Monthly Archives: July 2015

ตั้งทัพใหม่! ‘เหล่ หมามุ่ย ’จีบ‘สมคิด-หญิงหน่อย’

548

ร่วมเดินหน้าประเทศ พาไปลงเหว

เป็นที่ฮือฮาอีกครั้งหลัง เหล่หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช. ร่วมงานมงคลสมรส ระหว่างน.ส.วณิศรา บุญยะลีพรรณ และ นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ บุตรชายของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาชิกคสช.และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี โดยมีประธานฝ่ายเจ้าบ่าว คือ เขายายเที่ยง .สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ขณะที่ฝ่ายเจ้าสาว คือ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

ทว่าการเข้าร่วมงานแต่งในฐานะผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาระหว่าง เหล่ หมามุ่ย กับ สถุน สมคิด คงมิใช่เรื่องแปลก ในฐานะคนกันเองและผู้ร่วมงาน แต่งานแต่งนี้ถูกจัดขึ้นในห้วงกระแสข่าวลือปรับคณะรัฐมนตรีมีรายวัน ว่าหวยจะออกที่ใคร ใครที่จะได้ไปต่อครม.ประยุทธ์2 ใครที่จะยุติเพียง ครม.ประยุทธ์1

ที่สำคัญใครจะถูกเชิญ ทาบทามหรือยื่นข้อเสนอให้มาร่วมครม.ประยุทธ์2 ชื่อของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นอีกชื่อที่มีกระแสข่าวทันที หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่รับธรรมนูญ ชั่วคราว ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่ได้แก้ไขให้บุคคลที่ไม่อยู่ระหว่างเพิกถอนสิทธิทางการเมืองเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ หลังก่อนหน้าระบุว่าห้ามเคยถูกเพิกถอน เท่ากับเป็นการปลดล็อคเบ้านเลขที่ 111 และ 109 ไปในตัว

งานแต่งนี้จึงไม่ธรรมดา ที่สำคัญเมื่อเช็คชื่อผู้เข้าร่วมงาน อย่าได้กะพริบตากันทีเดียว มากันที่รองนายกรัฐมนตรี พี่ใหญ่แห่งบูรพาสุนัข ตือโป๋ยก๋าย ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แต่ไม่ได้เดินทางมาร่วมงานเนื่องจากได้รับอุบัติเหตุหกล้ม โดยเเพทย์ให้พักผ่อน 2 สัปดาห์

ส่วน ตือโป๋ยก๋าย ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้โต้กระแสข่าวลือน้อยใจ ป่วยการเมือง จะถูกปรับครม.ไปเรียบร้อยแล้ว ว่าไม่เป็นความจริง หลังมีกระแสข่าวว่า เหล่หมามุ่ย.จะให้พี่ใหญ่เหลือตำแหน่งเพียงรองนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และให้ .อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม หลังเกษียณอายุราชการจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ขึ้นดำรงตำแหน่งรมว.กลาโหมแทน

ด้าน ‘อุ๋ย’ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาร่วมงานแต่งบุตรชายนายสมคิดเช่นกัน ในภาวะที่มีกระแสข่าวว่านายกฯจะปรับครม.ด้านเศรษฐกิจแบบยกแผง อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่าง ′ เหล่ หมามุ่ย′ กับ ′อุ๋ย′ ยิ่งคลอนแคลนขึ้น หลังมีข่าวว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้กล่าวในการประชุมกับสมาคมธนาคาร ว่า นายกรัฐมนตรีไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ โดย ′อุ๋ย′ ได้ปฏิเสธข่าวนี้ว่า

“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น ผมจะไปพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ผมพูดกับนายแบงค์ แต่ไม่ได้พูดว่านายกฯ แบบนั้น ผมไปคุยขอให้ช่วยปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี นายกฯรู้เรื่องเศรษฐกิจจะตาย ผมจะไปพูดให้ยุ่งยากทำไม ต้องมีกระบวนการปล่อยข่าว” ( ว่าเขาไปนั้น ถุย….. )

ทั้งหมดนี้ไม่เด็ดเท่า เหล่ หมามุ่ย เดี่ยวไมโครโฟนกลางงานแต่งบุตรชายนายสมคิด ส่งสัญญาณเชิญ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย อดีตรมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าประเทศเพื่อคนรุ่นใหม่

เหล่ หมามุ่ย ได้ฝากให้นักการเมืองที่มาร่วมงานจำนวนมาก ทำสิ่งใดของให้คิดถึงคนรุ่นหลัง เผยใจถึงนายสมคิด ที่ผ่านมาร่วมมากันมาตลอด ทำให้ตนทำงานได้ ขณะที่กล่าวถึงคุณหญิงสุดารัตน์ว่า ทุกคนต่างมีหน้าที่และเหตุผลต่างกัน ตนเชื่อว่าคนไทยเก่งทุกคน รู้จักกันมานานแล้ว ตั้งแต่ยศพันตรี วันนี้ทุกคนต้องรักษากติกาและเดินหน้าประเทศ ให้นึกถึงคนรุ่นใหม่

เราต้องการทำให้ประเทศเพื่อคนรุ่นใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตในวันหน้า จะทำให้ทุกอย่างช้าไม่ได้อีกแล้ว ทำอะไรให้นึกถึงคนที่ยังไมได้เกิด

********

แต่ทุกวันนี้ พวก กบฏ คสช. ได้ทำอะไรให้ คนรุ่นใหม่ มั่ง

กูเห็นแต่เรื่อง เลวๆ

ขายใบการบินพลเรือนกว่า 9 ฉบับ จน ต่างชาติเขา ไม่ให้เข้าประเทศ

จัดซื้ออาวุธ เก่า แม้กระทั้ง เรือดำน้ำ จีน

ยัดเยียดข้อหา ให้กับ ผู้เห็นต่าง ทางการเมือง ด้วยข้อหา 112

เอาปืนจี้หัว ชาวนา ที่เขาต้องการน้ำไปเลี้ยงต้นข้าวที่กำลังจะตาย

ปล่อยทหาร ในกรมกอง ค่าแรงงานทาส โรฮิงญา จนบานปลาย

แล้วที่เลวมากที่สุดคือ จับผู้ลี้ถัย อุย์กรู 109 คน เซ่นสังเวยจีน

ปรับขึ้นเงินเดือนให้ คณะ กบฏ คสช. และเบี้ยหวัด ทวีคูณ

พวก กบฏ คสช. แดกค่าเบี้ย ประชุม วันละ 9 พันบาท ในขณะที่ บอกก็พร่ำบอก ทำเพื่อคนจน และด่าว่า ค่าแรง 300 บาทคือปัญหา ของการ ลงทุน

สรูป ความเลวระยำที่เกิดขึ้นมากมาย จากน้ำมือ ของ กบก คสช .เหลือคณานับ ทุกวันนี้ ค่าเงินปา เข้าไป ติด 35 – 36 บาทต่อ ดอลล่าห์ สหรัฐ และอีก ไม่เกิน 100 วัน สหรัฐ จะ พิจารณา คว่ำบาตรไทยอีก

กูเห็นแต่ นรก และ หลุมดำ เท่านั้น ข้างหน้า

กูไม่เห็น พวก เหี้ย อย่าง กบฏ คสช. จะทำอะไรเพื่อคนรุ่นใหม่เลย

แหย็ดแหม่ หัวดอ

เปิดใจ อุ๋ย

547

พวงหรีดหน้าโรงศพ คสช.

“เหล่ หมามุ่ย” คือ Street Economist คือ “ทหาร” บอกไม่ปรับ ครม. “ก็จบ”

ทุกครั้งที่อาการเศรษฐกิจทรุด ดัชนีติดลบลบทำลายสถิติ ชื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือชายอุ๋ย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ถูกสปอตไลต์ฉายส่องเจิดจ้าเสมอ

ทางหนึ่ง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ถูกมองว่าเป็นรัฐมนตรี ที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา กบฏ คสช. ไว้วางใจที่สุด

ทางหนึ่งเขาถูกเปรียบเทียบ-วัดบารมีกับ สถุน.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ 1 ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ใกล้ชิด ตือโป๋ยก๋าย.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มากที่สุด

ทั้งในวงที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล และในวงคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ คสช. หลากหลายวาระ มักมีชื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เกี่ยวข้องเสมอ

เมื่อผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ในช่วงครึ่งปีแรก ยังไม่ออกดอกออกผล เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ ส่งเสียงดุ-ดังเข้มขึ้น ส่งแรงกระทบโดยตรงถึงตัว ม.ร.ว.ปรีดิยาธร

ชายอุ๋ย ยอมรับว่า แม้แต่ตัวเองยังไม่ยอมรับว่าพอใจผลงาน เพราะอยากทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้มากกว่านี้

“แต่อุปสรรคใหญ่คือการส่งออก แต่ไม่ใช่ความผิดของเรา ตอนนี้มือที่มองไม่เห็นคือ ภาคเอกชนพยายามเต็มที่อยู่แล้ว เขาไม่ทำก็ขาดทุน มันได้แค่นี้จริงๆ ราคายาง ราคาข้าวตอนนี้ใครจะพอใจ ส่วนปัญหาประมง-การบิน-ภัยแล้ง มันเหมือนผีซ้ำด้ำพลอย”

“แต่ก็เอาน่ะ ตั้งใจทำให้ได้ ทำให้ดีที่สุด ทำเสร็จให้ทัน ขายข้าวให้หมดเร็วที่สุด ราคาข้าวจะได้ขึ้น อย่าไปคิดท้อ ให้คิดทำ นึกถึงความดีเป็นที่ตั้ง นึกถึงพระสยามเทวาธิราช ขอให้ฝนตก เดี๋ยวมันก็เกิดขึ้นเอง สิ่งที่ต้องนึกถึงอันดับแรกคือ นึกถึงพระนึกถึงเจ้า และพยายามตั้งจิต จะสวดมนต์ภาวนายังไงก็ต้องทำ ขอให้ฝนตกเร็วที่สุด จะแห่นางแมวก็แห่ ใจของคนทั้งชาติที่รวมกันอย่านึกว่าไม่สำคัญ มันมีพลังนะ”

ชายอุ๋ย ยังฝากความหวังว่าฝนจะตกโดยไม่มีเงื่อนไข “คำถามที่ว่าถ้าฝนไม่มาจะทำไง อันนั้นเลิกคุย เพราะประเทศไทยทุกปีจะมีฝนตก จะมาช้าหรือมาเร็ว ฝนตกมาแล้วจะเริ่มประเมินสถานการณ์ได้ชัด ว่าที่ปลูกไปแล้ว มีอะไรที่ฝนมาไม่ทันแล้วเสียหายบ้าง ซึ่งขณะนี้ถ้าฝนมาวันนี้ยังทันอยู่”

นี่มันเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตรงจุดที่สุด 6 เดือน ทำอย่างที่พูดมาทั้งหมด อย่ามามัวนั่งวิจารณ์ นั่งคิด ไม่ต้องออกไปสปีชตามเวทีต่างๆ ว่าเศรษฐกิจต้องแก้แบบนี้

โธ่เอ๊ย…รู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไร ก็ทำกันไป”

“ทั้งหมดนี่แหละคือ Agenda ของผม ทำแล้วและทำอีก จะทำจนเสร็จ ผมต้องช่วยในจุดที่อ่อน จุดที่ควรช่วย และเราไม่ได้มีเงินเหลือเยอะที่จะเอามาแจกกัน ช่วยเหลือเท่าที่มี ลงจุดที่อ่อน ที่ผ่านมาทำเช่นนี้มาตลอด”

คำถามที่รบกวนจิตใจคุณชายปรีดิยาธร ทุกแห่งหนที่ไปปรากฏตัว คือ “เมื่อไรจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ท่านจะอยู่หรือไป?”

