torture, and other ill-treatment significantly increases when detainees are held incommunicado in military detention.

Thailand’s human rights obligations remain in place, including the prohibition of torture and other ill-treatment, which applies fully at all times, regardless of martial law or political conditions, Human Rights Watch said.

The International Covenant on Civil and Political Rights, to which Thailand is a party, prohibits arbitrary arrest and detention; torture and other cruel, inhuman, or degrading treatment; and extrajudicial execution. In addition, under international law and United Nations principles on the right to remedy for human rights violations, governments have the duty to investigate allegations of serious human rights violations and prosecute those responsible.

Prayuth has given repeated public assurances that detainees would be safe in military custody. On July 25, 2014, he said in a televised speech: “The NCPO would like to ask the international community to understand that we have never committed serious human rights violations. We have no policy to assault, kill, torture, rape, or harm anyone.”

However, despite this pledge, there still have been no indications of any official inquiry by Thai authorities into reports of torture and mistreatment in military custody.

“The Thai junta should immediately stop holding people in secret military detention,” Adams said. “Martial law should be revoked to end the abusive climate that has loomed over Thailand since last May’s coup.”

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:
http://www.hrw.org/asia/thailand

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (English, Thai): +66-81-632-3052 (mobile); or [email protected]
In Washington, DC, John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or [email protected]. Twitter: @johnsifton
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531 (mobile); or [email protected]

Thailand: End Secret Military Detention Witness to Army Killings Held Incommunicado for Six Days (Human Rights Watch)

For Immediate Release
Thailand: End Secret Military Detention
Witness to Army Killings Held Incommunicado for Six Days 
(New York, March 18, 2015) – The Thai military’s warrantless arrest and secret detention of a witness to alleged army crimes raise grave concerns of a politically motivated prosecution, Human Rights Watch said today. Holding the suspect incommunicado for six days heightened the risk of torture and other ill treatment.
On March 11, 2015, five soldiers took away Natthida Miwangpa, a volunteer nurse who witnessed the shooting of civilians by soldiers during 2010 political confrontations between the Abhisit Vejjajiva government and the “Red Shirts” supported by ousted Prime Minister Thaksin Shinawatra, from her home in Preksaksa district, Samut Prakarn province, near Bangkok. For six days the National Council for Peace and Order (NCPO) junta publicly denied any knowledge of her arrest or whereabouts, raising serious concerns for her safety. However, on March 17, the military handed her over to police at the Metropolitan Police Bureau, which charged her with committing terrorist acts and opposed her bail. Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha stated that Natthida is being investigated for alleged involvement in a grenade attack at the Bangkok Criminal Court on March 7, 2015. 
“Natthida Miwangpa’s arrest and secret detention by the Thai military should set off flashing red lights,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “Holding a witness to alleged military crimes incommunicado for six days is a profoundly disturbing abuse of authority that has become commonplace under martial law.”
Human Rights Watch has repeatedly raised serious concerns regarding secret military detention by the junta. Since the May 2014 coup, the NCPO junta – headed by General Prayuth – has detained hundreds of politicians, activists, journalists, and people they accuse of supporting the deposed government, disrespecting or offending the monarchy, or being involved in anti-coup protests and activities. The junta claims that arrest warrants are no longer necessary since the country is under martial law. 
Many of these people have been held incommunicado in unofficial places of detention, such as military camps. Military personnel have interrogated many of these detainees without providing access to their lawyers or other safeguards against mistreatment. The NCPO continually fails to provide information about people in secret detention.