ชายปรีดิยาธร ตอบอีกครั้งว่า “ผมก็คุยกับท่านนายกฯ อยู่ ท่านบอกว่าไม่ปรับ นายกฯ แกเป็นทหาร คำไหนก็คำนั้น ไม่ปรับก็จบ” ชายอุ๋ยปลอบประโลมคนทั้งประเทศว่า

“ช่วงปีหน้าทุกอย่างจะเรียบร้อย สมบูรณ์ มีทั้งแผนฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน ช่วยเกษตกรปลูกยาง-ข้าว หารายได้ท่องเที่ยว เร่งรัดลงภาครัฐทุนรัฐ ช่วยพ่อค้าด้วยการบริหารค่าเงิน-ดอกเบี้ยให้เอื้อต่อส่งออก บอกแบงก์ชาติว่าไม่ต้องห่วงเสถียรภาพเศรษฐกิจเงินเฟ้อต่ำแทบติดลบแล้ว ระยะยาวใช้ดิจิตอลอีโคโนมี สร้าง Plat form เศรษฐกิจใหม่ ผ่านการลงทุนสินค้าไฮเทค-นวัตกรรม พร้อมโรดโชว์ International Head quarters ตั้งบรอดแบรนด์แห่งชาติ แล้วเตรียมประมูล 4G เดินหน้าขุด-สำรวจพลังงานเพิ่ม นำพาประเทศไทยพ้นกับดับรายได้ปานกลาง”

โลกการเมืองของ “ชายปรีดิยาธร” อาจไม่กลับกลาย แต่โลกเศรษฐกิจกำลังแปรเปลี่ยน

วิกฤตที่รออยู่ตรงหน้า ท้าทายทายาทแห่งราชตระกูล “เทวกุล” ว่าจะอยู่ หรือจะไป

แต่กูว่า อุ๋ย

มึงกลับบ้านไปนอนเถอะ อย่ามาเป็น ไม้ประดับ หน้าโรงศพ ของ กบฏ คสช. เลย ชาวบ้านเขาเดือดร้อน

มารู้จักตัวตนคนชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

546

ใครก็ตามที่ไม่เคยสัมผัสไม่เคยร่วมงานด้วยย่อมจะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของ สถุน .สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ บุคคลผู้ซึ่งเคยรับใช้ใกล้ชิดอย่างสุดจิตสุดใจให้กับครอบครัวชินวัตร โดยเฉพาะทักษิณ ชินวัตร และพจมาน ดามาพงศ์

และในขณะนี้กำลังกลายเป็นแก้วสารพัดนึกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)โดยเฉพาะของ เหล่ หมามุ่ย .ประยุทธ์ จันทรโอชา และ
ตือโป๊ยก๊าย.ประวิตร วงศ์สุวรรณ

เราจึงน่าจะมาทำความรู้จักตัวตนที่แท้จริงบุคคลผู้นี้ดูบ้าง
ว่ามัน เหี้ยระดับเทพ เช่นกัน

สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เริ่มเข้าสู่การเมืองครั้งแรกด้วยการเข้าดำรงตำแหน่งเลขาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สมัยที่ดร.ทะนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งได้นำความแปลกใจมาสู่ผู้คนเป็นอันมาก เพราะดร.สมคิด เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการเพียงคนเดียวเท่านั้นที่พูดภาษาไทยไม่ชัด แถมยังพูดอะไรเข้าใจยาก และมีบุคคลิกที่พูดแล้วไม่ยอมสบตาผู้คนเสียอีก

สถุน สมคิดคงจะรู้ถึงจุดอ่อนและปมด้อยนี้ จึงได้พยายามพัฒนาตนเองจนสามารถสร้างภาพลักษณ์ให้ดีขึ้นกลายเป็นคนพูดเก่งชนิดที่สามารถทำให้ผู้ฟังคล้อยตามได้ จึงถูกชักชวนจากทักษิณ ชินวัตร ให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่ทักษิณ ชินวัตร ยังสังกัดพรรคพลังธรรมของ หมา.จำลอง ศรีเมือง

เมื่อทักษิณ ชินวัตร ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็แต่งตั้ง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่เป็นได้เพียง 8 เดือน ก็มีการปรับคณะรัฐมนตรี สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้เป็นรองนายกรัฐมนตรี และกลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกครั้งเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรีอีก

สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้รับการปรับตำแหน่งอยู่เรื่อยๆ จนหมดยุครัฐบาลทักษิณ โดยตำแหน่งสุดท้ายในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ปรากฏว่า สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะมีผลงานอะไรโดดเด่นหรือประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาใดๆ ให้กับประเทศชาติและประชาชน นอกจากนโยบายประชานิยมและนโยบายครัวไทยไปครัวโลก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าประสบความสำเร็จยิ่งในด้านการประชาสัมพันธ์ แต่หาได้เกิดมรรคผลอันใดต่อการค้าขายอาหารไทยในต่างประเทศแม้แต่น้อย

สายสัมพันธ์ระหว่างทักษิณ ชินวัตร และดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องขาดสะปั้นลงภายหลังเกิดการรัฐประหารในปี 2549 ทำให้ สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เพราะเมื่อรัฐบาลทักษิณถูกต่อต้านอย่างหนักจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และทักษิณมีท่าทีว่าอาจจะต้องเว้นวรรคทางการเมืองก็มี

การกล่าวกันว่าแกนนำพรรคไทยรักไทยส่วนใหญ่เสนอชือ สถุน สมคิด ให้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทนทักษิณ

แม้ทักษิณจะยังไม่ตัดสินใจแต่ก็มีข่าวว่า กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ในพรรคไทยรักไทยต่างก็มีท่าทีสนับสนุน สถุน สมคิดอย่างเต็มที่จึงก่อให้เกิดความกินแหนงแคลงใจในเรื่องความจงรักภักดีของ สถุน สมคิดกับทักษิณขึ้นมาทันที .

จนกระทั่งทักษิณประกาศยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549 ทักษิณ ชินวัตร ได้ทำการสับเปลี่ยนตำแหน่งลำดับความสำคัญของรองนายกรัฐมนตรี โดยให้พล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขึ้นมาเป็นรองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 โดยอ้างว่าให้มาช่วยดูแลม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

แต่แท้ที่จริงแล้วในขณะนั้นทักษิณได้หมดความไว้วางใจ สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 ไปเสียแล้ว

นี่คือฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ทักษิณ ชินวัตร ถอดใจกับดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และประกาศตัดขาดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ภายหลังรัฐประหารในปี 2549 ด้วยสายสัมพันธ์อันดีของ สม จาตุศรีพิทักษ์ ผู้พี่ชายที่มีต่อพวกแม่ทัพนายกองเหล่าทหารผู้มีอำนาจน้อยใหญ่ ประกอบกับ
สถุนสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้เปลี่ยนท่าทีจากการที่ไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาสนับสนุนทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงอย่างเต็มที่

จึงได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลเขายายเที่ยง.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานและกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งๆ ที่ไม่เคยมีผลงานในด้านเหล่านี้เป็นที่ประจักษ์ ประกอบกับภาพลักษณ์ของการเป็นมือไม้ให้กับทักษิณ ชินวัตร มาก่อน สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงถูกสังคมกดดันจนต้องลาออกจากตำแหน่งดังกล่าวในที่สุด

พฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญตัดสินให้ยุบพรรคไทยรักไทย ทำให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี สถุน.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้ สถุน.สมคิดหยุดการเคลื่อนไหวทางการเมือง หากแต่ได้ไปก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ร่วมกับกลุ่มรวมใจไทย ของนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายพิจิตต รัตตกุล และกลุ่มชาติพัฒนาของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ โดยดร.สมคิดรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพรรค

แต่ในการเลือกตั้งปี 2550 พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาแพ้การเลือกตั้งอย่างหมดรูปได้ ส.ส.มาเพียง 9 ที่นั่งเท่านั้น นับเป็นการบั่นทอนภาพลักษณ์แห่งการเป็นเซียนการตลาดของ สถุน.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

หลังจากประสบความล้มเหลวกับพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาแล้ว สถุน .สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ได้รับการชักชวนจาก สมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง และชัชวาลย์ คงอุดม (ชัช เตาปูน) ให้ไปร่วมบริหารหนังสือพิมพ์ในเครือสยามรัฐที่ชัชวาลย์ซื้อกิจการจาก มล.รองฤทธิ์ ปราโมช (บุตรชาย พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) โดยหวังจะใช้ความรู้ความสามารถที่ว่ากันว่าเก่งกาจนักของ สถุน.สมคิด ไปปลุกหนังสือพิมพ์สยามรัฐให้ตื่นขึ้นมายิ่งใหญ่อีกครั้งดังเช่นในอดีต

ในขณะเดียวกันทั้งสมใจนึก สถุน.สมคิด และชัชวาลย์ ต่างก็มีความหวังว่านอกจากจะร่วมมือร่วมใจกันฟื้นฟูหนังสือพิมพ์สยามรัฐให้ประสบความสำเร็จแล้ว โอกาสที่ทั้งสามคนจะร่วมกันตั้งพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งให้เกิดขึ้นได้ก็มีไม่น้อย การตัดสินใจเข้าไปบริหารและร่วมฟื้นฟูหนังสือพิมพ์สยามรัฐของ สถุน สมคิด กลายเป็นความคาดหวังที่บรรดาคนหนังสือพิมพ์ที่สังกัดหนังสือพิมพ์สยามรัฐไม่เคยคิดว่าจะพบกับความผิดหวังและได้สัมผัสกับความล้มเหลวอีกครั้งหนึ่งของคนภาพลักษณ์ดีอย่าง สถุน.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ สถุน สมคิดก็ปลีกตัวออกมาทำงานที่ถนัดคือการเข้าไปรับตำแหน่งกุนซือเป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจภาคเอกชนหลายแห่ง จนกระทั่ง เหล่ หมามุย ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วตั้ง คสช.ขึ้นมาบริหารประกาศ ด้วยสายสัมพันธ์อันดีกับทหารหาญทั้งหลายของ สถุน.สม จาตุศรีพิทักษ์ อีกเช่นเคย

สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา คสช. ได้รับความไว้วางใจจาก เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ไม่เว้นแม้แต่พี่ใหญ่ของ คสช. ตือโป๊ยก๊าย ประวิตร วงศ์สุวรรณ ที่ช่วยกันสร้างภาพคล้ายเป็นแก้วสารพัดนึกให้กับ สถุน .สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ในขณะที่ดูเหมือนว่าคณะรัฐบาล กบฏ คสช.พยายามจะทำงานแก้ปัญหา และขับเคลื่อนการทำการทำงานทุกอย่างให้รุดหน้าต่อไป เพื่อประโยชน์สุขของชาติบ้านเมืองและประชาชน ตามคำที่กล่าวอ้าง

แต่ดูทุกอย่างยังคงติดขัดและไม่ราบรื่น เพราะความไม่กล้าตัดสินใจของผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่บางคนที่คอยแต่จะฟังคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วก็โทษปี่โทษกลองเรื่อยไป

และท่าทีการบริหารแบบ มึงมาพาโวย ด้วยสันดาน ปากหมาสมองควาย ใจกระหรี่ ด้วยแล้ว จึงได้รับการประณาม จากทั่วสาระทิศ ถึงความล้มเหลว อย่างหน้าตัวเมีย ของ เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เลยต้องตั้งคณะกรรมการไม่รู้กี่คณะขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาตามคำแนะนำของ สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และกรรมการที่ คสช.ตั้งมาทุกชุดก็ล้วนแต่มี สถุนสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ร่วมอยู่ด้วยทุกคณะ แต่ก็ยังไม่ปรากฏผลงานอันเด่นชัดของกรรมการชุดต่างๆ เหล่านั้นเลย

ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เป็นฝีมือของ สถุน สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อีกเช่นเคยที่ขอให้ คสช.ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการทำงานของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นคณะกรรมการที่แปลกประหลาดมากเพราะนอกจากจะมี สถุน.สมคิดเป็นกรรมการแล้วยังมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นกรรมการอีกด้วย

นี้คือปรากฏการณ์ของการทำงานที่ซ้ำซ้อนไร้หลักเกณฑ์ ส่อให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพและไร้ซึ่งภาวะผู้นำของผู้มีอำนาจในบ้านเมืองนี้ ยิ่งถ้าสำรวจตรวจดูรายชื่อคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติที่มี เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เป็นประธานด้วยแล้วก็จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของกรรมการชุดนั้นล้วนแต่เป็นบุคคลที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ กับการทำความเหี้ย ระยำให้กับประเทศ มาแล้วทั้งสิ้น

พวกมันไม่เคยแยแสกับคุณธรรมและจริยธรรมทางสังคมเลยแม้แต่น้อย ซึ่งบุคคลเหล่านั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกลับไปเรียนวิชาศีลธรรมเสียใหม่

แล้วประชาชนจะหวังได้อย่างไรว่าการคืนความสุขให้กับประชาชนจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของคนอย่าง เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.

และเพื่อยืนยัน ……
เหล่ หมามุ่ย ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กล่าวในพิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง นายณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ บุตรชาย สถุน สมคิด-นางอนุรัชนี จาตุศรีพิทักษ์ กับ น.ส.วณิศรา บุญยะลีพรรณ ลูกสาว นพ.เฉลิมชัย-พญ.สิรินันท์ บุญยะลีพรรณ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขอบคุณข้อมูลจาก Isranews Agency

Thailand: Insurgents Target Buddhist Monks Address Abuses, End Cycle of Extremism and Reprisal

 
For Immediate Release
Thailand: Insurgents Target Buddhist Monks
Address Abuses, End Cycle of Extremism and Reprisal

Human-Rights-Watch_1(New York, July 28, 2015) – Separatist insurgents in southern Thailand should immediately stop their attacks on civilians, Human Rights Watch said today. Deliberate or indiscriminate attacks on civilians in an armed conflict are violations of the laws of war and may be war crimes.

On July 25, 2015, an improvised explosive device (IED) was set off in Saiburi district of Pattani province, fatally injuring Buddhist monk Phra Ekkapol Sri-o-sod, 43, wounding monk Phra Payom Suktri, 54, and seriously injuring three members of their military protection escort. The bombing, which occurred while the monks were on their morning rounds from Wat Wimonwattanaram Templeto collect alms from villagers, had all the hallmarks of an attack by separatist insurgents.

“This vicious campaign of violence against civilians by separatist groups violates international law and undermines their cause,” said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. “There is no justification for deliberate or indiscriminate attacks on civilians, which can be war crimes.”

Daily violence and a climate of fear have seriously disrupted the lives of ordinary people in Thailand’s southern provinces. In response to the latest attack in Saiburi district, the 4th army region commander, in charge of the southern border provinces, told Buddhist monks to stay in the temples and stop collecting alms because of security concerns.

The high numbers of civilian casualties since the renewal of armed conflict in the southern border provinces of Pattani, Yala, Narathiwat, and Songkhla in 2004 have been a grave cause of concern, Human Rights Watch said. Of the more than 6,000 people killed, about 90 percent have been civilians from the ethnic Thai Buddhist and ethnic Malay Muslim populations. Over the past 11 years, at least 20 Buddhist monks have been killed and 25 wounded by alleged separatist insurgents.

In responding to the conflict, government security forces and militias continue to commit killings, enforced disappearances, and torture with impunity. The Thai government has yet to prosecute successfully any security personnel for abuses against ethnic Malay Muslims alleged to be involved in the insurgency. There is no credible and effective mechanism to help investigate complaints from ethnic Malay Muslims concerning abusive, corrupt, or inept officials, problems that have generated discord among the population.

The laws of war, also known as international humanitarian law, prohibit attacks on civilians or attacks that fail to discriminate between military personnel and civilians. Claims by insurgents that attacks on civilians are lawful because they are part of the Thai Buddhist state, or that Islamic law as they interpret it permits such attacks, have no justification under international law. The laws of war also prohibit reprisal attacks and summary executions against civilians and captured combatants, mutilation of the dead, and attacks directed at civilians and civilian structures such as schools. Since January 2004, separatist insurgents have committed numerous such violations in Thailand’s southern border provinces.

“To counter an increasingly brutal insurgency, the Thai government needs to address abuses by its own security forces and answer grievances in the ethnic Malay Muslim community,” Adams said. “If troops are shielded from criminal responsibility, it will only further intensify a terrible cycle of extremism and reprisal.”

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:
http://www.hrw.org/thailand

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (English, Thai): +66-81-632-3052 (mobile); or[email protected]. Twitter: @SunaiBKK
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531 (mobile); or[email protected]. Twitter: @BradMAdams

มีอะไรใหม่ใน”ประชาธิปไตยใหม่”

534

โดย ยุกติ มุกดาวิจิตร

การเคลื่อนไหวของ “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่” ที่นำโดยนักศึกษา 14 คน ซึ่งเลือกการถูกคุมขังตนเองเป็นสื่อแสดงให้เห็นถึงปัญหาของการเมืองไทยปัจจุบันนั้น ได้รับการวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ประเด็นหนึ่งที่ชวนให้หลายคนเฝ้าติดตามวิเคราะห์คือ การเปรียบเทียบ 14 นักศึกษากับขบวนการนักศึกษาในอดีต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขบวนการเรียกร้องรัฐธรรมนูญในยุค 14 ตุลาคม 2516 ผู้เขียนเองเห็นคล้อยไปในทางที่ว่า ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีความแตกต่างอย่างสำคัญจากขบวนการนักศึกษาในอดีตในหลายๆ ประการด้วยกัน

ประการแรก “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ไม่อิงกับสถาบันประเพณี” 14 นักศึกษาอ้างอิงหลักการสำคัญ 5 ข้อ ได้แก่ ประชาธิปไตย ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน การมีส่วนร่วม และสันติวิธี ซึ่งนำเสนอด้วยสัญลักษณ์กำปั้นที่มีนิ้วทั้ง 5 แทนหลักการ 5 ข้อดังกล่าว หลักการเบื้องต้นนี้จึงแตกต่างจากขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา 2516 ที่ ธงชัย วินิจจะกูล เสนอว่า 14 ตุลา ได้นำประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยมมาปรับปรุงใหม่ ทำให้กลายเป็น “ราชาชาตินิยมที่รับใช้ประชาธิปไตยและรับใช้ประชาชน”

(อ่านรายละเอียดได้ใน ธงชัย วินิจจะกูล “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม : จากยุคอาณานิคมอำพราง สู่ราชาชาตินิยมใหม่ฯ” ศิลปวัฒนธรรมปีที่ 23 ฉบับที่ 1 (พฤศจิกายน 2544), หน้า 56-65) ข้อแตกต่างนี้อาจจะมีนัยสำคัญแสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของขบวนการนักศึกษาและขบวนการประชาธิปไตยไทยที่เรายังต้องรอผลสืบเนื่องที่ชัดเจนต่อไปอีก

ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแหล่งอ้างอิงทางสัญลักษณ์ดังกล่าว สะท้อนจินตนาการใหม่ต่อการจัดวางสถาบันทางการเมืองประเพณี ให้อยู่นอกการเรียกร้องประชาธิปไตยและนอกการต่อสู้กับเผด็จการอำนาจนิยม ต่างจากในยุค 14 ตุลา ที่การต่อสู้กับเผด็จการได้อาศัยสัญลักษณ์ของสถาบันประเพณีเป็นพันธมิตรที่สำคัญ