The risk of enforced disappearance, torture, and other ill-treatment significantly increases when detainees are held incommunicado in unofficial military detention, Human Rights Watch said. Enforced disappearances are defined under international law as the arrest or detention of a person by state officials or their agents followed by a refusal to acknowledge the deprivation of liberty, or to reveal the person’s fate or whereabouts. Enforced disappearances violate a range of fundamental human rights protected under the International Covenant on Civil and Political Rights, to which Thailand is a party, including prohibitions against arbitrary arrest and detention; torture and other cruel, inhuman, or degrading treatment; and extrajudicial execution.
“The Thai junta’s use of secret military detention is a serious problem that could turn into a disaster when a detainee turns up dead someday,” Adams said. “The military needs to put an end to this practice immediately.” 
For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:

http://www.hrw.org/thailandFor more information, please contact:

In Bangkok, Sunai Phasuk (English, Thai): +66-81-632-3052 (mobile); or [email protected]
In San Francisco, Brad Adams (English): +1 347-463-3531 (mobile); or [email protected]
In Washington, DC, John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or [email protected]. Twitter: @johnsifton

Thailand: Drop Charges Against Peaceful Critics End Trials of Civilians in Military Courts

http://www.hrw.org/news/2015/03/16/thailand-drop-charges-against-peaceful-critics

For Immediate Release

Thailand: Drop Charges Against Peaceful Critics
End Trials of Civilians in Military Courts

(New York, March 17, 2015) – Thai authorities should immediately drop charges against four activists who peacefully expressed opposition to military rule, Human Rights Watch said today.

On March 16, 2015, Bangkok police charged four activists for violating the ban on political activity and holding a public gathering of more than five people. Those charged were: Sirawit Serithiwat, a student activist from Thammasat University; Pansak Srithep, a pro-democracy activist and the father of a boy killed by the military during the 2010 political violence; Anon Numpa, a human rights lawyer; and Wannakiet Chusuwan, a pro-democracy activist and taxi driver. After being charged, the four activists were immediately sent to the Bangkok Military Court, where they face trial with no right to appeal.

“The Thai military junta should immediately stop arresting and prosecuting peaceful critics and end the trial of civilians in military courts,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “Every arbitrary arrest shows Thailand descending deeper into dictatorial rule.”

Thai authorities arrested the four activists on February 14 at the Bangkok Art and Cultural Center while they were holding a mock election and calling for martial law to be revoked. If found guilty they could be jailed for one year and fined up to 20,000 baht (US$625). Anon also faces an additional charge under the Computer Crime Act for criticizing the military authorities on his Facebook page, which could result in up to 25 years in prison and a fine of up to 500,000 baht ($15,625).

The four activists were arrested less than a week after Prime Minister Gen. Prayuth Chan-ocha, leader of the ruling National Council for Peace and Order (NCPO) junta, publicly pledged to return Thailand to democratic civilian rule through free and fair elections as soon as possible.

The NCPO continues to rule Thailand under the Martial Law Act of 1914 and has severely repressed fundamental rights and freedoms that are essential for the restoration of democracy, Human Rights Watch said.

Three days after seizing power on May 22, 2014, the NCPO issued its 37th order, which replaced civilian courts with military tribunals for some offenses—including articles 107 to 112, which concern lese majeste crimes, and crimes regarding national security and sedition as stipulated in articles 113 to 118. Individuals who violate the NCPO’s orders are also subject to trial by military court. At least 700 people, most of them political dissidents, have been sent to trials in military courts since the coup.

As a party to the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR), Thailand is obligated to uphold and take measures to ensure basic fair trial rights. Governments are prohibited from using military courts to try civilians when civilian courts can still function. The Human Rights Committee, the international expert body that monitors state compliance with the ICCPR, has stated in its General Comment on the right to a fair trial that “the trial of civilians in military or special courts may raise serious problems as far as the equitable, impartial and independent administration of justice is concerned.” This is particularly problematic in Thailand where every element of military courts functions within the Defense Ministry’s chain of command, which has been controlled by the NCPO since the coup.

“The rolling crackdown on civil and political rights in Thailand continues without letup,” Adams said. “Promises to respect human rights and restore democracy are constantly contradicted by the junta’s actions.”

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:
http://www.hrw.org/thailand

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (English and Thai): +32-484-535186 (mobile); or [email protected] Follow on Twitter @SunaiBKK
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531 (mobile); or [email protected] Follow on Twitter @BradAdamsHRW
In Washington, DC, John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or [email protected] Follow on Twitter @johnsifton