ดังเราจะเห็นได้ว่า ทั้งการยกเอาพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 7 เรื่องการสละอำนาจให้ประชาชนมิใช่ให้แก่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาอ้าง การเดินขบวนครั้งใหญ่ของนักศึกษาที่ถือพระบรมฉายาลักษณ์นำหน้า และการเข้าไปขอพึ่งพระบารมีเมื่อถูกโจมตีจากทหาร ถูกใช้เป็นภาพตัวแทนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาอย่างสำคัญ

แตกต่างจากการเคลื่อนไหวของ 14 นักศึกษาที่อธิบายตนเองว่า “มีประชาชนอยู่เบื้องหลัง”

ประการต่อมา “ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เสนอปัญหาปากท้องของชาวบ้าน” ในขณะที่การจุดประกายความสนใจของขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา ซึ่งกลายเป็นที่กล่าวขวัญกันจนกระทั่งในปัจจุบันได้แก่ การเปิดโปงการใช้ชีวิตอย่างสุรุ่ยสุร่ายของเผด็จการในสมัยนั้น โดยมีกรณีการใช้อาวุธสงครามของราชการไปล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นปมสำคัญ แต่ในกรณีของ 14 นักศึกษา

ปมสำคัญที่ดึงผู้คนออกมาหนุนการเคลื่อนไหวของ 14 นักศึกษาจนนำไปสู่การควบคุมตัวนักศึกษาและการเรียกร้องของประชาชนให้ปล่อยนักศึกษานั้น มาจากการเคลื่อนไหวเปิดโปงให้เห็นความไม่ยุติธรรมในการดำเนินนโยบายของคณะรัฐประหาร จนส่งผลกระทบต่อประชาชนในต่างจังหวัด ในชนบท หรือพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่า ในขณะที่นักศึกษา 14 ตุลา

จุดประเด็นสำเร็จด้วยปัญหาการคอร์รัปชั่น แต่กลุ่ม 14 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่จุดประเด็นสำเร็จด้วยปัญหาความไม่ยุติธรรมในการดำเนินนโยบายของคณะรัฐประหารซึ่งส่งผลเสียหายต่อความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน ต่อปากท้องของประชาชนในชนบทเป็นหลัก

ในขณะที่การเมืองเรื่องการควบคุมปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นแกนกลางของคณะรัฐประหารปัจจุบันนี่จึงทำให้เข้าใจได้ไม่ยากว่า เหตุใดบรรดานักวิชาการที่เติบโตขึ้นมาจากขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา ในปัจจุบันจึงกลายมาเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหาร สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการเสียเอง เนื่องจากสำหรับพวกเขาแล้ว ประเด็นใจกลางของปัญหาการเมืองไทยไม่ใช่ปัญหาปากท้องของประชาชนในต่างจังหวัดหรือปัญหาการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในต่างจังหวัดดังที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ชี้ให้เห็นมากเท่ากับปัญหาคอร์รัปชั่น สำหรับอดีตนักศึกษา 14 ตุลา คนสำคัญจำนวนมาก ไม่ว่าประชาชนจะเดือดร้อนจากอำนาจเผด็จการอย่างไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับการควบคุมไม่ให้นักการเมืองคอร์รัปชั่น ส่วนผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะคอร์รัปชั่นหรือไม่ พวกเขาก็อาจจะเพิกเฉย ไม่ใส่ใจนักที่จะตรวจสอบ

หรือหากต้องการจะตรวจสอบจริงๆ ก็คงจะไม่สามารถทำได้ เพราะอำนาจทั้งหมดอยู่ในมือของคณะรัฐประหารอย่างเบ็ดเสร็จ

ประการที่สาม”ขบวนการประชาธิปไตยใหม่เชื่อมเมืองกับชนบท” ในขณะที่ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ของ 14 นักศึกษาเป็นขบวนการที่เชื่อมโยงการเมืองของต่างจังหวัดเข้ากับการเมืองของกรุงเทพฯ ขบวนการนักศึกษา 14 ตุลาเป็นขบวนการที่ยังคงจำกัดอยู่เพียงในกรุงเทพฯ จริงอยู่ที่ขบวนการนักศึกษาในขณะนั้นก็ให้ความสนใจต่อปัญหาชนบท

หากแต่กระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในขณะนั้น ไม่ได้เชื่อมโยงเอาคนในต่างจังหวัด คนในชนบท เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการนักศึกษา ข้อนี้จึงแตกต่างจาก 14 นักศึกษาประชาธิปไตยใหม่ ที่มีทั้งส่วนผสมของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เช่น ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ และกลุ่ม “ดาวดิน” จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น หากแต่แกนกลางของนักศึกษา 14 ตุลานั้น

โดยมากอยู่ในกรุงเทพฯ หรือศึกษาในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ในขณะที่การเคลื่อนไหวของกลุ่มดาวดินนั้นมีแกนหลักอยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชนบท หากแต่การเคลื่อนไหว กิจกรรมเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา 14 ตุลานั้น อยู่ที่กรุงเทพฯ ประชากรของนักศึกษาที่เข้าร่วมเดินขบวนในวันที่ 14 ตุลา 2516 นั้น ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นนักศึกษากรุงเทพฯ หรือนักศึกษาที่ศึกษาอยู่ในกรุงเทพฯ

บริบทของประเทศไทยยุคขบวนการ 14 ตุลา 2516 เมื่อ 40 ปีที่แล้วนั้น ประเทศไทยรวมศูนย์การพัฒนาอยู่ที่กรุงเทพฯ กรุงเทพฯเป็นทั้งศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจ และการศึกษา หากแต่สถานศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่เติบใหญ่ขึ้นมาในระยะ 40 ปีที่ผ่านมานี้ ได้สร้างฐานชนชั้นกลางใหม่ขึ้นมาในต่างจังหวัดมากมาย ทั้งในเมืองใหญ่และเมืองเล็ก ในอีสาน มีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งผลิตความรู้ใหม่ๆ และผลิตนักศึกษาที่ได้เรียนรู้ทั้งแนวคิดใหม่ๆ อย่างประสานกับข้อเท็จจริงในสังคม ในท้องถิ่น ในบ้านตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ

ประกอบกับการกระจายอำนาจและการกระจายทรัพยากรผ่านองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. อบจ. และเทศบาลระดับต่างๆ ตลอดจนกองทุนและสวัสดิการต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาในต่างจังหวัดในระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างชนชั้นกลางใหม่ ในจำนวนนั้นก็คือบรรดานักศึกษาในต่างจังหวัด คนเหล่านี้มีประสบการณ์และจินตนาการต่อสังคมที่แตกต่างไปจากนักศึกษาและชนชั้นกลางเก่าที่เติบโตขึ้นมาในช่วง14 ตุลา 2516 ชนชั้นกลางใหม่ยังมีประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง

เงื่อนไขทางการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ๆ เหล่านี้ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ของ 14 นักศึกษามีทั้งการประสานกันของนักศึกษาในเมือง ในกรุงเทพฯ กับนักศึกษาจากต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากขอนแก่น

นี่จึงเป็นย่างก้าวใหม่ของขบวนการนักศึกษา ที่เชื่อมโยงให้ชนชั้นกลางในเมืองและชนชั้นกลางในต่างจังหวัด ได้รับรู้ปัญหาซึ่งกันและกัน มองปัญหาที่เกินเลยไปกว่าเฉพาะแค่เรื่องการคอร์รัปชั่น

ประการสุดท้าย”ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ได้รับแรงสนับสนุนจากระบบโลก” พลังของระบบโลกเป็นเงื่อนไขแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสำคัญระหว่างการก่อตัวของขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา กับขบวนการประชาธิปไตยใหม่ในปัจจุบัน ในปลายทศวรรษ 2510 (ค.ศ.1970) พลังนักศึกษาเติบโตขึ้นมาในระหว่างการผลัดเปลี่ยนอำนาจของระบบโลก เผด็จการในทศวรรษ 2490-2510

มีอำนาจอยู่ได้ด้วยการค้ำจุนของมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่เลี้ยงดูเผด็จการในประเทศโลกที่ 3 เพื่อต้านทานการกลืนกินของอำนาจจากประเทศคอมมิวนิสต์ การสิ้นสุดลงของสงครามเวียดนาม พ.ศ.2518 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่การถอนทหารและลดอำนาจในการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการในประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยจึงสอดคล้องกันกับการเปลี่ยนแปลงในระบบโลก หาใช่เพียงปัจจัยภายในที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น

ส่วนในปัจจุบัน ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา ระบบโลกมุ่งไปในทิศทางที่ส่งเสริมการเมืองแบบเสรีนิยมประชาธิปไตยเป็นหลัก การเลือกตั้งเป็นหลักประกันการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ หลักสิทธิมนุษยชนซึ่งโดยพื้นฐานที่สุดได้แก่สิทธิในการแสดงออก สิทธิในการปกป้องคุ้มครองเสรีภาพในร่างกาย กลายเป็นค่านิยมสำคัญที่ค่อยๆ ผลักให้โลกยอมรับสิทธิต่างๆ กระทั่งล่าสุด ประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจึงเริ่มยอมรับสิทธิการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน การรุกคืบของอุดมการณ์สิทธิมนุษยชนจึงขยับไปในทุกๆ พื้นที่

ในดินแดนที่ค่อนข้างมีสิทธิเสรีภาพสูงอยู่แล้ว เพดานของการขยายก็ยิ่งสูงขึ้น ในประเทศที่แม้แต่สิทธิขั้นพื้นฐานในการแสดงออกยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างประเทศไทยปัจจุบัน ชาวโลกก็จะยิ่งจับตามองมากขึ้น ไม่ต่างจากประเทศที่สิทธิเสรีภาพต่ำอย่างพม่า เวียดนาม และเกาหลีเหนือ ยิ่งเมื่อระบบการสื่อสารในปัจจุบันทำให้โลกแคบลงและเคลื่อนไปรวดเร็วขึ้น ก็ยิ่งทำให้แรงสนับสนุนจากนานาชาติส่งพลังสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยใหม่อย่างรวดเร็ว ในบริบทโลกเช่นนี้ นับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา

เผด็จการทหารในประเทศไทยจึงอยู่ในอำนาจได้ไม่นาน เมื่อมีการรัฐประหารก็จะต้องคืนอำนาจ กลับคืนสู่การเมืองในระบบเลือกตั้งโดยเร็ว

เงื่อนไขสำคัญๆ 4 ประการข้างต้น ได้แก่

การไม่อิงสถาบันประเพณี

การต่อสู้เพื่อปากท้องของชาวบ้าน

การเชื่อมเมืองกับชนบท ความสอดคล้องกับระบบโลก เป็นเงื่อนไขใหม่ๆ ที่ทำให้การเคลื่อนไหวของนักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่แตกต่างจากขบวนการนักศึกษายุค 14 ตุลา 2516 อย่างสำคัญ ขบวนการนักศึกษาในขณะนี้ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องคิดอ่านถึงเงื่อนไขเหล่านี้อย่างเป็นระบบ พวกเขาคงเพียงเลือกดำเนินกิจกรรมไปตามภาวะจำกัดที่มีส่วนกำหนดทางเลือกของพวกเขา

หากแต่ว่า ถ้าคณะรัฐประหารไม่เข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ ดื้อดึง ไม่ปรับทัศนคติตนเอง ไม่ทำความเข้าใจความมุ่งหวังที่แท้จริงของนักศึกษา คณะรัฐประหารนั่นแหละที่จะมีส่วนฉุดรั้งไม่ให้ประเทศชาติพัฒนา กลายเป็นพลังถ่วงความเจริญของประเทศ นำพาทั้งประเทศและสถาบันตนเองเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ

พิษเศรษฐกิจ-ออร์เดอร์วูบ ช่วง 5 เดือนแรก

533

พนักงานถูกเลิกจ้างกว่า 3 หมื่นราย กระทรวงแรงงานหวั่นลามหลายธุรกิจ จับตากลุ่มเสี่ยงอุตฯยานยนต์-ชิ้นส่วนยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ ทุน “ญี่ปุ่น-เกาหลี” นิคมอุตฯภาคเหนือลำพูนสุดอั้น งัดมาตรา 75 ใช้ จ่ายค่าจ้าง 75% ให้แรงงานหยุดงานชั่วคราวรอคำสั่งซื้อ ส่วนกลุ่มอุตฯยานยนต์แจง ปลดคนไม่เกี่ยวยอดขายรถหด

5 เดือนเลิกจ้าง 3.1 หมื่นราย

นายวรานนท์กล่าวว่า นอกเหนือจากกรณีนี้แล้วยังไม่มีรายงานสถานประกอบการที่เลิกจ้างอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อเทียบข้อมูลพนักงานถูกเลิกจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับ กสร.ในปีนี้กับปี 2557 แม้ปีนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น แต่ไม่มีสัญญาณที่จะบ่งบอกว่ามีการว่างงานผิดปกติ โดยตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. 2558 มีแรงงานถูกเลิกจ้างรวม 31,100 คน แยกเป็นเดือน ม.ค.เลิกจ้าง 7,800 คน เดือน ก.พ. 6,200 คน เดือน มี.ค. 5,100 คน เม.ย. 6,300 คน และ พ.ค. 5,700 คน เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 แรงงานถูกเลิกจ้าง 28,900 คน แยกเป็นเดือน ม.ค. 6,500 คน ก.พ. 5,800 คน มี.ค. 5,100 คน เม.ย. 6,500 คน และ พ.ค. 5,000 คน

“ที่สำคัญตัวเลขเดือน เม.ย.ปีนี้ มีผู้ประกันตนมาใช้สิทธิการว่างงานน้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขการใช้สิทธิประกันตนการว่างงานเชื่อถือได้ เพราะเป็นข้อมูลที่เป็นแฟกต์ (Fact) และผมจ้องตัวเลขทุกเดือน หากมีสัญญาณก็จะรีบไปช่วยเหลือทันที ตอนนี้ไม่อยากให้แตกตื่น”

จ่ายค่าจ้าง 75% ให้หยุดงาน

ขณะเดียวกันเป็นที่น่าสังเกตว่า หลายบริษัทหันมาใช้วิธีปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานชั่วคราว โดยดำเนินการตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ “ในกรณีนายจ้างมีความจำเป็นโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ซึ่งไม่ใช่เหตุสุดวิสัยต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงานโดยให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการไม่น้อยกว่าสามวันทำการ”

โดยนายจ้างสามารถให้พนักงานหยุดงานแต่ยังคงจ่ายค่าจ้างในอัตรา75% ของเงินเดือน และมีกำหนดระยะเวลาการหยุดงานจนกว่าจะมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามา จึงจะให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติ ทั้งนี้การที่บริษัทจะปิดกิจการชั่วคราวตามมาตรา 75 จะเป็นกรณีที่ไม่มีออร์เดอร์ วัตถุดิบขาดแคลน หรือมีปัญหาการผลิต เป็นต้น สำหรับปีนี้มีบริษัทที่ใช้มาตรานี้ 5-6 โรงงาน อยู่ที่จังหวัดลำพูน 4-5 โรงงาน และเชียงใหม่ 1 โรงงาน ซึ่งกฎหมายได้เปิดช่องให้ลูกจ้างไม่ต้องมาทำงาน โดยบริษัทต้องจ่ายค่าจ้าง 75% ของค่าจ้างปกติ

เจตนาคือรักษาแรงงานไว้รอจนกว่าออร์เดอร์จะมา ส่วนจะปิดนานเท่าไหร่กฎหมายไม่ได้กำหนด แต่คิดว่าคงไม่มีที่ไหนปิดนานแล้วจ่ายเงินเฉย ๆ มองว่าปรากฏการณ์แบบนี้เป็นเรื่องธรรมชาติที่มีประปราย ไม่เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจเวลานี้ แต่เป็นเรื่องของออร์เดอร์ระหว่างประเทศ

แจงเหตุเลิกจ้างออร์เดอร์วูบ

สอดคล้องกับข้อมูลที่นายพรเทพ ภูริพัฒน์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน ระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้พบความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน 4 โรงงาน เริ่มเลิกจ้างพนักงาน โดยให้ลาออกโดยสมัครใจ และใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 ที่ให้พนักงานหยุดงาน แต่ยังคงจ่ายค่าจ้างในอัตรา 75% ของเงินเดือน และมีกำหนดระยะเวลาการหยุดงานจนกว่าจะมีคำสั่งซื้อกลับเข้ามา จึงให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติ เท่าที่สำรวจเบื้องต้นมีเพียง 4 บริษัทที่ใช้มาตรา 75 เลิกจ้างพนักงานบางส่วน ด้วยเหตุผลคำสั่งซื้อสินค้ามีปริมาณลดลง ส่วนบริษัทอื่นๆ ยังไม่มี

ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อ่วม

นายทรงศักดิ์ ชื่นตา นายช่าง 7 สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน กล่าวในทำนองเดียวกันว่า โรงงาน 4 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ลำพูน ที่เริ่มมีการเลิกจ้างพนักงานและใช้มาตรา 75 ได้แก่ บริษัท ลำพูนซิงเดนเก็น จำกัด โรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของนักลงทุนญี่ปุ่น มีพนักงานรวม 813 คน ได้ยุบแผนก Power Supply โดยประกาศให้พนักงานเข้าร่วมโครงการร่วมใจโดยสมัครใจ ซึ่งมีพนักงานเข้าร่วมโครงการลาออกโดยได้รับค่าตอบแทน 165 คน เมื่อ 23 มิ.ย. 2558 ที่ผ่านมา และล่าสุดเดือน ก.ค.นี้ได้เลิกจ้างพนักงานในแผนกนี้ที่เหลืออีก 85 คน รวมพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทั้งสิ้น 250 คน

ขณะที่ บจ.โฮย่า กลาสดิสต์ (ประเทศไทย) ซึ่งผลิตเลนส์กล้อง-ฮาร์ดดิสก์ของกลุ่มนักลงทุนญี่ปุ่น มีพนักงาน 4,400 คน ใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 75 ตั้งแต่ 25 พ.ค.-31 ก.ค. 2558 โดยให้พนักงานฝ่ายผลิตหยุดงาน 400 คน โดยจ่ายเงินค่าจ้างให้ 75% ของเงินค่าจ้างที่เคยได้รับ เพราะออร์เดอร์หรือคำสั่งซื้อสินค้าลดลง หรือยังไม่มีเข้ามาเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ มี บจ.ทีเอสพีที (TSPT) และ บจ.เคอีซี (KEC) ซึ่งเป็นกลุ่มทุนเกาหลี ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ โดย บจ.ทีเอสพีทีฯมีพนักงานราว 160 คน ขอใช้มาตรา 75 ใน 2 ช่วง คือวันที่ 11 ก.ค. 2558 และ 27-30 ก.ค. 2558 โดยให้พนักงานในฝ่ายผลิตหยุดงาน 54 คน จ่ายค่าจ้างในอัตรา 75% เช่นเดียวกับ บจ.เคอีซีที่มีพนักงานรวม 545 คน ช่วงแรกเดือน มิ.ย.ให้พนักงาน 545 คน หยุดงาน 7 วัน และช่วงที่สองให้หยุดระหว่าง 1 ก.ค.-4 ต.ค. 2558

นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือฯ อยู่ในช่วงออกตรวจเยี่ยมโรงงานในนิคมฯภาคเหนือ ลำพูน พบว่าโรงงานอื่นๆ ยังดำเนินกิจการตามปกติ และพบบางโรงงานกำลังขยายกิจการเพิ่มเติมด้วย โดยพื้นที่นิคมมีทั้งหมด 1,788 ไร่ แบ่งออกเป็น 2 แปลง มีโรงงาน 66 โรง ส่วนใหญ่ 90% เป็นการลงทุนกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของทุนญี่ปุ่น มีการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 46,000 คน

ชิ้นส่วนยานยนต์ทยอยปลดคน

ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มยานยนต์ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์แรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการปลดพนักงานบางส่วนออกจากระบบ โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่เป็นเทียร์ 4 และ 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการชาวไทยที่มีบริษัทขนาดเล็ก และรับจากผลิตชิ้นส่วนส่งให้กับบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ เทียร์ 2 และ 1 ก่อนป้อนเข้าสู่โรงงานผลิตรถยนต์

แจงไม่เกี่ยวยอดขายตก

สาเหตุของการปลดพนักงานไม่ใช่เป็นผลจากภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์และยอดจำหน่ายในช่วง5-6 เดือนที่เติบโตลดลงไป 15-16% ขณะที่ตลาดส่งออกก็ไม่น่าจะมีผลมากนัก ยกเว้นรถบางรุ่นที่ไม่ได้ผลิตเพื่อการส่งออก เชื่อว่าสาเหตุหลักจะเป็นในส่วนของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ให้กับค่ายเชฟโรเลต ที่ได้ประกาศนโยบาย ปรับโครงสร้าง ไม่ผลิตรถยนต์นั่งในประเทศไทยต่อไป หันไปให้ความสำคัญกับรถปิกอัพ และรถเอสยูวีทั้งยังประกาศปรับโครงสร้างองค์กรให้กระชับมากขึ้น เป็นไปได้ว่าอาจกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และพนักงานบางส่วนโดยพนักงานส่วนใหญ่ที่ถูกเลิกจ้างจะอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์มีเพียงเล็กน้อย

สำหรับแผนการผลิตรถยนต์ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ผลิตได้ 1.8 ล้านคัน โดยปีนี้จะผลิตได้ 2 ล้านคันแน่นอน

ขณะที่นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงกรณีการเลิกจ้างงานของบริษัทซัมซุง อิเล็คโทร-แม็คคานิคส์ นครราชสีมาว่า เป็นปกติของธุรกิจที่มีการเพิ่มหรือลดพนักงาน และที่ผู้ประกอบการบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม ส่วนหนึ่งมาจากได้สิทธิประโยชน์ทางการค้ามากกว่าที่ไทย แต่บริษัทญี่ปุ่นยังคงลงทุนในไทยเหมือนเดิม ทั้งนี้ เอกชนยังต้องการให้ภาครัฐพิจารณาเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเรื่องสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้า ต้องการให้รัฐฟังเสียงเอกชน และทีมเศรษฐกิจไม่ว่าทีมไหนควรพิจารณาและอนุมัติโดยเร็ว

จดหมายเปิดผนึก ถึง คุณอังคณา นีละไพจิตร

532

จดหมายเปิดผนึก จาก นิธิวัต วรรณศิริ

จดหมายเปิดผนึก ถึง คุณอังคณา นีละไพจิตร
ว่าที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชุดใหม่

“หากท่านเห็นด้วยกับการใช้กำลังพลและกองทัพ ปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน แล้วล่ะก็
โปรดจงรีบเข้ารับตำแหน่งนี้ด้วยความยินดีเถิด”

อนึ่ง ด้วยข้าพเจ้า นายนิธิวัต วรรณศิริ เป็นอดีตนักเคลื่อนไหวนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองคนหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบทางสิทธิมนุษยชน(หลบหนีลี้ภัยในต่างแดน) จากการถูกคณะเผด็จการทหารคสช. ที่ยึดอำนาจอธิปไตยจากปวงชนชาวไทย ไปเป็นอำนาจส่วนตัวของคณะตน ออกหมายจับ ในข้อหา”ไม่ไปรายงานตัว”ตามประกาศเรียกของคสช. ฉบับที่ 57/2557 ในลำดับที่ 13 และข้อหา “ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก” จากการร่วมชุมนุมคัดค้านการยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชน ในวันที่ 23 พ.ค. 2557
มีความประสงค์อยากทราบ “จุดยืนทางสิทธิมนุษยชน” ของคุณอังคณา นีละไพจิตร ต่อ “การยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนไปเป็นของกลุ่มบุคคลใดบุลคลหนึ่ง” ที่คณะคสช. ได้กระทำลงไปเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมาในครั้งนี้ ว่า คุณอังคณา “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ” อำนาจรัฐที่มาจากปากกระบอกปืนและรถถัง ที่กำลังจะ “แต่งตั้ง” ให้คุณอังคณา ได้เข้าสู่”ตำแหน่ง”คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ในครั้งนี้

คุณอังคณาทราบหรือไม่ ว่า”การยึดอำนาจรัฐ ยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชน ด้วยปืนและยุทโธปกรณ์ของกองทัพ ที่มาจากภาษีประชาชน” นั้นเป็นเรื่องที่ “ละเมิด”สิทธิมนุษยชนของประชาชน”ทั้งรัฐนั้นๆ”อย่างร้ายแรง
หากทราบ โปรดชี้แจงแถลงไข”ความชอบธรรม” ของคณะผู้แต่งตั้ง/มอบอำนาจ การเป็นคณะกรรมการสิทธิ์ให้คุณอังคณา ว่าคณะบุคคลที่ยึดอำนาจอธิปไตยไปเป็นของพวกตนเหล่านี้ มีความชอบธรรมอย่างไร ที่จะ”มอบตำแหน่งนี้”ให้กับคุณอังคณา

และจะยิ่งเป็นการดีไปกว่านั้น หากคุณอังคณา ได้กรุณาชี้แจงแถลงไข ถึงการเข้ารับตำแหน่งต่างๆ ที่คณะรัฐบาลเผด็จการทหาร ที่นำโดยพลเอกสนธิ บุญรัตนกลิน ได้มอบให้คุณอังคณา เมื่อครั้งการรัฐประหารยึดอำนาจประชาชนในปี 2549 ว่าการยึดอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชนครั้งนั้น มีความชอบธรรมอย่างไร จึงทำให้คุณอังคณายินดีรับตำแหน่งเหล่านั้น

ตลอดระยะเวลาปีกว่าที่คณะเผด็จการทหารคสช.เข้ายึดอำนาจ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศตกต่ำลงอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จากการเขียนกฎหมายใหม่และบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่คณะทหารเขียนขึ้นเหล่านั้นมา “ริดรอน คุกคาม และละเมิด สิทธิเสรีภาพ”ผู้เห็นต่างทางการเมือง รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไป ที่ไม่ยอมรับอำนาจ ของผู้ที่มายึดอำนาจอธิปไตยของพวกเขาไป รวมทั้งการกวาดจับผู้ชุมนุมทางการเมืองด้วยกฎอัยการศึก และใช้มาตรา112(Lèse majesté Law)เป็นเครื่องมือเล่นงานทางการเมืองต่อผู้คนในรัฐเพิ่มสูงขึ้นมากมายอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน จนองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกรวมถึงที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไทยเข้าร่วมเป็นภาคีอยู่รุมประณามเป็นเสียงเดียวกันให้เร่งคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว และหยุดใช้กฎหมายความมั่นคงและกฎอัยการศึกคุกคามประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยกับการยึดอำนาจนี้ ..เรื่องนี้ว่าที่กรรมการสิทธิ์อย่างคุณอังคณา ได้ทราบข่าวผ่านหูผ่านตาบ้างหรือไม่?

หากข้อสงสัยดังกล่าวข้างบนเบื้องต้น ถูกไขให้กระจ่างในเชิงสาธารณะ ต่อประชาชนโดยทั่วไป และองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลต่างๆทั่วโลก ก็คงจะเป็นเรื่องดี ที่ทำให้องค์กรสิทธิ์ทั่วโลกได้กระจ่างแจ้งใน”ระบบคิด”เกี่ยวกับเรื่อง”สิทธิมนุษยชนสากล”ของคุณอังคณา นีละไพจิตร ที่กำลังจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จากคณะเผด็จการทหารในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

หากเรื่องการใช้อำนาจต่างๆของคณะเผด็จการทหารที่ยึดอำนาจประชาชนไป ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องที่คุณอังคณา สามารถยอมรับ ไม่คัดค้าน และไม่ต่อต้าน หรือไม่เห็นว่าการกระทำเหล่านั้น”ละเมิดสิทธิมนุษยชน”ต่อคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงการใช้อำนาจแต่งตั้งตำแหน่งใหม่ให้คุณอังคณาในครั้งนี้ โดยมิเคยผ่านฉันทามติจากประชาชน เป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว

“หากท่านเห็นด้วยกับการใช้กำลังพลและกองทัพ”ปล้นอำนาจอธิปไตยไปจากประชาชน”แล้ว ล่ะก็ โปรดจงรีบเข้ารับตำแหน่งนี้ด้วยความยินดีเถิด”

สาเหตุที่ข้าพเจ้าต้องเขียนจดหมายฉบับนี้ เพื่อสอบถาม ท้วงติง ต่อคุณอังคณา ในเรื่องนี้ ทั้งๆที่มิได้เกี่ยวข้องใดๆในทางส่วนตัวหรือทางกฎหมายกับคุณอังคณาทั้งสิ้น หากแต่ตัวข้าพเจ้าเอง มีความ”เคารพ”และ”นับถือ” ในความเป็นทนายสิทธิมนุษยชน ให้กับประชาชนชาวมลายู-ปาตานี ที่ถูกกดทับโดยระบบรัฐทหาร ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของท่านทนายสมชาย นีละไพจิตร มาโดยตลอด และจะยังคงให้ความเคารพสดุดีอยู่เสมอ ในสิ่งที่ท่านทนายสมชายได้กระทำ ในการช่วย”พิทักษ์สิทธิมนุษยชน”ให้แก่ผู้ถูกกดขี่ทางกฎหมายและการปกครองในพื้นพิพาทสามจังหวัดมาตลอดระยะเวลาการทำงาน คอยติดตามแก้ต่างให้ผุ้บริสุทธิ์ในคดีที่ชาวบ้านถูกกระทำ ถูกสังหาร หรือซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่อย่างไม่เป็นธรรมโดยมิเกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ จนกระทั้งถูกกลุ่มผู้ถืออำนาจรัฐในยุคนั้นสั่งอุ้มฆ่าและยังไม่เคยได้รับความเป็นธรรมใดๆในทางกฎหมายมาจนถึงทุกวันนี้

ทนายสมชาย”สิ้นลมหายใจเพราะปกป้องสิทธิมนุษยชนให้ผู้บริสุทธิ์” และ”ไม่ยอมรับอำนาจที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายทั้งปวง” สิ่งนี้ย่อมถูกจารึกไว้ไม่มีวันแปรเปลี่ยน และสิ่งเดียวกันนี้ทำให้ข้าพเจ้าจำต้องเขียนจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ ถึงคุณอังคณา ซึ่งเป็นภริยาตามกฎหมายของท่านทนายสมชายที่ผมเคารพนับถือ เพราะคุณอังคณา คือ”ตัวแทนที่เหลืออยู่และสืบสานเจตนารมณ์ของสามี”ในภาพที่ข้าพเจ้าเข้าใจ

หากย้อนไปถึงมูลเหตุที่ทนายสมชายเข้าไปทำคดีช่วยเหลือพี่น้องสามจังหวัด เกิดจาก”ระบบคิด”ของฝ่ายความมั่นคง ที่ไม่เห็นชาวมลายูมุสลิมเป็นเพื่อนมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน และกระทำการกับพวกเขาเหล่านั้นอย่างป่าเถื่อน(ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ) จนทนายสมชายในฐานะทนายความสิทธิมนุษยชนต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเหยื่อที่ถูกซ้อมทรมานและทารุณกรรมในค่ายทหารเหล่านั้น พอช่วยเหลือเหยื่อได้สำเร็จจนฝ่ายความมั่นคง”ตกเป็นจำเลยเสียเอง”ในหลายๆคดีเข้า ซึ่งสร้างปัญหาให้ฝ่ายผู้มีอำนาจในฝ่ายความมั่นคงอ่างถึงที่สุด ..เป้าสังหารจึงตกมาอยู่ที่ทนายสมชาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าเสียใจที่สุดสำหรับข้าพเจ้าในยุคที่เพิ่งรู้จักคำว่า”สิทธิมนุษยชน”

…ไม่ว่าใครก็ตามที่มีส่วนร่วมรู้เห็นหรือสนับสนุนการ”อุ้มฆ่า”ทนายสมชายในครั้งนั้น ล้วนไม่สมควรได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขอีก

จึงขอใช้จดหมายฉบับนี้ ทวงถาม “ความชอบธรรม” ของอำนาจรัฐในปัจจุบัน ที่ยึดเอา”ความมั่นคงของกองทัพ”มาเป็นอันดับแรกในการให้ความสำคัญ ว่าในมุมมองของคุณอังคณา สามารถยอมรับอำนาจที่เขาเหล่านั้นทำการ”ปล้นอำนาจอธิปไตยประชาชนมาแต่งตั้งคุณอังคณาเข้าสู่ตำแหน่ง” ได้ลงจริงๆหรือ โดยเฉพาะกับคณะรัฐบาลทหารที่”ใช้ระบบเดียวกับที่ทนายสมชายไม่ยอมรับ”ในการคุกคามปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง

ปล.เหตุที่ข้าพเจ้าเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคุณอังคณาเพียงคนเดียว ในจำนวน 7 คน ที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่ง เพราะข้าพเจ้า”เห็นความหวัง” ในการกอบกู้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายในประเทศไทย วางอยู่บน”การตัดสินใจของคุณอังคณา” ไม่มากก็น้อย เพราะบุคคลอื่นๆในรายชื่อนั้น”ไม่มีเครดิตอะไรในการพิทักษ์สิทธิมนุษยชนให้ประชาชนมาแต่แรก” แต่กรณีคุณอังคณา แม้เพียงน้อยนิด หรืออาจจะริบหรี่สิ้นหวัง อย่างน้อยก็ขอให้ความศรัทธาที่ตัวข้าพเจ้ามีต่อทนายสมชาย นีละไพจิตร ได้ยังผลแห่งการกระทำเพื่อ”ปกป้องสิทธิมนุษยชนให้ผู้ที่ถูกกดขี่” ได้ไหลเวียนอยู่ต่อไปในตระกูลนีละไพจิตรตราบนานเท่านาน

คุณอังคณามิจำเป็นต้องเขียนอะไรตอบกลับข้าพเจ้าก็ได้ เพราะ..
การ”รับ” หรือ”ไม่รับ” ตำแหน่งคณะกรรมการสิทธิ์ชุดใหม่ ที่คณะเผด็จการทหารกำลังจะแต่งตั้งขึ้นนี้ ของคุณอังคณา
“คือจดหมายที่จะตอบกลับทุกประเด็นที่ยังสงสัยสำข้าพเจ้า(และอาจจะสำหรับใครอีกหลายๆคน)”

ด้วยความเคารพอย่างสูงต่อทนายสมชาย นีละไพจิตร

นิธิวัต วรรณศิริ
ผู้ลี้ภัยการเมืองไทย
22 กรกฎาคม 2558
นอกอาณาจักรไทย

เขียนโดย: รังสิมันต์ โรม

531

โพสต์ที่ Facebook ส่วนตัว:

บทความแปล:

การเรียกร้องประชาธิปไตยถือว่าเป็นการปลุกระดมในประเทศไทย

อ้างอิง: Demanding Democracy Is Seditious in Thailand

บทความภาษาอังกฤษเขียนโดย: รังสิมันต์ โรม

คุณรังสิมันต์ โรม เป็นบัณฑิตปีการศึกษา 2558 ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร และเป็นหนึ่งใน “14 ไทย” หรือ นักศึกษา 14 คน ที่ถูกคุมขังในเรื่องการประท้วงกับรัฐบาลเผด็จการทหารเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558
ประชาชนส่วนมากมีความรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ ประชาชนมือเปล่าจะสามารถโค่นล้มและกระชากอำนาจกลับคืนมาจากฝ่ายเผด็จการผู้ถืออาวุธได้ การต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการนี้ เปรียบประหนึ่งกับการเอาชีวิตของผู้คนมาแขวนไว้บนเส้นด้าย

ทันทีหลังจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ผมและเพื่อนๆ ก็เริ่มทำการประท้วงในการเรียกร้องให้ระบอบประชาธิปไตยกลับคืนมา เราทราบเป็นอย่างดีว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตรายมาก แต่เราก็ยังยึดหลักการของพวกเรากันอย่างเหนียวแน่น เราไม่สามารถที่จะยอมให้เผด็จการคนหนึ่ง มาฉกฉวยอำนาจจากประชาชนกันอย่างง่ายดาย นี่คือเวลาของเรา เราไม่สามารถที่จะนั่งอยู่ที่นี่เฉยๆ โดยไม่ทำการเคลื่อนไหวใดๆ ได้

ทางฝ่ายผู้มีอำนาจก็ไม่นิ่งดูดายเช่นกัน พวกเราบางคนถูกจับและถูกคุมขังอยู่ในสถานีตำรวจ และบางคนก็อยู่ในค่ายทหาร แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งพวกเราแต่อย่างใด

วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นครบรอบหนึ่งปีของการก่อการรัฐประหารนั้น เป็นจุดเปลี่ยนในการต่อสู้ของเรา เราทำการประท้วงกันอย่างสันติ และทางฝ่ายทหารกับฝ่ายตำรวจนั้น ได้ตอบโต้การกระทำของเรา ด้วยการใช้กำลังเพื่อที่จะสลายงานของเรา และจากนั้น ก็ทำการจับกุมนักศึกษาและประชาชนอื่นๆ ด้วย หลายคนถึงกับบาดเจ็บและต้องถูกส่งเข้าไปในโรงพยาบาล เกือบสองเดือนต่อมา ผู้ที่บาดเจ็บบางคนก็ยังไม่กลับฟื้นคืนสู่สภาพปกติ

ถึงแม้ว่า มันจะเห็นกันอย่างชัดเจนว่า มีการใช้กองกำลังกับพวกเรา แต่ไม่มีผู้ปฎิบัติการผู้ใดได้รับการลงโทษ แต่สิ่งที่ย่ำแย่กว่านั้นคือ พวกเราบางคน ถูกหมายเรียกเพื่อไปฟังคำฟ้องกับพวกเรา ในโทษฐานละเมิดคำสั่งของพวกเผด็จการทหารเกี่ยวกับ การห้ามมีการชุมนุมมั่วสุมทางการเมืองมากกว่า 5 คนข้ึนไป เรามีชีวิตอยู่กันในสังคมที่คนกระทำความผิดนั้น สามารถกล่าวโทษและฟ้องเหยื่อผู้รับเคราะห์ได้ เมื่อฝ่ายรัฐมีความล้มเหลวในการจัดการกระบวนการยุติธรรมให้เกิดขึ้น เราจะต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องมันด้วยตัวของพวกเราเอง

เมื่้อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558 พวกเราได้เดินทางไปยังสถานีตำรวจ แต่เป็นการฟ้องเพื่อร้องเรียนในเรื่องความโหดเหี้ยม แทนที่จะตอบรับกับหมายเรียกที่มีกับพวกเรา แต่ในที่สุด มือเปล่าๆ อันไร้พลังของพวกเราซึ่งไม่สามารถที่จะเขย่าอำนาจของฝ่ายเผด็จการทหารนั้น ก็เริ่มจะทำให้พวกเขาวิตกกังวลกัน ในวันต่อมา เราเดินทางไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และผู้คนจำนวนหลากหลายก็เริ่มทะยอยไหลเข้ามาที่นั่นเพื่อมาฟังการปราศรัยและเชียร์ให้กำลังใจกับพวกเรา ความเงียบที่ส่งเสียงคำรามออกมา ซึ่งสร้างขึ้นจากการปราบปรามประชาชนของฝ่ายเผด็จการทหาร เพื่อไม่ให้พูดในสิ่งที่ยังค้างอยู่ในใจของพวกเขานั้น ได้ถูกทำลายลงไปเสียสิ้น

การประท้วงของพวกเขาได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง และฝ่ายเผด็จการทหารเอง ก็เริ่มมีความวิตกกังวลขึ้นเรื่อยๆ ถ้าพวกเขายินยอมให้มีเรื่องนี้อยู่ต่อไป ก็จะมีผู้คนเข้ามาร่วมประท้วงกับพวกเราบนท้องถนนมากขึ้น ดังนั้น พวกเขาถึงตัดสินใจจับกุมพวกเรา: นักศึกษา 7 คนจากกรุงเทพมหานคร และอีก 7 คนจากจังหวัดขอนแก่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อคืนวันที่ 26 มิถุนายนนั้น ตอนแรก พวกเราถูกนำตัวเขามายังสถานีตำรวจ และถูกกล่าวหาสองกระทงว่า เราได้ละเมิดข้อหา ที่ห้ามทำการประท้วงจากคำสั่งของฝ่ายเผด็จการทหาร และกระทำการปลุกระดมอีกด้วย เราถูกส่งไปยังศาลทหารในเวลาเที่ยงคืน และจากนั้นก็ถูกส่งเข้าไปในที่คุมขัง เราอยู่ที่นั่นเป็นเวลา 12 วันจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 ข้อกล่าวหากับฝ่ายเรานั้น ยังคงมีอยู่

พวกเราหลายคนในคุกคิดว่า พวกเรามีความโง่เขลาที่ยอมแลกอิสรภาพเพื่อรักษาอุดมการณ์ของพวกเรา แต่สำหรับผมนั้น ทุกๆ นาทีที่อยู่ในคุกนั้น มันเป็นนาทีที่คุ้มค่าต่อการดิ้นรนต่อสู่กับฝ่ายเผด็จการทหาร ผมต้องการปลุกสติความสำนึกของเพื่อนๆ ประชาชน และต้องการให้พวกเขาตระหนักเกี่ยวกับความอยุติธรรมที่เราเผชิญหน้ากับพวกเผด็จการเหล่านี้กัน ถ้าเราสามารถทำให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ มันก็จะนับได้ว่า เราได้รับชัยชนะจากการต่อสู้ย่อยๆ ครั้งหนึ่งแล้ว และจะมีอีกหลายครั้งในเวลาต่อมา

ท้ายที่สุด เหตุผลที่ผมต้องดิ้นรนในเรื่องนี้ก็คือว่า ผมสามารถบอกให้กับลูกหลานของผมได้รับรู้ เมื่อพวกเขาถามผมว่า ผมอยู่ที่ไหนในขณะที่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร และผมกระทำการอย่างไรบ้างเพื่อพวกเขา ผลที่ตามมาจากเหตุการณ์รัฐประหารครั้งนี้ ก็ยังคงรู้สึกกันอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงประชาชนรุ่นต่อมา ความรับผิดชอบของคนรุ่นผมก็คือ การกระทำการอย่างดีที่สุดเท่าที่เราสามารถจะทำได้ ในการต่อสู้กับฝ่ายเผด็จการทหาร เพื่้อภาระต่างๆ จะได้ลดลง และไม่ต้องไปแบกหามกันอย่างหนักในรุ่นของพวกเขา..

——————————————————–

ความคิดเห็นของผู้แปล:

ขอนำบทความของน้องรังสิมันต์ มาแปลให้อ่านกัน บทความนี้อยู่ใน Huffington Post ค่ะ

ความเห็นต่างๆ ก็ให้กันหมดแล้ว ก็เหลืออย่างเดียวคือ เรามีความภูมิใจในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของพวกน้องมากๆ และหวังว่า ในวันหนึ่ง เราคงได้เห็น รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นในแผ่นดินไทยเสียที

Doungchampa Spencer-Isenberg

นี่คือคำสัญญา..

530 นี่คือคำสัญญา..

ถึงแม้ประเทศนี้ท่าทางจะหมดหวัง…..แต่พวกกูไม่สิ้นหวัง…. กูเขียนเรื่องราวนี้ เพราะกูเริ่มมีความรู้สึกเริ่มเหนือยและเริ่มรู้สึกว่า ประเทศนี้สงสัยว่าโอกาสจะขึ้นจากหล่มลึกของเผด็จการในครานี้ ท่าทางจะยาก ลำบากและอาจยาวนานกว่าที่คิด (จากที่เคยคิดไว้ว่า ๕ – ๑๐ ปี)

ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้พูดจากความรู้สึก แต่พูดในฐานะอาจารย์ นักวิชาการ นักเคลื่อนไหวประชาธิปไตยมากว่า ๓๐ ปี ที่เฝ้ามอง เฝ้าติดตามและทำงานวิจัยภาคสนามเรื่องของพัฒนาการทางเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมือง มาอย่างต่อเนื่อง… ในเพจนี้ กูน้อยครั้งมากที่จะบอกว่า หมดหวัง สิ้นหวัง หรือ แม้กระทั่งเหนื่อย

แต่วันนี้ ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะเมื่อต้องมาอยู่นอกกะลา แล้วมองกลับเข้าไปในกะลา จากมุมมองของตัวกูเอง หรือ จากเพื่อนๆชาวต่างชาติ ทุกคนรู้สึกเหมือนกันว่า ” ทำไม ประชาชนชาวไทยถึงทนกันได้ขนาดนี้ ” ประเด็นนี้ กูเคยพูดกับพรรคพวกที่ใกล้ชิดหลายคนแล้วว่า เป็นเรื่องที่กู ห่วงที่สุด เพราะคิดว่าความอดทนของคนไทยในกะลาแลนด์ มีสูงมากจนไม่น่าเชื่อ

และจะทำให้การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างแท้จริงทำได้ยากมาก หรือ ยากที่สุด ในตอนที่กูสอนหนังสือในห้องเรียน ความคิดที่ตกผลึกจาก งานวิจัยภาคสนาม ที่มีอยู่ในเรื่องนี้ กูก็พร่ำสอน นักศึกษาในห้องตลอดเวลาว่า สาเหตุของการไม่พัฒนาอย่างแท้จริงของประเทศนี้

เพราะสำนึกของประชาชนไทย มันเป็นพิษ ที่เกิดจากกระบวนการ หล่อหลอม กล่อมเกลา ของฝ่ายขุนศึก ศักดินา อย่างเข้มข้นและยาวนาน โดยเฉพาะการล้างสมองมาตั้งปี 2490 เป็นต้นมา (หลังปฏิวัติ ฉบับรัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม)

การเกลี้ยกล่อมให้หมอบกราบ ยอมศิโรราป แบบราบคาบ ต่อเนื่องกว่า ๖๐ ปีในรอบนี้ ทำให้เลือดทาสและสำนึกไพร่ ที่พากันกอดคอ ร้องห่ม ร้องไห้ เมื่อครา “ประกาศเลิกทาส” เพราะกลัวอดตายไม่มีเจ้านาย จึงเกิดขึ้นอีก ครั้งแล้ว ครั้งเล่า หลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย พัฒนาการทางการเมืองไทยที่ผ่านมา ประชาชนในประเทศ ต่างรอความหวังจากเทวดา

( รอการกราบกราบ รอความหวัง )

เมื่อครั้งเทวดาเริ่มจะตกสวรรค์ก็รอความหวังจากคนดี

ต่อมาก็เปลี่ยนไปเป็นรอความหวังจากอัศวิน และนักการเมือง

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะด้วยสำนึกไพร่ และเลือดทาสที่มีในตัวยังเข้มข้น จากการถูกหล่อมหลอม กล่อมเกลามายาวนานหลายร้อยปี ถูกปล่อยให้เว้นว่างให้เป็นอิสระในช่วงสั้นๆเพียงแค่ ๑๕ ปี จากปี ๒๔๗๕ – ๒๔๙๐ เท่านั้น ด้วยยาพิษที่ถูกป้อนมายาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ ประชาชนชาวไทยไม่เคยคิดพึ่งพาตนเอง

รอความหวังจากการหยิบยื่นให้จากบุคคลที่เหนือกว่า สูงศักดิ์กว่า มาโดยตลอด จนวันนี้ ด้วยตัวกูที่อายุเกินครึ่งร้อยไปแล้วหลายปี กูเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ในช่วงเวลาอีกสักยี่สิบปีข้างหน้า กูจะมีโอกาสเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงหรือไม่ ?

ในเมื่อประเทศอื่นๆเขาเปลี่ยนเรื่องนี้มาแล้วกว่าสองร้อยปีแล้ว

ประเทศนี้จะมีโอกาสหรือไม่ ? หรือ ประชาชนในประเทศนี้ต้องค่อยๆพากันอดตายในประเทศที่อุดมสมบูรณ์กันเสียก่อน จึงจะชักชวนกันลุกขึ้นสู้ ปลดแอกให้ตัวเอง…..

กูได้แต่สงสารลูกหลานที่จะเติบใหญ่ขึ้นมา ว่าพวกเขาคงพาสงสัยว่าทำไม พวกเขาต้องเติบโตในประเทศที่เหี้ยแบบนี้ได้ยังไง ??? และคนรุ่นก่อนหน้าพวกเขาไปทำอะไรกันอยู่ ??? แต่สำหรับกู บอกได้คำเดียว ถ้ายังมีลมหายใจอยู่

กูจะสู้เพื่อให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง

ไม่ใช่ประชาธิปไตยของเทวดา ของคนดี หรือของอัศวินและนักการเมืองหน้าไหนทั้งสิ้น…..

กูและเพื่อนของกูที่เห็นโลกนี้มาไม่น้อยแล้ว…ทุกคนล้วนสัญญากันว่า พวกเราจะไม่ยอมตาย
แต่สำหรับกู บอกได้คำเดียว

ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ กูจะสู้เพื่อให้ประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริง
ไม่ใช่ประชาธิปไตยของเทวดา
ของคนดี หรือของอัศวินและนักการเมืองหน้าไหนทั้งสิ้น…..

กูและเพื่อนของกู ทุกคนล้วนสัญญากันว่า พวกเราจะไม่ยอมตาย จนกว่าจะได้เห็นประชาธิปไตยของประชาชนที่แท้จริงเกิดขึ้นในแผ่นดินไทย

เพราะนี่คือมรดกที่คนรุ่นพวกกูจะต้องลงมือทำ ต้องลงมือสร้างให้ลูกหลานให้ได้….

James Walsky

ไม่แปลกใจเลยที่ คนอย่างมึง เหล่ หมามุ่ย คิดได้แต่เรื่องหมาๆ

496

กรณีที่เครือข่ายปกป้องอันดามันจากถ่านหินกว่า 100 คน ซึ่งอดอาหารมาเป็นเวลากว่า 10 วัน หน้ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ.ราชดำเนิน

เรียกร้องให้ ผู้นำ กบฏ คสช. เหล่ หมามุ่ย ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เนื่องจากเกรงเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีผลต่อการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวในบริเวณชายฝั่วอันดันมานั้น โดยเมื่อวันที่ 20 ก.ค. ได้เดินทางไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอคำตอบจาก เหล่ หมามุ่ นั้น

ล่าสุดในการแถลงข่าวหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีกบฏ คสช.

วันที่ 21 ก.ค. นี้นั้น ตอนหนึ่ง เหล่ หมามุ่ย กล่าวถึงกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่

โดยระบุว่าจะส่งคนไปดูว่าอดข้าวจริงหรือไม่

ทั้งนี้ตามรายงานของเฟซบุ๊ค วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ โดยตอนหนึ่ง เหล่ หมามุ่ย ระบุว่า ต้องอดให้จริงนะ ผมพร้อมช่วยเรื่องโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม

เหล่ หมามุ่ย ยังกล่าวด้วยว่า

อดจริงหรือเปล่าไม่รู้ กลางคืนแอบกินหรือเปล่า สมัยก่อนเคยมีขุดรูข้างล่าง แต่นี่อาจอดจริงก็ได้ แต่ก็รู้กันดี อดข้าวอดน้ำ 3 วันตายแล้ว

กู อ่านข่าวนี้แล้ว ก็ถึงบางอ้อ

กูไม่แปลกใจเลยที่ คนอย่างมึง เหล่ หมามุ่ย คิดได้แต่เรื่องหมาๆ

ชอบดูถูก ประชาชน มองเห็น ประชาชนเป็น ศัตรู….ถุยยยยย